มาดูวิธีเขียนชื่อสินค้า Apple ให้ถูกต้องกันเถอะ

apple_product_name

Apple นั้นเรียกได้ว่าเป็นบริษัทที่มีความเรื่องมากในการเขียนชื่อสินค้ามาก โดยเฉพาะสำหรับนักข่าว, Blogger, Developer ที่เขียนชื่อสินค้าไม่ถูกต้องก็อาจโดนท้วงติงจากผู้บริหาร Apple ได้โดยตรง เช่นในกรณีที่ Phil Schiller ทวีตบอกเองว่า iPhone ห้ามเติม s แต่นั่นก็แสดงถึงความใส่ใจในภาพลักษณ์ของ Apple ได้เป็นอย่างดี วันนี้ทีมงานMacThai จึงขอพาทุก ๆ ท่านมาเรียนการเขียนชื่อสินค้าต่าง ๆ ให้ถูกต้องกัน

หลักสำคัญสำหรับสินค้าทุกตัวคือ ตัว i ที่นำหน้าจะต้องเป็นตัวเล็กเสมอและห้ามมีขีด 

iPhone

เริ่มต้นด้วยสินค้ายอดฮิตอย่าง iPhone ซึ่งกฏของการเขียนคำว่า iPhone มีดังนี้

  • ตัว i ต้องเป็นตัวเล็กเสมอ
  • ห้ามเขียนเป็น i-phone, Iphone, I-Phone
  • อนุโลมให้ใช้ IPHONE หรือ iphone ได้ (ในกรณีที่ต้องเขียนตัวใหญ่หรือเล็กหมด) แต่ก็ยังไม่ถูกต้องแท้จริง

สำหรับการเขียนรุ่นตามหลัง หากเป็นเลขจะเขียนต่อหลังได้เลยเช่น iPhone 6 และหากมีตัว s ต่อท้ายจะใช้ตัวเล็ก เช่น iPhone 6s แต่หากไม่มีเลขต่อท้ายแต่ดันมีตัวอักษรอย่าง iPhone SE จะเขียนแบบนี้

ตัวอย่างที่ถูก : iPhone 6, iPhone 6s, iPhone 6s Plus, iPhone SE
ตัวอย่างที่ผิด : iphone6 , I-phone 6, I-phone 6S, iPhone se

iphone_6s_plusiPad

เขียนง่ายพอสมควรแต่จะสับสนระหว่างการใช้คำต่อท้าย เช่น iPad mini หรือ iPad Air มีข้อสังเกตดังนี้

  • เขียน i ตัวเล็กเช่นเดียวกับสินค้า Apple ตัวอื่น ๆ
  • iPad Air เขียนแบบนี้
  • iPad Pro  เขียนแบบนี้
  • iPad mini (เป็นรุ่นเดียวที่เขียนต่อท้ายตัวเล็ก)

สำหรับเลขต่อท้ายรุ่นก็สามารถเขียนเลขปกติได้เลยไม่มีปัญหา เช่น iPad Air 2

ตัวอย่างที่ถูก : iPad, iPad 2, iPad Air, iPad mini, iPad Pro
ตัวอย่างที่ผิด : ipad2 , iPad air, i-pad pro, iPad Mini

ipad_pro_round_upสินค้าตระกูล Mac

สินค้าตระกูล Mac นั้นมีวิธีเขียนแตกต่างกันไป แต่ก็สามารถแบ่งจำได้ตามรุ่น ถ้าเขียนให้ถูกต้องแต่แรกเรื่อย ๆ จะชินเอง เริ่มจากสินค้าตระกูล MacBook

ข้อสังเกต: การเขียนคำว่า MacBook ใด ๆ ก็ตามนั้นจะต้องใช้คำว่า MacBook ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่สองตัว ห้ามเขียนเป็น Macbook

จากนั้นการเขียน รุ่นต่อท้ายก็จะคล้าย ๆ กันคือใช้ตัวอักษรใหญ่

  • MacBook Air (หากใช้ในงานออกแบบ คำว่า Air จะต้องพิมพ์เป็นตัวบางเล็กน้อย)
  • MacBook Pro และหากเป็นรุ่นจอเรติน่า การเขียนที่ถูกต้องก็คือ with Retina display (พิมพ์ใหญ่แค่ Retina)
  • MacBook เขียนตามปกติ

สำหรับ Mac ที่ไม่ใช่ MacBook อย่าง iMac หรือ Mac mini, Mac Pro ก็จะมีวิธีการเขียนที่ต่างกันไป แต่ก็จะคล้ายกับกรณีของ iPad หรือ iPhone คือ i ใช้ตัวเล็กเสมอและ

  • iMac with Retina 4K display , iMac with Retina 5K display (เขียนคล้ายกับ MacBook Pro with Retina display)
  • Mac mini (การเขียนจะเหมือนกับ iPad mini)
  • Mac Pro เขียนแบบนี้

ตัวอย่างที่ถูก : Mac mini, Mac Pro, iMac
ตัวอย่างที่ผิด : Mac Mini, Mac pro, i-mac

macbook_elcapiOS , watchOS, tvOS และ macOS (อดีต OS X)

ในเรื่องของการเขียนชื่อซอฟแวร์นั้น อย่าลืมว่า OS ย่อมาจาก Operating System ดังนั้นต้องเขียนด้วยตัวใหญ่เสมอ เพราะถือว่าเป็นตัวย่อ โดยที่คำก่อนหน้านั้นจะเขียนเป็นพิมพ์เล็กเท่านั้น ซึ่ง iOS นั้นไม่น่ามีปัญหาเพราะปกติ i เขียนตัวเล็กอยู่แล้ว แต่ watchOS, tvOS, macOS นั้นต้องจำว่าให้เขียนตัวเล็กเหมือน iOS ด้วย ดังนี้

  • iOS
  • watchOS
  • tvOS
  • macOS

ในส่วนของ macOS นั้นได้มีการเปลี่ยนชื่อมาจาก OS X (อ่านว่าโอเอสเท็น ห้ามอ่านว่า โอเอสเอ็กซ์) ซึ่งก่อนหน้านั้นจะเขียนว่า Mac OS ดังนั้นจึงควรระวังเงื่อนไขการเขียน macOS กับ Mac OS ดังนี้

  • Mac OS จะหมายถึงระบบปฏิบัติการบน Macintosh ตั้งแต่ปี 1996 จนถึง 2012 ซึ่งหลังจากนั้น Apple จะตัดเหลือแค่ OS X
  • macOS เป็นชื่อที่ Apple เพิ่งสร้างมาใหม่ในงาน WWDC 2016 ตามด้วยชื่อรุ่นระบบปฏิบัติการคือ macOS Sierra

macos-sierra-messages

ซอฟแวร์และแอพลิเคชั่นอื่น ๆ

ขอยกตัวอย่างการเขียนชื่ออื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นซอฟแวร์หรือแอพต่าง ๆ ดังนี้

  • iTunes – สังเกตว่าจะมี s ตามหลังเสมอ (เพราะใน iTunes มีเพลงหลายเพลง)
  • Apple Music – ไม่มี S และอย่าลืมว่า Music ขึ้นต้นด้วยพิมพ์ใหญ่
  • iMovie – หลังจำคือเราทำหนังแค่เรื่องเดียว
  • Pages – หลักจำคือ เอกสารมีหลายหน้า
  • Keynote – ไม่มี s หลักจำคือเวลาเราพูด Keynote เราพูดได้ทีละ Keynote
  • Numbers – ในเอกสารมีเลขหลายเลข เลยต้องเติม s
  • iBooks – อันนี้สำคัญมาก หากเขียน iBook นั้นจะหมายถึงคอมพิวเตอร์ Notebook ของ Apple สมัยก่อน

macos-sierra-itunes

ทำไมต้องเขียนชื่อสินค้า Apple ให้ถูกต้องด้วย ?

สำหรับคนทั่วไปนั้นอาจจะไม่ต้องเคร่งเท่าไหร่ (แต่ก็ควรเขียนให้ถูกนะจ้ะ ^^) แต่ถ้าเราทำงานในสาย content เช่นการเขียนข่าวและบทความต่าง ๆ หรือแม้กระทั่ง Developer และ Designer ที่ทำแอพบนแพลตฟอร์มของ Apple นั้น น่าจะทราบกันดีว่า Apple เคร่งเรื่องการเขียนชื่อและการใช้คำต่าง ๆ มาก ทั้งการออกแบบต่าง ๆ และคำอธิบายแอพที่จะส่งขึ้น App Store หากเราเขียนผิดมาก ๆ Apple อาจจะไม่ยอมให้แอพของเราผ่านใน iTunes Connect และโดน reject ได้

Screen Shot 2016-07-04 at 8.12.37 PMหากจำไม่ได้ทางทีมงานขอแนะนำว่าให้เปิดแอพ Dictionary ของ Apple ที่ติดมากับ Mac ทุกเครื่องที่มาพร้อมกับพจนานุกรมของ Apple เอาไว้ใช้สำหรับอ้างอิงการเขียนชื่อสินค้ากันได้

ที่มา>>>MacThai

Apple เปิดตัว watchOS 3 ทำงานเร็วขึ้น, หน้าปัดนาฬิกาใหม่, เพิ่มโหมดฉุกเฉิน

watchos-3-hero

Apple ได้เปิดตัว watchOS เวอร์ชันใหม่หรือ watchOS 3 ในงาน WWDC 2016โดยมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานโดยรวมที่ Apple ยืนยันว่าจะเร็วขึ้นโดยชัดเจน, หน้าปัดนาฬิกาแบบใหม่ๆ, ความสามารถฟิตเนสอีกมากมาย

watchOS-wwdc2016-3

เรื่องแรก คือเรื่องความเร็ว Apple กล่าวว่า ตัว watchOS 3 จะใช้วิธีการทำงานต่างๆ ใน background มากขึ้น, แอพที่ชื่นชอบจะถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำ ซึ่ง Apple บอกว่าจะทำให้การใช้งานเร็วขึ้นมาก เช่นจาก watchOS 2 ที่กดแล้วจะต้องรอโหลดแอพ และโหลดข้อมูล แต่ถ้าเป็น watchOS 3 เมื่อกดเปิดแล้วแอพพร้อมข้อมูลจะขึ้นมาทันที

watchOS-wwdc2016-6

ฟีเจอร์ถัดไปคือเรื่อง Dock คือการสลับระหว่างแอพบน watchOS (คล้ายกับ multitasking บน iOS) วิธีเข้าถึงก็เพียงแค่กดปุ่มก็จะสามารถสลับแอพไปมาได้ทันที

watchOS-wwdc2016-8

Control Center สามารถจัดการการตั้งค่า watchOS อย่างรวดเร็วได้ ไม่ว่าจะเปิด Airplane Mode, Do Not Disturb, ปิดเสียง ฯลฯ

watchOS-wwdc2016-9

Messages บน Apple Watch มีตัวเลือกในการตอบเพิ่มขึ้น เช่น Scribble หรือการเขียนเป็นข้อความบนนาฬิกาเลย

watchOS-wwdc2016-14

หน้าปัดนาฬิกาใหม่ เช่นรูปมินนี่ เมาส์ รวมถึงมีตัวเลือกสีที่สามารถเลือกให้เข้ากับสายได้ และการเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาก็จะง่ายขึ้นด้วย

watchOS-wwdc2016-16

Activity ที่มีนาฬิกาให้ใช้แล้ว ฉะนั้นเวลาใช้งาน Activity ก็ยังดูนาฬิกาได้

watchOS-wwdc2016-40

ฟีเจอร์ฉุกเฉิน คือหากผู้ใช้ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย สามารถกดปุ่มข้างนาฬิกาค้างไว้นานๆ และกดตัวนาฬิกาแรงๆ อีกที ตัวนาฬิกาจะโทรแจ้งเบอร์โทรฉุกเฉินในแต่ละประเทศทันที และเบอร์โทรฉุกเฉินนี้จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามประเทศที่เดินทางไปด้วย และยังสามารถแจ้งเตือนไปยังบุคคลที่เราตั้งไว้ให้โทรหาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้ด้วย

watchOS-wwdc2016-61

ฟีเจอร์สำหรับผู้ที่นั่งรถเข็นบน watchOS 3 คือ Apple จะทำให้ Apple Watch เหมาะกับคนที่ใช้รถเข็นด้วย เช่น ถ้ามีการแจ้งเตือนให้ยืน ก็จะเปลี่ยนเป็นแจ้งเตือนให้ขยับเขยื้อนแทน รวมถึง Activity ต่างๆ ก็จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากันด้วยเช่นกัน

watchOS-wwdc2016-74

ถัดไปคือ API สำหรับ watchOS 3 ซึ่ง Apple เพิ่มมาให้หลายอย่าง เช่น ใช้งานApple Pay ในแอพ, workout ในโหมด background, เรียกใช้งาน heart rate ได้ตลอดเวลา, เข้าถึง Gyroscope, ตัววัดความเร่ง, SpireKit & SceneKit ฯลฯ

watchOS-wwdc2016-80

watchOS 3 จะเปิดให้อัพเกรดได้ฟรีในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ (ช่วงท้ายๆ ปี) ส่วนพรีวิวสำหรับนักพัฒนาเปิดให้ใช้ภายในวันนี้

ที่มา>>>macthai