Macbook เปลี่ยนเป็นส่วนลดซื้อ Surface Pro 4 และ Surface Book

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ macbook

 Microsoft ได้มีจัดโปรโมชั่น ให้ผู้ใช้ Macbook ทุกรุ่น นำเครื่องเดิมมาแลกเป็นส่วนลดเพื่อซื้อ Microsoft Surface Pro 4 หรือ Microsoft Surface Book โดยอายุของ Macbook ที่รับแรกนั้นจะต้องเป็นรุ่นปี 2006 ขึ้นไป

นอกจากนี้ยังสามารถนำ iPhone หรือ iPad มาแลกเพื่อรับส่วนลดได้เช่นกัน คาดว่าที่ออกแคมเปญแบบนี้เพราะคงต้องการให้ผู้ใช้ฝั่ง Mac มาลองอะไรใหม่บน Microsoft Surface แน่นอน แต่แคมเปญนี้มีระยะเวลาจำกัดถึง 7 พฤศจิกายนนี้ และใช้ได้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ประเทศอื่นหมดสิทธิ์

“สำหรับชาวภูเก็ต“ที่ สนใจอยากมีเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์กับธุรกิจ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของลุกค้า และเป็นที่รู้จักมากขึ้น บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ภูเก็ต ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำเว็บไซต์ รับทำ SEO ภูเก็ต ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

ย้อนรอย 10 มือถือที่ว่ากันว่าเป็น iPhone killer ตั้งแต่อดีตจนถึง Pixel Phone จาก Google

ย้อนรอย 10 มือถือที่ว่ากันว่าเป็น iPhone killer ตั้งแต่อดีตจนถึง Pixel Phone จาก Google

ปัจจุบันนี้แม้ว่าตลาดของสมาร์ทโฟนจะขยายตัวขึ้นและมีการแข่งขันที่ดุเดือดกว่าเดิมมาก แต่ iPhone ของ Apple ก็ยังคงได้รับความนิยมมาโดยตลอดแม้ในระยะหลังนี้จะมียอดขายที่ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ก็ตาม

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีมือถือหลายรุ่นหลายยี่ห้อที่พยายามแข่งขันกับ iPhone หวังขึ้นครองตำแหน่งมือถือยอดนิยมตลอดกาลแทน หลายรุ่นถึงกับได้รับฉายาว่า “iPhone Killer” หรือ “เกิดมาฆ่า iPhone” กันเลยทีเดียว แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเบียด iPhone ให้ตกกระป๋องได้ด้วยเหตุผลต่างๆ กันไป และนี่คือ 10 มือถือที่ว่ากันว่าเกิดมาฆ่า iPhone ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันครับ

 1. Samsung Jet S8000

ย้อนกลับไปในปี 2009 Samsung Jet S8000 เป็นมือถือที่ยักษ์ใหญ่ซัมซุงเคยหมายมั่นปั้นมือให้ออกมาชิงบัลลังก์ iPhone 3GS ด้วยหน้าจอ AMOLED สุดล้ำและชิปประมวลผลความเร็ว 800 MHz ที่ถือว่าเร็วสุดๆ ในเวลานั้น ถึงขนาดกล้าเคลมว่า “ฉลาดกว่า iPhone” เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม Samsung Jet S8000 มาพร้อมกับจุดอ่อนอันใหญ่หลวงอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ TouchWiz UI ที่ใช้ยากแถมยังมีหน้าตาเหมือน UI ของฟีเจอร์โฟนซะอีก จึงไม่สามารถเรียกว่าเป็นสมาร์ทโฟนได้อย่างเต็มปาก แม้ตอนก่อนเปิดตัวจะมียอดสั่งจองจำนวนมาก แต่เมื่อเริ่มวางขายและมีรีวิวออกมา ความนิยมก็ตกลงอย่างฮวบฮาบในขณะที่ iPhone 3GS ยังคงขายดิบขายดีต่อไป

 2. Palm Pre

ก่อนจะถึงยุคสมัยของสมาร์ทโฟนหลายคนคงยังจำยุคของคอมพิวเตอร์พกพาหรือ PDA ได้ดี และ Palm ก็เป็นแบรนด์ PDA ที่ขึ้นชื่อที่สุดในเวลานั้น และเมื่อเข้าสู่ยุคของสมาร์ทโฟน Palm ก็ได้พยายามลุกขึ้นมาท้าชิงบัลลังก์สมาร์ทโฟนจาก iPhone กับเค้าด้วยเหมือนกัน ด้วยการเปิดตัว Palm Pre มือถือที่มาพร้อมฟีเจอร์ครบครัน ทั้งหน้าจอทัชสกรีน คีย์บอร์ดแบบเลื่อน และระบบปฏิบัติการ webOS ซึ่งโดนใจเหล่ากูรูด้าน IT กันมากมาย แต่ด้วยความที่คนส่วนใหญ่บนโลกนี้ไม่ใช่กูรูด้าน IT ทำให้ขายไปได้เพียง 1 แสนเครื่องในสัปดาห์แรกที่เปิดตัวเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นาน Apple ก็ได้เปิดตัว iPhone 3GS ที่ขายได้ถึง 1 ล้านเครื่องในเวลาเพียง 3 วัน

 3. LG BL40 Chocolate

สิ่งที่ Apple ทำคือสิ่งที่ Apple เชี่ยวชาญที่สุด การจะเอาชนะ Apple ได้จะต้องทำสิ่งที่แตกต่าง และด้วยเหตุนี้เอง LG จึงได้เปิดตัวมือถือ LG BL40 Chocolate ที่มีหน้าตาเหมือนแท่งช็อกโกแลตออกมา

LG BL40 Chocolate เป็นมือถือรุ่นแรกที่มีอัตราส่วนของหน้าจอที่ 21:9 ทำให้ถูกอกถูกใจคนชอบดูหนังมาก เพราะสามารถดู wide screen ได้แบบเต็มๆ แต่สำหรับการใช้งานทั่วไปมันออกจะดูตลกมากกว่า นอกจากนี้ยังมีอาการหน่วงระหว่างการใช้งาน และการจัดวางปุ่มกดที่ชวนงง แถมแบตเตอรี่ยังหมดไวอีก การกล้าที่จะแตกต่างครั้งนี้ของ LG จึงไม่อาจเขย่าบัลลังก์ iPhone ได้อย่างที่หวังเอาไว้

 4. Nokia N97

ก่อนจะถึงยุคสมาร์ทโฟน Nokia คือแบรนด์มือถือที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟนความนิยมของ Nokia ก็ค่อยๆ จืดจางลงไป แต่ในช่วงแรกๆ ของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยนั้น Nokia ก็พยายามทวงความยิ่งใหญ่ของตนคืนมาจาก iPhone ด้วยเช่นกัน โดยการเปิดตัว Nokia N97 ที่โดดเด่นกว่ามือถือค่ายไหนๆ ด้วยแผงคีย์บอร์ดแบบ QWERTY พร้อมหน้าจอทัชสกรีน 3.5 นิ้ว แต่การเอาคีย์บอร์ดทั้งแผงมาติดลงไปกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ตัวเครื่องหนาเทอะทะ ซ้ำระบบปฏิบัติการ Symbian S60 ยังห่างชั้นจาก iOS มาก ส่วนราคาก็เรียกว่าระดับพรีเมียม อย่างไรก็ตาม Nokia N97 ก็ประสบความสำเร็จพอสมควร โดยขายได้ 2 ล้านเครื่องภายใน 2 เดือนแรก แต่ก็ยังไม่สามารถฆ่า iPhone ได้อยู่ดี

 5. Motorola Droid

Motorola Droid เป็นมือถือที่เปิดตัวส่งท้ายปี 2009 และเป็นมือถือรุ่นแรกที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android นับเป็นก้าวแรกของ Android ในวงการสมาร์ทโฟน โดยมาพร้อมฟีเจอร์ครบครันในยุคนั้น ทั้งคีย์บอร์ด QWERTY แบบสไลด์ที่บางกว่า Nokia N97 หน้าจอแสดงผล 3.7 นิ้ว พร้อมด้วย Bluetooth 2.0, GPS และ Wi-Fi กล้องดิจิทัลมาพร้อมระบบออโต้โฟกัสพร้อมไฟแฟลช สามารถนำไปประชันกับ iPhone 3GS ได้อย่างสูสี เมื่อเปิดตัวออกมาก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ทำยอดขายตีคู่กันมากับ iPhone 3GS กลายเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อทีเดียวในยุคนั้น

 6. BlackBerry Storm

BlackBerry  คืออีกหนึ่งตำนานของวงการมือถือที่เคยฮิตเปรี้ยงปร้างอยู่พักหนึ่งจนถึงจุดที่น่าจะสามารถต่อกรกับ iPhone ได้อย่างสูสี และเพื่อการนี้ BlackBerry จึงได้เปิดตัวมือถือที่เป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่ของตน นั่นก็คือ BlackBerry Storm

BlackBerry Storm เป็นมือถือรุ่นแรกของ BlackBerry ที่เป็นหน้าจอทัชสกรีน และไม่มีคีย์บอร์ดมาให้เหมือนรุ่นก่อนๆ หลังจากเปิดตัวออกมาก็มีกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดี สามารถขายได้ 1 ล้านเครื่องภายใน 3 เดือนแรก ส่วนรีวิวจากสำนักต่างๆ ก็ไม่ได้ขี้เหร่นัก แม้ว่ามันจะไม่มี Wi-Fi ก็ตาม ซึ่งในยุคนั้นไม่ใช่ฟีเจอร์ที่จำเป็นอะไรนัก แต่จุดอ่อนสำคัญที่สุดกลับเป็นความทนทานของตัวเครื่อง โดยมีผลสำรวจออกมาว่า BlackBerry Storm แทบทุกเครื่องที่ขายไปล้วนแต่พังในเวลาไม่นานจนต้องเปลี่ยนเครื่องกันหลายครั้งทำเอาผู้ใช้หลายคนถึงกับระอา

 7. Google Nexus One

ต้นกำเนิดสมาร์ทโฟนตระกูล Nexus ที่ Google หมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นสมาร์ทโฟน Android อย่างแท้จริงที่จะเป็นต้นแบบในการพัฒนาของสมาร์ทโฟน Android รุ่นอื่นๆ ต่อไปในอนาคต ในช่วงที่มีข่าวของ Nexus One ออกมาสื่อต่างๆ ตั้งความหวังว่ามันจะกลายเป็น iPhone Killer ซึ่งสเปคของ Nexus One ก็ถือว่าไม่เป็นรองใครเลยในยุคนั้น เพียบพร้อมทั้งหน่วยประมวลผลที่รวดเร็ว กล้องดิจิทัล ระบบ GPS และ Google Map แต่เมื่อเปิดตัวออกมาจริงๆ กลับทำยอดขายได้ไม่ดี โดยขายได้เพียง 135,000 เครื่องเท่านั้นใน 75 วันแรก แถมหลังจากนั้นไม่นาน Apple ก็ได้เปิดตัว iPhone 4 ที่ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ออกมาอีก ทำให้ Google Nexus One ค่อยๆ ถูกลืมไปในที่สุด

 8. Samsung Galaxy S7

ปัจจุบันนี้แบรนด์ที่น่าจะแข่งกับ Apple ได้อย่างสูสีก็น่าจะมีอยู่ไม่กี่เจ้า หนึ่งในนั้นคือ Samsung และSamsung Galaxy S7 เรือธงที่เปิดตัวออกมาเมื่อต้นปีนี้ก็อัดแน่นไปด้วยประสิทธิภาพจริงๆ ทั้งหน้าจอ AMOLED สุดคมชัด กล้องดิจิทัลที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าเรือธงรุ่นอื่นๆ บางคนถึงกับยกให้ดีกว่ากล้องของ iPhone 6s ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำและดีไซน์ที่เหมาะมือ แม้จะมีราคาสูงไปนิดสำหรับสมาร์ทโฟน Android แต่เมื่อเทียบกับ iPhone 6s ก็ถือว่าพอๆ กัน นับเป็นสุดยอดเรือธงที่สู้กับ iPhone 6s ได้อย่างสบาย แต่ก็ยังไม่อาจเบียด iPhone ให้หล่นจากทำเนียบสมาร์ทโฟนยอดนิยมได้อยู่ดี

 9. Xiaomi Mi 5

ในยุคหลังสมาร์ทโฟนจากจีนเติบโตและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วด้วยการอัดสเปคมาให้แบบเต็มพิกัดในราคาที่ถูกเหลือเชื่อ Xiaomi Mi 5 ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่หั่นราคาลงถูกกว่า iPhone 6s เกือบครึ่ง ทั้งๆ ที่สเปคโดยรวมสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นความจุแบตเตอรี่ที่มากกว่าถึง 2 เท่า น้ำหนักเบากว่า 10% หน่วยประมวลผลทรงพลังกว่าชิป A9 และกล้องดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้ใคร จนสื่อต่างประเทศบางสำนักถึงกับยกให้เป็น iPhone Killer เลยทีเดียว ด้วยราคาที่จับต้องได้ทำให้ Xiaomi Mi 5 เข้ามาแย่งส่วนแบ่งยอดขายในตลาดระดับพรีเมียมไปพอสมควร แต่สุดท้ายแล้วแบรนด์ Xiaomi ก็ยังได้รับความนิยมแค่ในบางประเทศเท่านั้น และราคาก็ไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้แฟนๆ iPhone หันไปซบมือถือค่ายอื่น ทำให้ Xiaomi Mi 5 ก็ยังไม่สามารถฆ่า iPhone ได้อยู่ดี

 10. Google Pixel

ถึงกับฮือฮากันทั้งวงการเมื่อมีข่าวว่า Google จะลงมาจับการพัฒนาฮาร์ดแวร์อย่างจริงๆ จังๆ เพื่อพัฒนาที่สุดของสมาร์ทโฟน Android ออกมา โดยในครั้งนี้ถึงกับทิ้งชื่อ Nexus ที่ใช้มาอย่างยาวนาน มาเป็นPixel ราวกับเป็นการเริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่แตกต่างออกไป แถมยังแปะแฮชแท็ก #MadeByGoogle เอาไว้คล้ายกับจะย้ำว่านวัตกรรมทุกอย่างใน Pixel จะได้รับการพัฒนาโดย Google ตั้งแต่หัวจรดเท้า

ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ เพราะคนที่รู้เรื่อง Android ดีที่สุดก็คือ Google และหาก Google คิดจะออกแบบสมาร์ทโฟนของตัวเอง 100% ขึ้นมาจริงๆ มันจะต้องเป็นสมาร์ทโฟน Android ที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างแน่นอน แถม Google ดูจะเอาจริงเอาจังกับ Pixel มากซะด้วย

เพราะถึงกับทุ่มทุนโฆษณากันแบบยิ่งใหญ่อลังการทั่วโลก ทั้งบิลบอร์ดขนาดยักษ์และฉายโฆษณาลงบนตัวตึก แต่จะออกมายอดเยี่ยมอย่างที่คาดหวังกันไว้จริงหรือเปล่านั้น ต้องติดตามดูกันในงานเปิดตัววันที่ 4 ตุลาคมนี้


ที่มา : TechRadar

Blackberry ประกาศหยุดผลิตมือถือ เนื่องจากยอดขายต่ำมาก

Blackberry ประกาศหยุดผลิตมือถือ เนื่องจากยอดขายต่ำมากเรียกว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับคนที่ติดตามข่าวของ Blackberry เพราะครั้งนี้ถือว่าเป็นการปิดตำนานมือถือของ Blackberry เลยก็ว่าได้ เพราะ RIM ได้ออกมาบอกว่า หยุดการออกแบบและผลิตมือถือในนามของ Blackberry แล้ววันนี้

ถ้าย้อนไปในช่วงที่ iPhone เข้ามาทำให้ Blackberry พยายามเพิ่มความสามารถในเรื่องของการสั่งงานด้วยหน้าจอแบบ Touch Screen จนออกมาเป็น Blackberry Z10 แต่ก็ออกมาช้าเกินไปจนทำให้คู่แข่งรายสำคัญตีตลาดเข้ามา แม้ว่าปลายปีที่แล้ว Blackberry เปิดตัว Priv ซึ่งเป็นมือถือจอโค้งขนาดใหญ่และเป็นมือถือที่คาดว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ด้วยราคาที่สูงและความสามารถเน้นเรื่องความปลอดภัยทำให้ออกเป็นมือถือที่เหมาะกับองค์กรมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง DTEK50 ที่เพิ่งเปิดตัวไปในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แม้จะมีราคาถูกลงมาแล้วแต่จังหวะดันไม่เหมาะสม เลยเป็นที่มาของการสิ้นสุดการผลิตมือถือของ Blackberry แบบน่าเสียดายอย่างที่สุดอย่างไรก็ดีแผนก Software ที่พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยใน Android ที่ใช้งานกับมือถือได้ทุกยี่ห้อยังคงเปิดอยู่และจะพัฒนาระบบความปลอดภัยให้ Android ต่อไป

เรียกว่า แม้ยุคที่รุ่งเรืองสุดของ Blackberry ที่มีการใช้คุยและสนทนาในช่วงปี 2009 จนมาถึงตอนนี้ ที่ต้องลาจาก เวลาเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนนั่นแหล่ะ

ที่มา>>>Sanook

สิ่งที่ควรทำก่อนนำเครื่องไปขาย คุณควรล้างเครื่องให้เกลี้ยงก่อน

สิ่งที่ควรทำก่อนนำเครื่องไปขาย คุณควรล้างเครื่องให้เกลี้ยงก่อน  ก่อนนำเครื่องไปขาย ควรล้างเครื่องเกลี้ยงก่อน ไม่ว่าคุณจะต้องการขาย iPhone เครื่องเก่า ยกให้คนอื่น หรือเอาไปรีไซเคิล ก่อนที่มันจะออกจากมือของคุณไป สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการลบข้อมูลต่าง ๆ ออกให้หมด หรืออาจจะเรียกว่าล้างข้อมูลเลยก็ได้
วันนี้เรามีวิธีล้างข้อมูล iPhone ให้สะอาดหมดจดเพื่อความปลอดภัยไม่ให้ข้อมูลสำคัญใด ๆ ที่คุณเคยเก็บไว้ เล็ดลอดออกไปถึงมือของคนอื่นก่อนนำไปขายต่อมาแนะนำกันครับ– ก่อนที่คุณจะลบข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างออกไปจาก iPhone สิ่งแรก ที่คุณควรจะทำก็คือ ตรวจสอบดูว่าคุณเคยใช้  iPhone ของคุณร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ อย่าง Apple Watch หรือไม่ ถ้าเคย คุณก็ต้องจัดการแยกมันออกจากกันเสียก่อน- ขั้นต่อมาให้ Back up ข้อมูล ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งในขั้นตอนนี้ ต้องแน่ใจว่าข้อมูลของคุณ จะถูกเก็บเอาไว้อย่างปลอดภัย ในเครื่อง MAC หรือ PC

– เมื่อ Back up ข้อมูลเสร็จแล้ว ให้ไปที่  setting  -> iCloud จากนั้น sign out ออกจาก account ของตัวเอง และเลือก sign out -> delete from my iPhone -> enter password เพื่อการล้างข้อมูลใน iCloud ออกจากเครื่อง

– ขั้นตอนต่อมาเป็นการล้างเครื่อง iPhone ให้หมดจด โดยให้ไปที่ setting -> general เลื่อนลงมาด้านล่าง แล้ว reset -> erase all content -> setting จากนั้นอาจจะต้องใส่ password อีกครั้งสองครั้ง ขึ้นอยู่กับ setting ของคุณ

เมื่อเสร็จขั้นตอน iPhone ของคุณก็จะ restart และพร้อมที่จะ set up เป็น iPhone เครื่องใหม่ พร้อมขาย วิธีการง่าย ๆ นี้ ทำให้ปลอดภัยข้อมูลไม่รั่วไหล แม้ว่าร้านที่รับซื้อเครื่องเก่า เขาจะบอกว่า เขามีบริการล้างเครื่องให้ก่อนขายอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ควรไว้ใจ กระบวนการง่าย ไม่กี่ขั้นตอนนี้ใคร ๆ ก็ทำได้ ทำเอง เพื่อความมั่นใจดีกว่า

ไม่ว่าคุณจะต้องการขาย iPhone เครื่องเก่ายกให้คนอื่น หรือเอาไปรีไซเคิล ก่อนที่มันจะออกจากมือของคุณไป สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการลบข้อมูลต่าง ๆ ออกให้หมดครับและเป็นสิ่งที่ขอบอกว่าห้ามลืมหรือละเลยเด็ดขาด!!

ที่มา>>>Sanook

มาดูลูกเล่นที่ควรใช้บน macOS Sierra ที่พร้อมให้โหลดแล้ววันนี้

มาดูลูกเล่นที่ควรใช้บน macOS Sierra ที่พร้อมให้โหลดแล้ววันนี้

    สำหรับคนที่ใช้งานเครื่องแมค หรือ mac OS คงตั้งตารอคอยว่า mac OS เวอร์ชั่นล่าสุดอย่าง Sierraล่าสุดวันนี้ Apple ได้เปิดให้โหลดแล้วอย่างเป็นทางการ และมีหลายสิ่งที่น่าสนใจของ OS ตัวนี้ที่ใช้พื้นที่การโหลดกว่า 4.7GB

เช่นการสั่งงาน Siri ใน mac OS เป็นครั้งแรกและรองรับการทำงานคล้าย ๆ กับ iPhone แต่ว่าถ้าคุณใช้ภาษาไทยบางคำสั่งก็อาจจะยังไม่ได้ จุดนี้ iPhone หรือ iPad ก็เหมือนกัน แต่คุณสามารถค้นหา File รูปภาพ และสามารถลากไปวางได้ทันที เจ๋งดีสำหรับระบบปฏิบัติการบน Computer

ระบบจัดการพื้นที่แบบใหม่ที่ใช้งานง่ายขึ้น, อัปเดท Apps ให้ทันสมัยมากขึ้นและแน่นอนว่าการเชื่อมต่อระหว่าง Photos เชื่อมต่อกับ iOS ได้ รวมไปถึง Safari จะรองรับการจ่ายเงินผ่าน Apple Pay ได้ แต่ว่าจะต้องขึ้นอยู่กับเครื่องและประเทศว่ารองรับ Apple Pay หรือไม่

    iMessage จะมีหน้าตาคล้ายกับ iOS มากขึ้น แน่นอนว่าการทำ Emojicon ขนาดใหญ่ในนี้ก็ทำได้เหมือนกัน

นอกจากนี้คุณยังสามารถคัดลอก File รูปจาก iPhone เข้าสู่ Mac ได้ รวมไปถึงสั่งปลดล็อค Apple Watch หรือ iPhone ผ่านเครื่อง mac ได้ แต่ฟีเจอร์นี้จะรองรับกับเครื่อง mac ที่รุ่นใหม่สักหน่อย

และยังได้พื้นที่จาก iCloud Drive ใช้งานได้พร้อมกับหลายอุปกรณ์ แถมยังจัดการพื้นที่ของเครื่องใหม่ว่างโดยอัตโนมัติอีกด้วย และยังสามารถรวมภาพเป็นเรื่องราวได้ผ่าน Photos โดยไม่ต้องลง Apps เพิ่ม

เห็นแบบนี้คงจะต้องโหลดมาลงในเครื่อง mac แล้วแต่ว่าก่อนที่จะโหลดนั้นอย่าลืมเช็คพื้นที่ของเครื่องด้วยว่าเหลือพอหรือไม่ และบางบริการอาจจะยังใช้ไม่ได้คงต้องรอดูกันต่อไปว่าเมืองไทยจะได้ใช้กันเต็มที่เมื่อไหร่ รวมไปถึงถ้าเครื่องรุ่นเก่า ๆ ความสามารถอาจจะหายไปบ้างก็ไม่ต้องแปลกใจนะ

ที่มา>>>Sanook

หูฟัง AirPods สามารถใช้งานกับมือถือแบรนด์อื่นได้ ไม่จำกัดเฉพาะ iPhone 7

airpods_hero_largeหูฟัง AirPods ที่เปิดตัวมาคู่กับ iPhone 7 ด้วยคุณสมบัติที่เป็นหูฟังไร้สายแบบเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งชิพในตัวหูฟังเอง หลายคนก็อาจจะสงสัยว่าแล้วตัวหูฟังนั้น จะใช้กับ iPhone รุ่นอื่น ๆ นอกจาก iPhone 7 ได้ด้วยหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ลือกันว่าหูฟังชนิดนี้จะใช้เทคโนโลยีเฉพาะ Apple ที่คล้าย Bluetooth

ตอนนี้จากรายงานล่าสุด เผยว่า AirPods นั้นใช้งาน Bluetooth ปกติ ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อพิเศษใด ๆ ดังนั้นจึงสามารถใช้งานร่วมกับ iPhone, iPad รุ่นอื่นๆ รวมถึงสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นก็ทำได้เช่นกัน

iphone-7-airpods-4-800x365

ส่วนเรื่องความสามารถในการเชื่อมต่อหรือซิงค์การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์นั้น เกิดจากซอฟต์แวร์พิเศษที่ Apple เขียนขึ้นมาเอง

หลายคนอาจจะทราบว่า หูฟัง Bluetooth นั้นมีเสียงที่แย่กว่าหูฟังที่เสียบสายอย่างชัดเจน (เนื่องจากถูกสัญญาณรบกวนจาก Wi-Fi) แต่ว่าเมื่อ Apple กล้าพูดว่าเสียงจะดีมาก ก็ต้องรอดูกันว่า Apple นั้นใช้วิธีอะไรในการจัดการกับสัญญาณรบกวน และผลลัพธ์จะออกมาดีสมคำคุยหรือไม่

AirPods นั้นเป็นหูฟังแบบไร้สายที่ Apple ออกมาสำหรับใช้งานไร้สายจริง ๆ เนื่องจากไม่มีสายเลย ตัวหูฟังใช้ชิพ Apple W1 ซึ่งหูฟังนี้มีบทบาทมาก เนื่องจากสามารถลดการใช้พลังงานของตัวหูฟังได้

ที่มา – Recode

วิธีติดตั้งและปรับหน้าจอให้ถนอมสายตา บน OS X, Windows กันแบบฟรี ๆ

tips Flux for OSX windows linux-featured

หลังจากที่แอปเปิลปล่อย iOS 9.3 เวอร์ชัน Beta ไป ก็ได้มีฟีเจอร์หนึ่งที่จะทำให้ช่วยผู้ใช้ iPhone, iPad นั้นถนอมสายตาได้ โดยการตัดแสงสีฟ้า ที่จะเป็นอันตรายต่อดวงตาของเรา โดยการจะปรับหน้าจอให้เป็นสีโทนอุ่นขึ้น (สีเหลือง) ในช่วงตอนกลางคืน

และวันนี้ทีมงาน MacThai ก็อยากจะเสนอแอพเจ๋ง ๆ ที่สามารถปรับหน้าจอให้ถนอมสายตาเหมือนกับฟีเจอร์ Night Shift บน iOS 9.3 ให้สามารถใช้งานได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการ OS X และ Windows ด้วยแอพ f.lux

tips Flux for OSX windows linux-5ดาวน์โหลดโปรแกรม f.lux (ฟรี)

  • Mac OS X
  • Windows
  • Linux

วิธีติดตั้ง

อันดับแรกก็ดาวน์โหลดแอพจากลิงค์ด้านบนมาติดตั้ง เมื่อดาวน์โหลดเสร็จ สำหรับ Mac แอพจะอยู่ที่โฟลเดอร์ Downloads ให้ลากแอพ Flux.app ที่โหลดมา ลากไปไว้ในโฟลเดอร์ Applications เพื่อความเป็นระเบียบ ส่วน Windows ให้ดับเบิลคลิกเพื่อติดตั้งเหมือนแอพอื่น ๆ ทั่วไป

tips Flux for OSX windows linux-6

วิธีใช้งาน

หน้าตาของตัวแอพก็จะคล้าย ๆ กันทั้งของ Windows และ Mac ซึ่งเราจะสามารถปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอเราได้ทั้งแบบอัตโนมัติ และเราสามารถตั้งแค่เองได้

โดยในตอนกลางวัน โปรแกรมจะเซ็ตอุณหภูมิหน้าจอไว้ที่ 6,500 K ซึ่งเมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตกดินนั้น แสงจากข้างนอกก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ โปรแกรมก็จะค่อย ๆ ปรับลดอุณหภูมิของสีลง หน้าจอของเราก็จะเหลืองขึ้น แสงสีฟ้าที่ออกมาก็จะน้อยลงไป

tips Flux for OSX windows linux-2

โดยโปรแกรมบน Mac สามารถตั้งค่าได้ 3 ช่วงเวลาทั้ง Daytime, Sunset และ Bedtime ซึ่งมีกราฟแสดงด้านล่างสวยงามตามรูป นอกจากนี้เราสามารถกดปุ่ม Location เพื่อหาตำแหน่ง

tips Flux for OSX windows linux-1

สำหรับฝั่ง Windows อาจจะมีหน้าตาที่แตกต่างออกไปบ้าง แต่การตั้งค่าก็เหมือนกัน ก็คือ ให้เราสามารถเซ็ตอุณหภูมิ Daytime กับ At night ได้ นอกจากนี้ยังสามารถจับพิกัดเครื่องเพื่อไปดึงข้อมูลเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกของเราได้เหมือนกัน

tips Flux for OSX windows linux-3

เพียงแค่นี้เราก็สามารถถนอมสายตาได้ ด้วยโปรแกรม f.lux กันฟรี ๆ ส่วนผู้ใช้งาน iOS ต้องรอให้แอปเปิลเปิดให้อัพเดทเป็น iOS 9.3 เสียก่อน ส่วนผู้ใช Android ทางนักพัฒนาบอกว่าตอนนี้ยังเป็นเวอร์ชัน Closed Beta อยู่ คาดว่าอีกไม่นานก็สามารถปล่อยให้ดาวน์โหลดได้เหมือนกัน

ที่มา>>>MacThai

iPhone ลำโพงไม่ได้ยินต้องทำอย่างไร ? พร้อมวิธีตรวจเช็คเบื้องต้น

iPhone ลำโพงไม่ได้ยินต้องทำอย่างไร ? พร้อมวิธีตรวจเช็คเบื้องต้น

     ปัจจุบันนี้เสียงของ iPhone เป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมากมีความจำเป็นทั้งกับการใช้งานโทรศัพท์เปิดเพลงฟัง รวมไปถึงการใช้งานด้านอื่น ๆ ที่มีเรื่องของเสียงเข้าไปเกี่ยวข้อง และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็ต้องเสียเวลานำเครื่องเข้าตรวจเช็ค หรือซ่อมแต่ทั้งนี้ มีวิธีการเบื้องต้นที่เราสามารถแก้ไขปัญหาเสียง iPhone ไม่ปกติได้ด้วยตัวเอง

ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากหลายกรณี แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ เสียง Audio ไม่ทำงาน หรือ ไม่มีเสียงออกมาเลย นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเกี่ยวกับความผิดพลาดของการทำงานในโหมด Headphone พอร์ตเสีย หรือซอฟต์แวร์ไม่ปกติ และเทคนิคดังต่อไปนี้ อาจจะช่วยให้คุณจัดการกับปัญหาได้ด้วยตนเองที่บ้าน     – เสียง Audio ไม่ออก เมื่อเกิดปัญหานี้ ให้ลองเช็คในจุดต่าง ๆ ก่อน เช่น ซอฟต์แวร์ ว่ายังสามารถ Play ได้หรือไม่ เพราะบ่อยครั้งที่ปัญหาไม่ได้เกิดจากตัว Hardware  นอกจากนี้ ให้เช็คว่า iPhone ไม่ได้อยู่ในโหมด Do Not Disturb

โดยเข้าไปที่ Control Center เพื่อเช็คกราฟฟิกรูป Moon ที่อยู่ไอคอนด้านบน ฟังก์ชั่นนี้ออกแบบมาเพื่อทำให้ iPhone เงียบ จึงต้องเข้าไปตรวจเช็คในจุดนี้ก่อน ถัดมา ให้ไปเช็คที่ Ringer Switch ดูระดับเสียงว่าอยู่ที่ Upwards หรือไม่ ถ้าไม่ iPhone ก็พร้อมเล่น Audio สุดท้ายให้เช็ค Bluetooth ว่ามันถูกเปิดหรือไม่ Airplay อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่

อย่างไรก็ตามอาจจะต้องทำการ Hard reset ซอฟต์แวร์ ด้วยการกดแช่ที่ปุ่ม Home และปุ่ม Sleep/Wake พร้อม ๆ กัน นั่นเพื่อเป็นการ Restart การทำงานของเสียง หากลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้วยังคงมีปัญหาอยู่ อาจจะต้อง Restored iTune และเช็คเวอร์ชั่นของ OS     – หากมีปัญหาที่โหมด Headphone ขั้นแรก ต้องแน่ใจว่าได้เสียบ Headphone เรียบร้อยดีแล้ว ดูว่ามีฝุ่น หรือมีอะไรติดอยู่ข้างในพอร์ตหรือไม่ เพราะนั่นอาจจะรบกวนการทำงาน หรือแม้กระทั่งสร้างความเสียหายให้กับพอร์ต ลองตรวจเช็คข้างใน แจ็คเสียบ โดยใช้ไฟส่องดู หากพบว่ามีผุ่น มีผง ให้ใช้ลมเป่าออก จะช่วยทำความสะอาดได้ ลองเสียบ Headphone ให้แน่นกระชับ และลองเปิดเพลงขึ้นมาฟังใหม่ ปรับระดับความดังเสียง เพื่อทดลองการทำงานว่าเป็นปกติแล้วหรือไม่

– ปัญหาเกิดจากลำโพง กรณีที่ปัญหาเกิดจากลำโพง อาจจะต้องแก้ไขด้วยการเปลี่ยนลำโพงใหม่ ซึ่งต้องส่งซ่อม กรณีนี้ ต้องไม่ลืม Back up ข้อมูลก่อนเสมอ และแน่นอนว่า การซ่อม Hardware นั้น ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่หากความเสียหายอยู่ที่ลำโพง ค่าซ่อมอาจจะไม่ถึง 80 ดอลล่าร์สหรัฐ แต่ถ้ามีความเสียหายมากกว่านั้น ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

ที่มา>>>ข่าวสด

6 วิธีเคลียร์พื้นที่ iPhone ได้พื้นที่กลับมาใช้งานเพียบ ไม่ต้องลบรูปทิ้งให้ยุ่งยาก

ปัญหาใหญ่สำหรับผู้ใช้ iPhone ความจุน้อยอย่าง 16 GB นั่นก็คือ มีพื้นที่เหลือไม่พอสำหรับใช้งาน อีกทั้งตัวเครื่องยังไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card ได้เหมือนกับ มือถือ Android บางรุ่น

ซึ่งการแก้ปัญหาเบื้องต้นของผู้ใช้ส่วนใหญ่นั่นก็คือ ลบรูปทิ้งไปแม้จะมีความรู้สึกเสียดายบ้างก็ตาม แต่ในวันนี้ ทีมงาน techmoblog จะมาแนะนำ เคล็ดลับในการเคลียร์พื้นที่ iPhone โดยที่ไม่ต้องลบรูปทิ้งแถมได้พื้นที่กลับคืนมาอีกเพียบ ซึ่งจะมีวิธีใดบ้างนั้น มาดูกันเลยดีกว่า

1. ลองเช่าภาพยนตร์มาดูสักเรื่อง

เห็นหัวข้อแล้ว หลาย ๆ ท่านคงจะเกิดความสงสัยว่า จะทำได้อย่างไรในเมื่อพื้นที่ไม่พอที่จะเก็บอะไรแล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่า วิธีนี้แม้จะเป็นวิธีการที่แปลกไปเสียหน่อย แต่ได้ผลจริง ด้วยการเข้าไปที่ iTunes Store แล้วลองเลือกเช่าหนังมาสักเรื่อง จะเห็นว่า เมื่อคลิกที่ Rent แล้ว จะมีหน้าต่างแจ้งเตือนมาว่า ไม่สามารถดาวน์โหลดได้เนื่องจากพื้นที่ไม่พอ (ไม่เสียเงิน) ให้ลองเข้าไปเช็คดูว่า iPhone มีพื้นที่เพิ่มขึ้นมาหรือยัง ด้วยการเข้าไปที่ Settings > General > Storage & iCloud Usage จะเห็นว่า มีพื้นที่เพิ่มขึ้นมากเลยทีเดียว

แต่วิธีนี้ มีข้อแม้ว่า จะต้องเลือกเช่าไฟล์หนังที่มีขนาดใหญ่กว่าที่ตัวเครื่องจะรับไหว ยกตัวอย่างเช่น มีพื้นที่เหลือ 1 GB ให้ลองหาไฟล์หนังขนาด 5-6 GB แล้วกด Rent ได้เลย แต่ถ้าหากหาไฟล์หนังขนาดที่น้อยกว่าพื้นที่ที่มี นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังไม่ได้พื้นที่เพิ่มอีกด้วย ส่วนสาเหตุที่วิธีนี้ทำให้พื้นที่เพิ่มขึ้นมาได้ น่าจะเป็นเพราะตัวระบบเข้าไปจัดการกับ cache ที่มีในเครื่อง เพื่อให้มีพื้นที่พอสำหรับดาวน์โหลดนั่นเอง

 2. ลบแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้งาน หรือคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่กินพื้นที่จัดเก็บ

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเคลียร์พื้นที่ให้ iPhone นั่นก็คือ การลบแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้งาน และกินพื้นที่ในตัวเครื่องมากเกินไป โดยสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่ Settings > General > Storage & iCloud Usage > Manage Storage แล้วดูว่า มีแอปฯ ไหนที่ไม่ใช้งาน และใช้พื้นที่จัดเก็บเยอะ แต่ถ้าหากยังจำเป็นต้องใช้แอปฯ ดังกล่าวอยู่ ให้ถอนการติดตั้ง และดาวน์โหลดใหม่ จะช่วยได้มากขึ้น

3. ลบข้อความเก่า ๆ ออก

ข้อความที่ถูกส่งเข้ามาใน Messages แม้จะเป็นข้อความสั้น ๆ แต่ถ้าหากเก็บสะสมมากขึ้น ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัวเครื่องเต็มได้ หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่มีเวลาเข้าไปจัดการกับข้อความต่าง ๆ มากพอ แต่บน iOS 9 ได้ทำระบบไว้ให้แล้ว ด้วยการเข้าไปที่ Settings > Messages > Keep Messages แล้วเลือก 30 Days ซึ่งข้อความใดที่ถูกส่งมาเกิน 30 วัน จะถูกลบออกไปอัตโนมัติ

4. ถ้าไม่ใช้ Photo Stream ให้ปิดฟังก์ชันนี้

Photo Stream คือฟังก์ชันที่ผู้ใช้สามารถดูรูปภาพบน iPhone ได้จากอุปกรณ์อื่น ๆ ทั้ง iPad หรือ Mac ด้วยการซิงก์ภาพดังกล่าวจาก iPhone ไปยังอุปกรณ์นั้น ๆ แต่ถ้าหากผู้ใช้คิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้งานฟังก์ชันดังกล่าว ให้ปิดการใช้งานจะดีกว่า ซึ่งก่อนจะปิดใช้งานนั้น อย่าลืมบันทึกภาพที่จะจัดเก็บออกมาด้วย

 5. ถ้าหากถ่ายภาพด้วยโหมด HDR ให้เก็บไว้เพียงภาพเดียว

ปกติแล้ว โหมดการถ่ายภาพแบบ HDR หรือ High Dynamic Range จะเป็นการปรับสภาพแสงและสีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด แต่การใช้โหมดนี้ iPhone จะทำการเก็บภาพไว้ 2 แบบ นั่นก็คือ โหมดการถ่ายภาพแบบปกติ กับโหมด HDR นั่นหมายความว่า ภาพเดียวกันแต่ถูกเก็บไว้ในตัวเครื่องถึง 2 รูป ซึ่งผู้ใช้สามารถปิดโหมดการเซฟภาพดังกล่าวได้ ด้วยการเข้าไปที่ Settings > Photos & Camera แล้วปิดใช้งาน Keep Normal Photo

 6. เคลียร์ cache บนเบราว์เซอร์

น่าจะเป็นวิธีที่ได้ยินมาบ่อยที่สุดอีกวิธีหนึ่ง กับการเคลียร์ cache ที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่ให้กับ iPhone ได้อย่างมหาศาล สำหรับผู้ใช้ Safari ให้เข้าไปที่ Settings > Safari > Clear History and Data ส่วนเบราว์เซอร์อื่น ๆ ก็สามารถเคลียร์ cache ในลักษณะเดียวกันได้

เพื่อน ๆ คนไหนเจอปัญหา iPhone เครื่องเต็ม ลองนำวิธีการข้างต้นไปปรับใช้กันดูครับ

ที่มา : cbsnews.com

Apple ปล่อย iOS 10 Beta 7 ให้กับนักพัฒนาแล้ว มาพร้อม Public Beta ด้วย

ios 10 beta 7เพิ่งปล่อยอัพเดท iOS 10 Beta 6 ไป ล่าสุดวันนี้แอปเปิลได้ปล่อย iOS 10 Beta 7 เปิดให้นักพัฒนาได้อัพเดทกันแล้ว และมาพร้อม Public Beta เวอร์ชันใหม่ด้วย

โดยรายละเอียดการอัพเดทในครั้งนี้แอปเปิลไม่ได้ระบุอะไร แต่คาดว่าน่าจะมีการแก้บั๊กร้ายแรง แอปเปิลเลยปล่อยอัพเดทในวันเสาร์นี้ อย่างไรก็ตามการอัพเดทในครั้งนี้มีเพียงแค่ iOS 10 เท่านั้น ส่วน watchOS 3, macOS Sierra และ tvOS ไม่มีการอัพเดทแต่อย่างใดios 10 beta 7ผู้ใช้ที่สนใจ Apple แนะนำว่าซอฟต์แวร์นี้ยังคงเป็นเวอร์ชันทดสอบซึ่งไม่ทราบว่าจะเกิดปัญหาขึ้นเมื่อไร จึงแนะนำให้ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์หรือ iPhone, iPad เครื่องสำรอง เพราะการติดตั้งบนเครื่องหลักอาจทำให้ค้างและเสียงานการได้

สำหรับผู้สนใจสามารถสมัครสมาชิกได้ผ่าน Apple Beta Software Program ส่วนผู้ใช้ที่เคยทดสอบ Public Beta มาแล้วสามารถใช้บัญชีเดิมล็อกอินได้เลย ซึ่งในเว็บจะมีวิธีตั้งค่าอุปกรณ์อธิบายให้เรียบร้อย

และอีกไม่กี่สัปดาห์แอปเปิลก็น่าจะเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปอัพเดท iOS 10 เวอร์ชันเต็มแล้ว ซึ่งน่าจะหลังงานเปิดตัว iPhone 7 ในวันที่ 7 กันยายนที่จะถึงนี้

ที่มา – Macrumors