ผู้ใช้ iPhone 7 สีดำด้าน จำนวนมาก พบปัญหาสีลอกทั้งตัวเครื่อง

iphone 7 black chippedเรื่องสีลอกกลับมาอีกแล้ว ล่าสุดมีผู้ใช้จำนวนมากที่ซื้อ iPhone 7 และ 7 Plus ไป พบปัญหาสีดำที่เคลือบอยู่ด้านนอกหลุดลอกออกมาจนทำให้เห็นเนื้ออะลูมิเนียมสีเงินด้านใน สามารถเข้าไปอ่านผู้ที่มาร้องเรียนในเว็บไซต์  Apple’s Support Communities ได้

โดยในรูปจะเห็นว่า สีไม่ได้ลอกเพียงแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ลอกทั้งเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นตรงปุ่มเพิ่มลดเสียง ตรงลำโพงด้านล่าง และที่แย่ที่สุดก็คือ สีด้านหลังตัวเครื่องลอกออกมาด้วย !!iphone7rearpaintpeelingเขาได้นำตัวเครื่องไปเคลมที่ Apple Store และเขาได้อธิบายสาเหตุที่ทำให้สีลอกว่า หลังจากที่เขาได้เครื่องมา เขาใส่ทันทีหลังจากที่ได้เครื่องมา และเขาอ้างว่าหลังจากที่ใช้เครื่องประมาณ 20 วัน สีก็หลุดลอกออกมา และผู้ที่พบปัญหาอีกคนก็เล่าว่า ตอนแรกมันเริ่มมีรอยนูน ๆ เหมือนฟองอากาศขึ้นมาก่อน และหลังจากที่เค้าวางไอโฟนไว้บนโต๊ะสีก็หลุดลอกออกมาทันทีiphone7chippedspeakergrilleและที่น่าเสียใจที่สุดก็คือ แอปเปิลบอกว่าสีลอกไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขการรับประกัน นั่นหมายความว่าไม่สามารถเคลมได้ จนทำให้เขาได้ส่งเรื่องไปที่วิศวกรของแอปเปิลให้ตรวจสอบและพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป

ก่อนหน้านี้ผู้ใช้ iPhone 6s สี Rose Gold ออกมาโวยว่าสีลอก เช่นกัน ก็ต้องมารอดูกันว่าแอปเปิลจะออกมาแก้ไขปัญหานี้อย่างไรiphone7matteblackchipping


“สำหรับชาว ชัยภูมิ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ชัยภูมิ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ชัยภูมิ ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

5 สิ่งที่ทำให้คุณควรซื้อ iPhone 6s มากกว่า iPhone 7

5 สิ่งที่ทำให้คุณควรซื้อ iPhone 6s มากกว่า iPhone 7

แม้ว่าตอนนี้ iPhone 7 จะเพิ่งเปิดตัวและออกมาดูดีและน่าสนใจกว่ารุ่นเดิมพอสมควร แล้วรุ่นเก่าอย่าง iPhone 6s จะมีอะไรที่ทำให้เราควรเลือกอยู่บ้าง พบกับ 5 สิ่งที่ทำให้คุณเลือกใช้ iPhone 6s ต่อมากกว่าซื้อ iPhone 7 มาเล่าสูกันฟัง

1. ราคา

สิ่งแรกที่เปรียบเทียบคือราคา เมื่อเทียบกันแล้ว

iPhone 7 ขนาด 32GB จะมีราคา $649 หรือรุ่นในเมืองไทยคือ 26,500 บาท, 128GB ราคา $749 หรือในเมืองไทย 30,500 บาท และ 256GB ราคา $849 ส่วนเมืองไทย 34,500 บาท

เมื่อเทียบกับ iPhone 6s ขนาด 32GB ราคาตอนนี้ $549 หรือ 22,500 บาท และ 128GB ราคา $649 หรือประมาณ 26,500 บาท เท่ากับ iPhone 6s จะมีราคาถูกกว่าประมาณหลายพันบาทอยู่ทำให้หลายคนยังคงใช้รุ่นเดิมต่อไป

2. ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

เป็นจุดที่หลายคนที่ใช้งาน iPhone 7 คงต้องทำใจเพราะว่าการตัดช่องเสียบหูฟังออกในครั้งนี้ เพราะ Apple ได้ขยับ Taptic Engine ให้มาใกล้ปุ่ม Home ทำให้ปุ่ม Home แบบใหม่นั้นเป็นการสัมผัส มากกว่าที่จะเป็นปุ่ม ดังนั้นการใช้พื้นที่ทำให้ช่องเสียบหูฟังจำเป็นต้องนำออกไป ซึ่งต้องใช้วิธีการฟังเพลงแบบอื่นแทน เช่นการเสียบหูฟังผ่าน Lightning Port หรือ ใช้ Bluetooth แทน

ในขณะที่ iPhone6s ยังคงมีช่องเสียบหูฟังเหมือนเดิม

3. ขนาดหน้าจอและความละเอียด

แม้ว่า iPhone 7 จะมีการปรับเรื่องความสว่างและโทนสีให้คมชัดมากกว่าเดิมแค่ไหนก็ตาม แต่ว่าถ้าเทียบขนาดและสัดส่วนของหน้าจอเทียบกัน iphone 6s แล้วยังคงเท่าเดิม นั่นคือ 1,334×750 พื้นที่ Pixel อยู่ที่ 326 Pixel

4. ซอฟต์แวร์

ส่วนนี้ยังคงเหมือนกันคือใช้ iOS 10 ทั้งคู่ แม้ว่า iPhone 6s จะเริ่มต้นที่ iOS 9 แต่ก็สามารถอัปเกรได้เหมือนกัน

5. โดยภาพรวม

แม้ว่า iPhone 7 จะได้ปรับปรุงหลายอย่างทั้งเรื่องกล้องที่มีขนาด 12 ล้านพิกเซล พร้อมกับรูรับแสง F1.8 และใช้ CPU Apple A10 Fusion ก็ตาม แต่ว่าเมื่อเทียบกับการใช้งานจริงบน iPhone 6s ไม่ค่อยเห็นความแตกต่าง รวมถึงการเล่นเกมก็ยังไม่ได้แตกต่างเท่ากับที่เป็นอยู่

สรุป การเพิ่มเงินอีก 4,000 บาท อัปเกรดจาก iPhone 6s เป็น iPhone 7 จะคุ้มค่าต่อคนที่ต้องการ iPhone เครื่องให้แบบเกือบถอดด้าม หรือ ต้องการเปลี่ยนเพราะของเดิมเสียและคุณมีเงินถึง

แต่ถ้าเงินไม่ถึงแล้วการเลือก iPhone 6s ยังเป็นตัวเลือกที่น่าใช้งานอยู่และไม่น่าเกลียดแต่อย่างใด

ที่มา>>>Sanook

ผลทดสอบความเร็ว Samsung Galaxy Note 7 ยังคงแพ้ iPhone 6s ในการใช้งานจริง [ชมคลิป]

samsung-galaxy-note-7-vs-iphone-6s-real-life-speed-test-640x322เปิดตัวไปแล้วกับ Samsung Galaxy Note 7 ซึ่งถือเป็นคู่แข่งตัวจริงของ iPhone 6sและ 6s Plus แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยสเปคที่เร็วแรงและอัดแรมมาจำนวนมาก แต่เมื่อมีการทดสอบความเร็วกับแอพต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะเป็นยังไง

ซึ่งผลทดสอบของทั้งสองเว็บ PhoneBuff และ C4ETech พบว่า เมื่อเราเทียบความเร็วในการใช้งานทั่วๆ ไปโดยเปิดหลายแอพต่างๆ พร้อมทั้งจับเวลาแล้ว พบว่า Samsung Galaxy Note 7 ยังคงแพ้ iPhone 6s อยู่ ทั้งที่ไอโฟนเปิดตัวมานานกว่าปีแล้ว

แนะนำชมคลิปจากทั้ง 2 เว็บ

ซึ่งผลการทดสอบของทั้ง 2 เว็บยืนยันว่า iPhone 6s ยังคงเร็วกว่า Note 7 จริง

อย่างไรก็ดี จากการทดสอบทั้งหมดก็จะเห็นว่าความเร็วนั้นห่างกันเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น อาจจะไม่ได้มีผลมากมายต่อการใช้งานจริงๆ คงต้องรอ iPhone 7 ออกมาแล้วดูเทียบความเร็วกันอีกครั้งน่าจะสนุกยิ่งขึ้น

ที่มา – PhoneBuff, C4ETech

สุดยอดสมาร์ทโฟนกันน้ำของปี 2016

คุณสมบัติในการกันน้ำของสมาร์ทโฟนในปัจจุบันนี้ ทำให้ผู้ใช้หมดความกังวลใจเรื่องสมาร์ทโฟนเปียกไปได้เลย เราสามารถจะถ่ายรูปในน้ำได้ เช็ด ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ของเราได้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าในท้องตลาดทุกวันนี้ จะสมาร์ทโฟนกันน้ำออกมาให้เราเลือกใช้กันหลายรุ่น แต่หลาย ๆ คนก็ยังไม่มีความมั่นใจ ว่ารุ่นไหนมีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมในการใช้งานมากที่สุด

Gottabemobile.com ได้คัดเลือกสมาร์ทโฟนกันน้ำมา 6 รุ่น พร้อมระบุว่า เป็นรุ่นกันน้ำที่ดีที่สุดในท้องตลาด แล้ว สำหรับในปี 2016 นี้ ซึ่งแต่ละรุ่น จะรองรับสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้เหมาะสมอย่างไรบ้าง ลองไปติดตามกัน

1. Samsung Galaxy S7 รุ่นนี้ ระดับราคานับว่าไม่สูงมาก มีจอภาพที่สวยงาม ขนาด 5.1 นิ้ว มีความคมชัดสูง รูปลักษณ์ในการออกแบบก็ดูดี และยังมีกล้องที่มีประสิทธิภาพสูง เป็นกล้อง 12 MP dual-pixel แถมพ่วงมาด้วยความสามารถในการกันน้ำ ทำให้เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจมาก แต่ระดับความสามารถในการกันน้ำของรุ่นนี้ ต้องไม่ใช่การนำลงน้ำลึก เป็นเวลานนาน เพราะจะสามารถอยู่ในระดับความลึก 5 ฟุต ในเวลาไม่เกิน 30 นาที แต่แค่นี้ ก็นับว่าเพียงพอที่จะนำไปใช้ถ่ายรูป ในสระว่ายน้ำได้แล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า แค่น้ำลงไปถ่ายรูป ไม่ใช้พกลงไปว่ายน้ำด้วยเป็นเวลานาน

2. Samsung Galaxy S7 Edge เป็นรุ่นใหญ่ของ S7 ที่มีจอโค้ง ถือว่าเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปีนี้ และมีคุณสมบัติในการกันน้ำ เทียบเท่ากับรุ่น Galaxy S7 แต่จอภาพจะมีขนาดใหญ่กว่าคือ 5.5 นิ้ว เป็นจอ Quad HD เช่นกัน

3. Samsung Galaxy S6 Active รุ่นนี้ ก็มีความสามารถในการกันน้ำ ได้ในความลึก 5 ฟุต และไม่นานเกิน 30 นาทีเช่นกัน แต่รุ่นนี้จะเน้นความทนทานเข้าไปด้วย นอกจากจะกันน้ำแล้ว ยังไม่กลัวฝุ่น ทนแรงกระแทก ทนความร้อน ทนความชื้น นำไปถ่ายรูปได้ทั้งในสระว่ายน้ำ ชายหาด หรือแม้แต่ตกน้ำกระจายก็ไม่หวั่น แต่รุ่นนี้ ขนาดจอคือ 5.1 นิ้ว เป็นจอ Quad HD มี RAM 3GB และมีความจุ 32GB กล้องหลัง 16MP และกล้องหน้า 5MP ใช้ระบบ Android Lollipop นอกจากนี้ ยังมีปุ่มกด ที่สามารถใช้งานได้เมื่อมือเปียก

4. iPhone 6s แม้จะยังเรียกว่าเป็นสมาร์ทโฟนกันน้ำไม่ได้เต็มปากเต็มคำนัก แต่มีทนน้ำได้ดีกว่า iPhone6 และสำหรับรุ่น iPhone 7 จะมีคุณสมบัติในการกันน้ำที่ดีขึ้น แต่ถ้าเป็นในขณะนี้นั้น หากต้องการให้ iPhone สามารถกันน้ำได้ จะเป็นต้องซื้อเคสมาใส่ เคสกันน้ำ จะทำให้ iPhone ลงน้ำได้ลึก 6.6 ฟุต ซึ่งปัจจุบัน มีให้เลือกคือ LifeProof Fre, LifeProof Nuud และ LifeProof Fre Power ซึ่งระดับราคาจะเริ่มที่ 50-129 ดอลล่าร์สหรัฐ

5. Samsung Galaxy S5 นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สมาร์ทโฟนกันน้ำ เพราะราคาไม่สูง แต่มีคุณสมบัติครบ รุ่นนี้เปิดตัวในปี 2014 โดยระบุว่า มีความสามารถในการกันน้ำได้ลึก 3ฟุต เป็นเวลานาน 30 นาที ซึ่งปลอดภัยเพียงพอ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุสมาร์ทโฟนตกน้ำ แถมยังปลอดภัยสำหรับการนำไปใช้ชายหาด หรือบริเวณสระว่ายน้ำ สามารถนำลงไปถ่ายรุปใต้น้ำได้ แต่ต้องไม่ลึกมาก รุ่นนี้ มีขนาดจอ 5.1 นิ้ว เป็นจอ HD กล้องคุณภาพสูงทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง และมี Micro SD card เพื่อให้เก็บข้อมูลได้มากขึ้น

6. Kyocera Brigadier เป็นรุ่นที่กันน้ำได้ และทนทานมาก แต่มันดูจะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าสักหน่อย คุณสมบัติในการใช้งานก็ไม่สามารถเทียบได้กับรุ่นใหม่ ๆ แต่ความสามารถในการกันน้ำนั้น ไม่แพ้ Samsung นั้นคือ ลงน้ำได้นาน 30 นาที ในความลึก 6 ฟุต แถมยังกันฝุ่น กันกระแทก กันกระเทือน ทนความร้อน ทนความชื้น เรียกได้ว่า ใช้งานได้ในทุกสภาพอากาศ

ที่มา>>>Sanook

หลุด !! ตัวเครื่อง iPhone 7 และ 7 Plus มาพร้อม Smart Connector, ไม่สวิตซ์เปิด-ปิดเสียง

หลุดอีกแล้ว !! กับภาพตัวเครื่อง iPhone 7 และคราวนี้มาพร้อม iPhone 7 Plus ด้วย ซึ่งภาพในครั้งนี้มาจากเว็บไซต์ NowhereElse.fr ในฝรั่งเศสเจ้าเดิม โดยคราวนี้ มาพร้อมไอโฟนสี Rose Gold ด้วย

ภาพที่หลุดออกมานี้ เป็นภาพ iPhone 7 Plus สี Space Gray ซึ่งพบว่ากล้องหลังของไอโฟนรุ่นจอ 5.5 นิ้วนั้น มาพร้อมกล้องคู่ ตามข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้า และยังพบพอร์ต Smart Connector อยู่ด้านหลังตัวเครื่องอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เส้นสีขาวที่ไว้รับสัญญาณโทรศัพท์ 2 เส้น แอปเปิลก็นำออกไปด้วยเช่นกันiphone 7 2และเมื่อเราสังเกตดี ๆ ก็จะพบว่าสวิตซ์ปิด-เปิดเสียงที่อยู่ด้านข้างนั้นมันหายไป ซึ่งเดิมทีจะดูด้านข้างตรงปุ่ม เพิ่ม-ลด เสียง แต่ในภาพนี้กลับไม่มี ส่วนด้านข้างอีกฝั่งหนึ่งก็มีปุ่มเปิด-ปิดเครื่องเหมือน iPhone 6s

นอกจากนี้ก็ยังมีภาพ iPhone 7 หน้าจอ 4.7 นิ้ว สี Rose Gold ที่เป็นจุดขายของ iPhone 6s เดิม ซึ่งกล้องหลังก็มีเพียงเลนส์เดียว แต่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าของ iPhone 6s มาก ทำให้คอนเฟิร์มได้เลยว่า แอปเปิลมีการปรับปรุงกล้องของ iPhone 7 ใหม่แน่นอนiphone 7 3และสุดท้ายเรื่องพอร์ตหูฟัง 3.5 มม. ภาพที่หลุดออกมานี้ก็ยังคอนเฟิร์มไม่ได้เช่นเคย ว่าแอปเปิลจะใส่มาให้ด้วยหรือไม่ เพราะไม่มีภาพไหนเลย ที่ถ่ายด้านล่างของตัวเครื่อง

ที่มา – iDownloadBlog

รวม 10 มือถือที่ชาร์จไฟไว้พร้อมให้คุณใช้งานได้รวดเร็ว

ทุกวันนี้เทคโนโลยีชาร์จไฟมือถือไวหรือ Quick Charge ได้รับความนิยมมากทำให้หลาย ๆ ค่ายนำไปติดตั้งกับมือถือหลาย ๆ รุ่น แล้วรุ่นไหนที่จะชาร์จไฟได้เร็วกว่ากัน มาดู 10 อันดับมือถือชาร์จไฟไวที่สุดกันว่ามีรุ่นไหนบ้าง

อันดับที่ 10 iPhone 6s | iPhone 6s Plusไม่ต้องตกใจกันไปว่าทำไมเปิดอันดับมาด้วยอันดับ 10 เพราะ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus นั้นไม่ได้ให้ระบบ Quick Charge แต่อย่างใด ทำให้เวลาในการชาร์จของมือถือทั้งคู่นานกว่าปกติแม้จะมีความจุที่เล็ก โดยเฉพาะ iPhone 6s Plus ที่ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ต้องรอดูว่า Apple จะใส่ Quick Charge ให้มือถือของตัวเองเมื่อไหร่

  • ชาร์จจาก 0% – 100% ใช้เวลา : 2 ชั่วโมง 30 นาที (iPhone 6s) | 2 ชั่วโมง 45 นาที (iPhone 6s)
  • กำลังไฟของที่ชาร์จ : 5V – 1A
  • ความจุของแบตเตอรี่ : 1715 mAh(iPhone 6s) | 2750 mAh (iPhone 6s Plus)
  • ใช้ได้นานกี่ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง : 8 ชั่วโมง 15 นาที | 9 ชั่วโมง 11 นาที

อันดับที่ 9 One Plus 2แม้ว่าจะมีที่ชาร์จแบบ USB-C หรือจะให้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และที่ชาร์จกำลังไฟดี แต่ว่า One Plus 2 กลายเป็นมือถือที่ชาร์จไฟได้ช้าเป็น 2 อันดับสุดท้าย เพราะคุณต้องรอกว่าจะเต็มจาก 0 – 100 ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที

  • ชาร์จจาก 0% – 100% ใช้เวลา : 2 ชั่วโมง 30 นาที
  • กำลังไฟของที่ชาร์จ : 5V – 2A
  • ความจุของแบตเตอรี่ : 3,300 mAh
  • ใช้ได้นานกี่ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง :  6 ชั่วโมง 38 นาที

อันดับที่ 8 Huawei P9ในปีก่อน Huawei มียอดขายเป็นอันดับ 2 ของตลาดมือถือทั่วโลกรวมกัน เรื่องนั้นคงไม่เกี่ยวกับการชาร์จไฟของ Huawei P9 ที่จัดว่าอยู่ระดับมาตรฐาน ไม่ช้าและไม่เร็วที่ 2 ชั่วโมง 26 นาที เรียกว่ายังพอคุยกันได้

  • ชาร์จจาก 0% – 100% ใช้เวลา : 2 ชั่วโมง 26 นาที
  • กำลังไฟของที่ชาร์จ : 5V – 2A
  • ความจุของแบตเตอรี่ : 3,000 mAh
  • ใช้ได้นานกี่ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง : 6 ชั่วโมง 51 นาที

อันดับที่ 7 Xiaomi MI5แม้จะออกแบบมาดีและมีหน้าจอโค้งมน แต่การชาร์จไฟของ Xiaomi MI5 นั้นกลับใช้เวลาที่นานแต่ก็ไม่ถือว่าน่าเกลียดแต่อย่างใด สมดุล และแถมใช้งานได้นานกว่า LG ซะอีก

  • ชาร์จจาก 0% – 100% ใช้เวลา : 2 ชั่วโมง 19 นาที
  • กำลังไฟของที่ชาร์จ : ไม่ได้ระบุ
  • ความจุของแบตเตอรี่ : 3,000 mAh
  • ใช้ได้นานกี่ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง : 7 ชั่วโมง 27 นาที

อันดับที่ 6 LG G4อดีตเรือธงของ LG รุ่นนี้ก็ชาร์จไฟไวอยู่ไม่น้อย  แต่ทำได้ในเวลา 2 ชั่วโมง 7 นาที ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 3,000 mAh เท่านี้ก็ถือว่าเข้าไปไหวพอสมควรแล้ว

  • ชาร์จจาก 0% – 100% ใช้เวลา :2 ชั่วโมง 7 นาที
  • กำลังไฟของที่ชาร์จ : 5V – 1.8A
  • ความจุของแบตเตอรี่ : 3,000 mAh
  • ใช้ได้นานกี่ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง : 6 ชั่วโมง 6 นาที

อันดับที่ 5 HTC 10 | Nexus 5xกอดคอมาเป็นคู่ ด้วยความบังเอิญ เพราะ 2 เครื่องสามารถชาร์จไฟได้เต็มในเวลาเท่ากันคือ 1 ชั่วโมง 40 นาที โดย HTC นั้นชาร์จไฟไวกว่า เนื่องจากแบตเตอรี่รองรับไฟได้มากกว่า ส่วน Nexus 5x ถือว่าทำได้สมตัวและสมดุลกับระยะเวลาใช้งานเช่นกัน

  • ชาร์จจาก 0% – 100% ใช้เวลา : 1 ชั่วโมง 40 นาที
  • กำลังไฟของที่ชาร์จ : ไม่ได้ระบุ
  • ความจุของแบตเตอรี่ : 3,000 mAh (HTC 10) | 2,700 mAh (Nexus 5x)
  • ใช้ได้นานกี่ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง : 7 ชั่วโมง 10 นาที | 6 ชั่วโมง 25 นาที

อันดับที่ 4 Samsung Galaxy S7 edgeแม้จะอยู่อันดับที่ 4 แต่สำหรับ Samsung Galaxy S7 edge ที่ให้แบตเตอรี่ใหญ่โตกว่าชาวบ้านถึง 3,600 mAh ทำให้สามารถใช้งานได้นาน แต่ที่มันช้ากว่าก็เพราะแบตเตอรี่ก้อนใหญ่นี่เอง เอาน่ะเวลาที่ออกมาก็ถือว่าไวแล้ว

  • ชาร์จจาก 0% – 100% ใช้เวลา : 1 ชั่วโมง 39 นาที
  • กำลังไฟของที่ชาร์จ : 9 V – 1.8 A หรือ 5 V – 1.8 A
  • ความจุของแบตเตอรี่ : 3,600 mAh
  • ใช้ได้นานกี่ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง : 7 ชั่วโมง 18 นาที

อันดับที่ 3 Google Nexus 6Pนอกจากจะเป็นมือถือ Nexus ที่เร็วและใช้งานดีที่สุดแล้ว ยังมีการชาร์จไฟของเครื่องไวไม่แพ้กัน ส่วนหนึ่งเพราะ USB-C ที่ติดตั้ง และการรองรับไฟในแบตเตอรี่ที่รวดเร็วทำให้สามารถจ่ายไฟเข้าได้เร็วพอสมควร

  • ชาร์จจาก 0% – 100% ใช้เวลา : 1 ชั่วโมง 29 นาที
  • กำลังไฟของที่ชาร์จ : ไม่ได้ระบุ
  • ความจุของแบตเตอรี่ : 3,450 mAh
  • ใช้ได้นานกี่ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง : 6 ชั่วโมง 24 นาที

อันดับที่ 2 Samsung Galaxy S6 | Note 5 | S7แม้ว่า Samsung ทั้ง 3 รุ่นนี้จะชาร์จไฟไวเป็นอันดับที่ 2 แต่เมื่อเทียบกับเมือก่อนถือว่าไวมาก และแน่นอนว่าการใช้งานทั้ง 3 รุ่นจัดว่าอยู่ในระดับที่สมดุลกับแบตเตอรี่ที่ให้อยู่ไม่น้อย โดยเทคโนโลยี Fast Charge ของ ทั้ง 3 รุ่นต้องใช้ที่ชาร์จติดมากับตัวเครื่องจะดีที่สุด

  • ชาร์จจาก 0% – 100% ใช้เวลา : 1 นาที 18 นาที (s6) / 1 ชั่วโมง 21 นาที (Note 5) / 1 ชั่วโมง 28 นาที (S7)
  • กำลังไฟของที่ชาร์จ : 9 V – 1.67 A หรือ 5 V – 2 A
  • ความจุของแบตเตอรี่ : 2,550 mAh(s6) | 3,000 mAh (Note 5) | 3,000 mAh (S7)
  • ใช้ได้นานกี่ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง : 7 ชั่วโมง 14 นาที (S6) | 9 ชั่วโมง 11 นาที (Note 5) | 6 ชั่วโมง 37 นาที (S7)

และอันดับที่ 1  LG G5/LG V10แน่นอนว่ามือถือที่ชาร์จไฟไหวที่สุดในเวลาตกเป็นของ LG V10 และ LG G5 โดยสามารถทำเวลาชาร์จไฟได้ไวที่สุดไม่เกิน 1 ชั่วโมง 16 นาทีก็สามารถนำไปใช้งานได้ ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยี Quick Charge 3.0 ที่มือถือ 2 รุ่นนี้รองรับแน่นอน แต่ข้อสังเกตคือ มันไม่สามารถใช้งานได้นานสักเท่าไหร่

  • ชาร์จจาก 0% – 100% ใช้เวลา : 1 ชั่วโมง 5 ชั่วโมง | 1 ชั่วโมง 16 นาที
  • กำลังไฟของที่ชาร์จ : 9 V – 1.8 A | 5 V – 1.8 A
  • ความจุของแบตเตอรี่ : 3,000 mAh(V10) | 2,800 mAh (G5)
  • ใช้ได้นานกี่ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง : 5 ชั่วโมง 51 นาที

ที่มา : Phonearena

อาจจะเป็นไปได้ว่า iPhone 7 ยังคงมีช่องเสียบหูฟังอยู่เหมือนเดิม

หลังจากที่มีข่าวลือออกมาก่อนหน้านี้ว่า iPhone ตัวต่อไป หรือที่เรียกว่า iPhone 7 ที่กำลังจะออกมา จะไม่มีช่องเสียบหูฟังอีกต่อไป ทำให้หลายคนทำใจไว้แล้วว่าต้องใช้หูฟังในแบบอื่นแทน แต่ล่าสุด เว็บไซต์เมืองนอกNowhereelse.fr  เผยภาพชิ้นส่วนของ iPhone 7 ซึ่งคาดว่าจะมีหูฟังอยู่เหมือนเดิม

โดยชิ้นส่วนที่เห็นนี้เป็นชิ้นส่วนที่อยู่ด้านล่างเครื่อง เมื่อเทียบกับ iPhone 6s และ iPhone รุ่นต่อไป มีช่องเสียบ หูฟัง และ ช่องเสียบหูฟัง มีการออกแบบคล้ายกันพอสมควร

สิ่งที่เห็นนี้อาจจะทำให้เครื่องบางมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ทำให้บางกว่านี้ต้องเอาช่องเสียบหูฟังออก อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของ iPhone 7 ใหม่จะเป็นอย่างไร ต้องรอดูเรื่อย ๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างยังเป็นการคาดเดาอยู่

Mockup of iPhone 7

ย้อนให้หายคิดถึง iPhone มีมาแล้วกี่รุ่น

2007 – iPhone
2008 – iPhone 3G
2009 – iPhone 3GS
2010 – iPhone 4 (new design)
2011 – iPhone 4s
2012 – iPhone 5 (new design)
2013 – iPhone 5s
2014 – iPhone 6 and iPhone 6 Plus (new design)
2015 – iPhone 6s and iPhone 6s Plus

ที่มา : macrumors