5 สิ่งที่ทำให้คุณควรซื้อ iPhone 6s มากกว่า iPhone 7

5 สิ่งที่ทำให้คุณควรซื้อ iPhone 6s มากกว่า iPhone 7

แม้ว่าตอนนี้ iPhone 7 จะเพิ่งเปิดตัวและออกมาดูดีและน่าสนใจกว่ารุ่นเดิมพอสมควร แล้วรุ่นเก่าอย่าง iPhone 6s จะมีอะไรที่ทำให้เราควรเลือกอยู่บ้าง พบกับ 5 สิ่งที่ทำให้คุณเลือกใช้ iPhone 6s ต่อมากกว่าซื้อ iPhone 7 มาเล่าสูกันฟัง

1. ราคา

สิ่งแรกที่เปรียบเทียบคือราคา เมื่อเทียบกันแล้ว

iPhone 7 ขนาด 32GB จะมีราคา $649 หรือรุ่นในเมืองไทยคือ 26,500 บาท, 128GB ราคา $749 หรือในเมืองไทย 30,500 บาท และ 256GB ราคา $849 ส่วนเมืองไทย 34,500 บาท

เมื่อเทียบกับ iPhone 6s ขนาด 32GB ราคาตอนนี้ $549 หรือ 22,500 บาท และ 128GB ราคา $649 หรือประมาณ 26,500 บาท เท่ากับ iPhone 6s จะมีราคาถูกกว่าประมาณหลายพันบาทอยู่ทำให้หลายคนยังคงใช้รุ่นเดิมต่อไป

2. ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

เป็นจุดที่หลายคนที่ใช้งาน iPhone 7 คงต้องทำใจเพราะว่าการตัดช่องเสียบหูฟังออกในครั้งนี้ เพราะ Apple ได้ขยับ Taptic Engine ให้มาใกล้ปุ่ม Home ทำให้ปุ่ม Home แบบใหม่นั้นเป็นการสัมผัส มากกว่าที่จะเป็นปุ่ม ดังนั้นการใช้พื้นที่ทำให้ช่องเสียบหูฟังจำเป็นต้องนำออกไป ซึ่งต้องใช้วิธีการฟังเพลงแบบอื่นแทน เช่นการเสียบหูฟังผ่าน Lightning Port หรือ ใช้ Bluetooth แทน

ในขณะที่ iPhone6s ยังคงมีช่องเสียบหูฟังเหมือนเดิม

3. ขนาดหน้าจอและความละเอียด

แม้ว่า iPhone 7 จะมีการปรับเรื่องความสว่างและโทนสีให้คมชัดมากกว่าเดิมแค่ไหนก็ตาม แต่ว่าถ้าเทียบขนาดและสัดส่วนของหน้าจอเทียบกัน iphone 6s แล้วยังคงเท่าเดิม นั่นคือ 1,334×750 พื้นที่ Pixel อยู่ที่ 326 Pixel

4. ซอฟต์แวร์

ส่วนนี้ยังคงเหมือนกันคือใช้ iOS 10 ทั้งคู่ แม้ว่า iPhone 6s จะเริ่มต้นที่ iOS 9 แต่ก็สามารถอัปเกรได้เหมือนกัน

5. โดยภาพรวม

แม้ว่า iPhone 7 จะได้ปรับปรุงหลายอย่างทั้งเรื่องกล้องที่มีขนาด 12 ล้านพิกเซล พร้อมกับรูรับแสง F1.8 และใช้ CPU Apple A10 Fusion ก็ตาม แต่ว่าเมื่อเทียบกับการใช้งานจริงบน iPhone 6s ไม่ค่อยเห็นความแตกต่าง รวมถึงการเล่นเกมก็ยังไม่ได้แตกต่างเท่ากับที่เป็นอยู่

สรุป การเพิ่มเงินอีก 4,000 บาท อัปเกรดจาก iPhone 6s เป็น iPhone 7 จะคุ้มค่าต่อคนที่ต้องการ iPhone เครื่องให้แบบเกือบถอดด้าม หรือ ต้องการเปลี่ยนเพราะของเดิมเสียและคุณมีเงินถึง

แต่ถ้าเงินไม่ถึงแล้วการเลือก iPhone 6s ยังเป็นตัวเลือกที่น่าใช้งานอยู่และไม่น่าเกลียดแต่อย่างใด

ที่มา>>>Sanook

6 วิธีเคลียร์พื้นที่ iPhone ได้พื้นที่กลับมาใช้งานเพียบ ไม่ต้องลบรูปทิ้งให้ยุ่งยาก

ปัญหาใหญ่สำหรับผู้ใช้ iPhone ความจุน้อยอย่าง 16 GB นั่นก็คือ มีพื้นที่เหลือไม่พอสำหรับใช้งาน อีกทั้งตัวเครื่องยังไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card ได้เหมือนกับ มือถือ Android บางรุ่น

ซึ่งการแก้ปัญหาเบื้องต้นของผู้ใช้ส่วนใหญ่นั่นก็คือ ลบรูปทิ้งไปแม้จะมีความรู้สึกเสียดายบ้างก็ตาม แต่ในวันนี้ ทีมงาน techmoblog จะมาแนะนำ เคล็ดลับในการเคลียร์พื้นที่ iPhone โดยที่ไม่ต้องลบรูปทิ้งแถมได้พื้นที่กลับคืนมาอีกเพียบ ซึ่งจะมีวิธีใดบ้างนั้น มาดูกันเลยดีกว่า

1. ลองเช่าภาพยนตร์มาดูสักเรื่อง

เห็นหัวข้อแล้ว หลาย ๆ ท่านคงจะเกิดความสงสัยว่า จะทำได้อย่างไรในเมื่อพื้นที่ไม่พอที่จะเก็บอะไรแล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่า วิธีนี้แม้จะเป็นวิธีการที่แปลกไปเสียหน่อย แต่ได้ผลจริง ด้วยการเข้าไปที่ iTunes Store แล้วลองเลือกเช่าหนังมาสักเรื่อง จะเห็นว่า เมื่อคลิกที่ Rent แล้ว จะมีหน้าต่างแจ้งเตือนมาว่า ไม่สามารถดาวน์โหลดได้เนื่องจากพื้นที่ไม่พอ (ไม่เสียเงิน) ให้ลองเข้าไปเช็คดูว่า iPhone มีพื้นที่เพิ่มขึ้นมาหรือยัง ด้วยการเข้าไปที่ Settings > General > Storage & iCloud Usage จะเห็นว่า มีพื้นที่เพิ่มขึ้นมากเลยทีเดียว

แต่วิธีนี้ มีข้อแม้ว่า จะต้องเลือกเช่าไฟล์หนังที่มีขนาดใหญ่กว่าที่ตัวเครื่องจะรับไหว ยกตัวอย่างเช่น มีพื้นที่เหลือ 1 GB ให้ลองหาไฟล์หนังขนาด 5-6 GB แล้วกด Rent ได้เลย แต่ถ้าหากหาไฟล์หนังขนาดที่น้อยกว่าพื้นที่ที่มี นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังไม่ได้พื้นที่เพิ่มอีกด้วย ส่วนสาเหตุที่วิธีนี้ทำให้พื้นที่เพิ่มขึ้นมาได้ น่าจะเป็นเพราะตัวระบบเข้าไปจัดการกับ cache ที่มีในเครื่อง เพื่อให้มีพื้นที่พอสำหรับดาวน์โหลดนั่นเอง

 2. ลบแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้งาน หรือคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่กินพื้นที่จัดเก็บ

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเคลียร์พื้นที่ให้ iPhone นั่นก็คือ การลบแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้งาน และกินพื้นที่ในตัวเครื่องมากเกินไป โดยสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่ Settings > General > Storage & iCloud Usage > Manage Storage แล้วดูว่า มีแอปฯ ไหนที่ไม่ใช้งาน และใช้พื้นที่จัดเก็บเยอะ แต่ถ้าหากยังจำเป็นต้องใช้แอปฯ ดังกล่าวอยู่ ให้ถอนการติดตั้ง และดาวน์โหลดใหม่ จะช่วยได้มากขึ้น

3. ลบข้อความเก่า ๆ ออก

ข้อความที่ถูกส่งเข้ามาใน Messages แม้จะเป็นข้อความสั้น ๆ แต่ถ้าหากเก็บสะสมมากขึ้น ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัวเครื่องเต็มได้ หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่มีเวลาเข้าไปจัดการกับข้อความต่าง ๆ มากพอ แต่บน iOS 9 ได้ทำระบบไว้ให้แล้ว ด้วยการเข้าไปที่ Settings > Messages > Keep Messages แล้วเลือก 30 Days ซึ่งข้อความใดที่ถูกส่งมาเกิน 30 วัน จะถูกลบออกไปอัตโนมัติ

4. ถ้าไม่ใช้ Photo Stream ให้ปิดฟังก์ชันนี้

Photo Stream คือฟังก์ชันที่ผู้ใช้สามารถดูรูปภาพบน iPhone ได้จากอุปกรณ์อื่น ๆ ทั้ง iPad หรือ Mac ด้วยการซิงก์ภาพดังกล่าวจาก iPhone ไปยังอุปกรณ์นั้น ๆ แต่ถ้าหากผู้ใช้คิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้งานฟังก์ชันดังกล่าว ให้ปิดการใช้งานจะดีกว่า ซึ่งก่อนจะปิดใช้งานนั้น อย่าลืมบันทึกภาพที่จะจัดเก็บออกมาด้วย

 5. ถ้าหากถ่ายภาพด้วยโหมด HDR ให้เก็บไว้เพียงภาพเดียว

ปกติแล้ว โหมดการถ่ายภาพแบบ HDR หรือ High Dynamic Range จะเป็นการปรับสภาพแสงและสีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด แต่การใช้โหมดนี้ iPhone จะทำการเก็บภาพไว้ 2 แบบ นั่นก็คือ โหมดการถ่ายภาพแบบปกติ กับโหมด HDR นั่นหมายความว่า ภาพเดียวกันแต่ถูกเก็บไว้ในตัวเครื่องถึง 2 รูป ซึ่งผู้ใช้สามารถปิดโหมดการเซฟภาพดังกล่าวได้ ด้วยการเข้าไปที่ Settings > Photos & Camera แล้วปิดใช้งาน Keep Normal Photo

 6. เคลียร์ cache บนเบราว์เซอร์

น่าจะเป็นวิธีที่ได้ยินมาบ่อยที่สุดอีกวิธีหนึ่ง กับการเคลียร์ cache ที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่ให้กับ iPhone ได้อย่างมหาศาล สำหรับผู้ใช้ Safari ให้เข้าไปที่ Settings > Safari > Clear History and Data ส่วนเบราว์เซอร์อื่น ๆ ก็สามารถเคลียร์ cache ในลักษณะเดียวกันได้

เพื่อน ๆ คนไหนเจอปัญหา iPhone เครื่องเต็ม ลองนำวิธีการข้างต้นไปปรับใช้กันดูครับ

ที่มา : cbsnews.com

รวม 10 ฟีเจอร์สุดเด็ดที่คาดว่าจะเผยโฉมใน iOS 10 เวอร์ชันล่าสุด!

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันแล้วสำหรับงานอีเวนต์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างApple ที่กำลังจะจัดงาน Worldwide Developers Conference หรือ  WWDC 2016 ขึ้นในวันที่ 13 มิถุนายนนี้

ซึ่งภายในงานนอกจากจะมีเป้าหมายให้เหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์จากทั่วโลกได้มา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และไอเดียสร้างสรรค์กันแล้วนั้น ยังมีพระเอกของงานที่คาดว่าจะเปิดตัวในงานนี้ด้วย นั่นก็คือ ระบบปฏิบัติการ iOS 10 เวอร์ชัน ใหม่ล่าสุดสำหรับอุปกรณ์ iDevice ที่คาดว่าอาจมาพร้อมกับฟีเจอร์ และการทำงานที่อัปเกรดประสิทธิภาพให้ดีขึ้นในหลายส่วนด้วยกัน

ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็ยังคงสงสัยว่า iOS 10 เวอร์ชันนี้จะมีฟีเจอร์ใดเปิดตัวมาให้ใช้งานด้วยบ้าง ดังนั้น เพื่อเป็นการไขข้อสงสัย เราจึงจะพาทุกท่านไปชมกันว่าฟีเจอร์เด็ดที่คาดว่าอาจมีใน iOS 10 จะมีอะไรบ้าง ขอเชิญทุกท่านติดตามชมไปพร้อมกันได้เลยครับ

สามารถกดซ่อนแอปพลิเคชันบางรายการได้

ผู้ใช้ iPhone หรือ iPad หลายท่านคงพบเจอกับปัญหาแอปพลิเคชันที่มากับตัวเครื่องนั้นเยอะเกินไป และไม่สามารถลบแอปพลิเคชันดังกล่าวทิ้งได้ แต่ใน iOS 10 คาดว่า Apple จะเพิ่มฟีเจอร์ “กดซ่อนแอปพลิเคชัน” มาให้ใช้งานด้วยเช่นกัน หลังจากมีข้อมูลโค้ดบางส่วนหลุดออกมา ซึ่งข้อมูลนั้นก็บ่งชี้ไปในทิศทางดังกล่าวด้วย

Black Theme หรือ Dark UI

เห็นได้ว่าหน้าตา UI ของอุปกรณ์ iDevice ทั้งหมดจะมีรูปแบบที่เป็นสีขาว สะอาดตา และเรียบง่าย ซึ่งเป็นรูปแบบที่ Apple ยึดถือมาโดยตลอด แต่สาเหตุที่ทำให้มีการคาดคะเนว่า iOS 10 จะมี UI รูปแบบใหม่ให้ใช้งานในชื่อ Black Theme หรือ Dark UI นั้นมาจากจุดสังเกตของบัตรเชิญ หรือแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับงาน WWDC 2016 ของ Apple ที่มีการใช้สีดำ หรือสีน้ำเงินเข้ม เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอาจเป็นคำใบ้ได้ว่า iOS 10 จะมี UI สีดำมาให้ใช้งานด้วย

ฟีเจอร์ 3D Touch รูปแบบใหม่ที่สามารถใช้งานบริเวณใดก็ได้


แน่นอนว่าฟีเจอร์สุดเด็ด 3D Touch จะต้องถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการใช้งานได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจาก iPhone 6s และ iPhone 6s Plus นั้นสามารถใช้งานได้ในส่วนของ Peek & Pop ที่เป็นการอ่านเนื้อหาตัวอย่างก่อนเข้าไปอ่านฉบับเต็ม และถ้ากดที่แอปพลิเคชันในหน้าจอโฮมสกรีน จะเป็นการเรียกคำสั่งลัดต่างๆ ของแอปพลิเคชันนั้นๆ ขึ้นมาให้ใช้งาน

ซึ่งถ้าหาก Apple ขยายการใช้งานจริง ผู้ใช้ก็อาจสามารถกด หนัก-เบา ตรงบริเวณใดของหน้าจอก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องกดที่ลิงก์, ชื่อ, รูปภาพ หรือแอปพลิเคชัน ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

Siri API ที่อาจเปิดกว้างให้กับ Developers มากยิ่งขึ้น
ฟังก์ชันผู้ช่วยคนเก่งของ Apple อย่าง Siri ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้หลายๆ คนมาแล้ว อาจมีการเปิดระบบมากขึ้นด้วยการที่ Apple อาจเปิดตัว Siri API ที่สามารถเอื้ออำนวยให้เหล่านักพัฒนาทั้งหลายได้นำ Siri API ไปพัฒนาร่วมกับแอปพลิเคชันแบบ Third-Party เพื่อการใช้งานที่ครอบคลุมทุกๆ ความต้องการมากยิ่งขึ้น

ยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มอีกขั้น

สิ่งหนึ่งที่ Apple กล่าวกับผู้ใช้ตลอดเวลาก็คือ ความปลอดภัยในการรักษาข้อมูลของผู้ใช้คือสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ Apple ก็เพิ่งมีปัญหากับ FBI ในเรื่องการปลดล็อครหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ตัวเครื่อง iPhone 5c ของผู้ก่อการร้ายรายหนึ่ง

โดย FBI อ้างว่าสามารถปลดล็อกตัวเครื่องได้โดยไม่ต้องพึ่งพา Apple อีกด้วย ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าจากประเด็นปัญหานี้น่าจะส่งผลให้ Apple เร่งพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยให้มีความแน่นหนา และเจาะระบบได้ยากขึ้นแน่นอน

ระบบสั่งการ Gadgets ภายในบ้าน

สำหรับฟีเจอร์นี้จะเป็นการยกระดับการใช้งานสมาร์ทโฟนขึ้นไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ HomeKit ที่ช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมสิ่งต่างๆ ภายในตัวบ้านได้ เช่น การ เปิด-ปิด ไฟ, การล็อคประตู, การ เปิด-ปิด เครื่องปรับอากาศ หรือการ เปิด-ปิด โทรทัศน์ เป็นต้น

Emoji ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ตัวการ์ตูน หรือรูปต่างๆ ยังคงเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ใช้หลายคน และแน่นอนว่า Apple ก็อาจจะสร้างสรรค์ Emoji เหล่านี้ให้มีอากัปกิริยา และการแสดงออกที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงอัตลักษณ์ และสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้สนุกกับการใช้ Emoji มากขึ้น

Apple Music พลิกโฉม เปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งหมด

Apple วางแผนพัฒนาการให้บริการเพลงผ่านระบบสตรีมมิ่งในแอปพลิเคชัน Apple Music ให้มีประสิทธิภาพการใช้งานที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญคืออาจมีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมของแอปพลิเคชันนี้ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกว่าสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

App Store คลังร้านค้าแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่

นอกจากการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นๆ แล้ว Apple อาจพัฒนาร้านค้าแอปพลิเคชันอย่าง App Store ด้วยเช่นกัน ซึ่งคาดว่า Apple จะเปลี่ยนรูปแบบของ App Store ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึง และค้นหาแอปพลิเคชันได้ง่ายขึ้น และถ้าหากยังจำกันได้ App Store ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์ครั้งใหญ่มาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว ดังนั้น Apple อาจตัดสินใจเปลี่ยนดีไซน์ในปีนี้ก็เป็นได้

iOS 10 เวอร์ชัน Beta

ในปี 2015 ที่ผ่านมา Apple ได้ทำการเปิดให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดระบบปฏิบัติการiOS 9 เวอร์ชัน Beta ได้ทดลองใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ก่อนที่จะเปิดให้ดาวน์โหลดจริงในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งการเปิดให้ผู้ใช้ได้ทดลองใช้งานก่อนเช่นนี้ทำให้ทีมงานของ Apple ได้รับ feedback ต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น จึงคาดการณ์กันว่า iOS 10 ก็อาจมีการเปิดเวอร์ชัน Beta ให้ได้ทดลองใช้งานกันก่อนด้วยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ทั้งหมดข้างต้นนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันแต่อย่างใดว่าจะเป็นความจริง ทุกประการ เพราะทาง Apple จะต้องเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับสุดยอดจนกว่าจะถึงงานเปิดตัวเท่านั้นที่ เราจะได้ทราบกันจริงๆ สำหรับแฟนๆ ของ Apple ต้องอดใจรอกันอีกเพียงไม่กี่วัน งาน WWDC 2016 ก็จะเริ่มขึ้นในวันที่ 13 มิถุนายนนี้แล้ว หากมีรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างไร ทีมงานจะรีบนำมาแจ้งให้ทุกท่านทราบในทันที

ที่มา : PhoneArena