รีวิว: สายชาร์จ Verbatim สายชาร์จ iPhone พันธุ์แกร่ง สุดถึกสุดทน

ปัจจุบัน หลายคนอาจจะเริ่มค้นหาสายชาร์จยี่ห้ออื่นนอกจาก Apple ที่ผลิตขึ้นมาโดยเน้นความทน เพราะจะเหมาะกับการใช้งานที่สมบุกสมบันของคนในยุคที่เร่งรีบมากขึ้น ไม่ต้องใช้การดูแลเอาใจใส่มาก

Verbatim ถือเป็นแบรนด์คลาสสิคที่หลายคนคุ้นเคยตั้งแต่สมัยแผ่นดิสก์, แผ่น CD, DVD มาจนตอนนี้มีสายชาร์จที่ออกมาได้ตอบโจทย์คนที่ต้องการสายชาร์จสุดถึกและทน และยังมีความสวยงามของตัวสายชาร์จที่ทำให้ดูดีด้วย วันนี้เรามารีวิวให้ได้ชมกัน

verbatim-usb

คุณสมบัติทั่วไปของผลิตภัณฑ์

  • สายถักด้วยไนลอนความยาว 1.2 เมตร
  • สายชาร์จรองรับมาตรฐาน MFi ของ Apple สามารถใช้กับ iPhone, iPad, iPod ได้ หมดห่วงกับการชาร์จไม่เข้า
  • มีให้เลือกทั้ง Micro USB, Lightning หรือสายที่รองรับทั้งสองอย่าง
  • หัวทั้งสองฝั่งจะเป็นโลหะทั้งหมด ทำให้นอกจากจะแข็งแรงและทนทานแล้วยังดูสวยอีกด้วย

Screen Shot 2559-06-08 at 5.42.56 PMเพื่อเป็นการทดสอบว่าตัวสายชาร์จ Verbatim รองรับมาตรฐาน MFi ของ Apple จริง เราก็จะมาทดสอบกันตามวิธีที่ทีมงานเคยแนะนำไว้ คือไปค้นหาข้อมูลจากเว็บ Apple โดยเราพบ Verbatim อยู่ในรายชื่อด้วยเช่นกันverbatim-mfiสายชาร์จที่ได้รับรองมาตรฐาน MFi ของ Apple เป็นการยืนยันว่า อุปกรณ์นี้ได้รับการยืนยันจาก Apple แล้วว่าได้พัฒนามาเพื่อให้เข้ากันได้กับผลิตภัณฑ์ของ Apple จริงๆ สามารถใช้งานได้โดยไม่มีอันตรายต่อตัวผลิตภัณฑ์

ตัวกล่องและดีไซน์

ตัวกล่องของ Verbatim ด้านหน้าของกล่องก็จะโชว์สายชาร์จ และจะมีข้อมูลบอก เช่น ความยาว, สายชาร์จอะไร (Micro USB หรือ Lightning) รองรับอุปกรณ์อะไรบ้าง และมีสีอะไร โดยสีที่ทีมงานได้มาทดสอบมี 3 สี คือสีดำ, Gold และ Rose Gold โดยเป็นหัว Lightning ทั้งหมดIMG_8936นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังได้บอกไว้ว่า ตัวกล่อง Verbatim ของแท้จะต้องมีโลโก้สะท้อนแสงรูปแบบนี้แปะไว้ด้วย เพื่อเป็นการยืนยันว่าของแท้แน่นอน12592545_493207647471043_282072267894616751_nภายในกล่องของสายชาร์จ Verbatim เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะพบกับสายชาร์จที่มัดไว้อย่างดี นอนรอให้ใช้งานอยู่ สายชาร์จของ Verbatim ได้รับการออกแบบมาด้วยการใช้โลหะทั้งฝั่งหัวต่อ USB และ Lightning ทำให้ดูสวยงามและแข็งแรงทนทาน และสีของหัวสายชาร์จสามารถเลือกให้เข้ากับ iPhone ได้ด้วยverbatim-iphone-lightningส่วนตัวสายของ Verbatim จะใช้ไนลอนพันสายทั้งสายตั้งแต่หัว USB ไปจนถึงหัว Lightning อย่างแน่นหนา สัมผัสของตัวสายก็จะออกสากๆ หน่อย แต่ก็ทำให้รู้สึกถึงความทนทาน เพราะไนลอนก็เหมือนเป็นตาข่ายหุ้มเพื่อปกป้องสายชาร์จชั้นในอีกทีverbatim-iphone-cableสังเกตได้ว่า นอกจากจุดขายของสาย Verbatim คือความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในการใช้งานแล้ว ตัววัสดุที่เลือกนำมาใช้ในการผลิตยังทำให้สายดูมีความสวยงามอีกด้วยIMG_8992

ทดสอบความแข็งแรง

ในเมื่อสายชาร์จ Verbatim เป็นสายชาร์จที่มีจุดขายว่าโคตรทน ฉะนั้น สิ่งที่เราจะพลาดไม่ได้ก็คือทดสอบความแข็งแรงทนทาน ซึ่งเราคงไม่กล้าทำแบบนี้กับสายชาร์จยี่ห้ออื่นแน่

ขั้นแรก เราจะมาทำการดึงกันก่อน ซึ่งเมื่อทีมงานพยายามดึงแบบฉุดกระชากลากถูยังไง สายชาร์จก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะย้วยเลยแม้แต่นิดเดียว

ขั้นถัดมา เมื่อดึงไม่ได้ผล เราจะมาใช้คีมทำการหนีบตัวสายอย่างแรงที่สุด ซึ่งจากที่ทีมงานได้ทดลองทำแล้ว ตัวสายชาร์จอาจจะมีแบนบ้างนิดหน่อย แต่ทิ้งไว้สักพักก็คืนรูปได้เองIMG_8956ส่วนจุดที่ค่อนข้างขาดได้บ่อยๆ อย่างเช่น ข้อต่อของสายระหว่างหัวสายฝั่ง USB หรือ Lightning กับตัวสาย ทีมงานเราก็ลองจัดการงอแล้วเช่นกัน และพบว่าเมื่อปล่อยและงอกลับ สายก็คงรูปและใช้งานได้เหมือนเดิม แม้ว่าจะส่องดูแล้วพบว่าไนลอนที่หุ้นสายอาจจะมีบิดเบี้ยวไปบ้างแต่ก็ไม่มีผลต่อการใช้งาน

ก็เป็นอันว่าหายห่วงถึงความแข็งแรงของสายชาร์จ Verbatim ว่าใช้ได้สบาย สมบุกสมบันได้แน่นอน ไม่ต้องปราณีตในการม้วนเก็บหรือดูแลรักษาverbatim-with-iphone

การใช้งาน

คุณสมบัติของสายชาร์จ Verbatim ก็คือสายชาร์จและซิงค์ iPhone กับคอมพิวเตอร์เราก็ใช้สายชาร์จนี้ชาร์จ iPhone ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะต่อเพื่อซิงค์กับคอมพิวเตอร์, ชาร์จกับปลั๊กไฟ หรือพาวเวอร์แบงค์

IMG_8997

ข้อเดียวที่เห็นว่าสายชาร์จ Verbatim ด้อยกว่า Apple ก็อาจจะเป็นที่เวลาเสียบชาร์จไปสักพักแล้วหัวชาร์จ USB จะร้อนกว่าหัวชาร์จพลาสติกของ Apple แต่ก็ยอมรับได้เนื่องจากเป็นธรรมชาติของโลหะ

ราคาและการจัดจำหน่าย

  • ราคาสายชาร์จ Verbatim สำหรับ iPhone, iPad : 890 บาท
  • จำหน่ายแล้วที่ ซื้อได้ที่ iStudio หรือร้าน iBeat by Comseven
  • หรือสามารถสั่งซื้อได้ที่ Facebook Verbatim Thailand

overall-verbatim

:: สรุป ::

หากกำลังหาสายชาร์จถึก ทน สวยงาม น่าสัมผัส Verbatim ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมาก และด้วยการรับการรับรองมาตรฐาน MFi ของ Apple ก็จะทำให้สายชาร์จ Verbatim เข้ากับตัวอุปกรณ์ Apple ได้ หมดกังวลเรื่องความปลอดภัยของสายชาร์จ

ฉะนั้น หากใครสนใจสายชาร์จ iPhone ยี่ห้ออื่นนอกจาก Apple แล้ว Verbatim ก็ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

ที่มา>>>macthai

Apple เปิดตัว macOS Sierra มาพร้อม Siri, ปรับปรุง Continuity

macOS-wwdc2016-9

Apple ได้เปิดตัว macOS รุ่นใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อมาจาก OS X และใช้ชื่อโค้ดเนมว่า Sierra ซึ่งรอบนี้จะมีฟีเจอร์ชูโรง คือ Siri และมีฟีเจอร์ปรับปรุงการเก็บพื้นที่,Continuity, iCloud ฯลฯ

macOS-wwdc2016-20

ฟีเจอร์แรก Auto Unlock คือใช้งาน Apple Watch เพื่อปลดล็อค Mac จากเดิมที่ปกติเราเปิดฝา Mac ขึ้นมาจะต้องใส่รหัสผ่าน แต่ถ้าใส่ Apple Watch และเปิดฟีเจอร์ Auto Unlock พอเปิดฝา Mac ขึ้นมาก็ใช้เครื่องได้ทันที

macOS-wwdc2016-23

Universal Clipboard หรือคลิปบอร์ดแชร์กันได้ระหว่าง iOS และ Mac

คลิปบอร์ด คือสิ่งที่เก็บไฟล์ที่กำลังคัดลอกไว้ คือเมื่อกด Copy หรือ Cut ข้อมูลก็จะอยู่ในคลิปบอร์ดของตัวอุปกรณ์หนึ่ง แต่ด้วยฟีเจอร์ Universal Clipboard จะทำให้คลิปบอร์ดทั้งบน iOS และ Mac เป็นอันเดียวกัน คือเมื่อคลิก Copy บนอุปกรณ์หนึ่งก็สามารถไป Paste ไว้อีกอุปกรณ์หนึ่งได้

macOS-wwdc2016-31

iCloud Drive จะซิงค์ไฟล์ที่อยู่บนหน้าจอเดสก์ท็อปด้วย ฉะนั้นไม่ว่าจะเปิด iMac, MacBook ก็จะเห็นไฟล์บนเดสก์ท็อปเหมือนกันหมด ส่วนบน iPhone จะมีโฟลเดอร์ใน iCloud Drive แยกออกมาชื่อว่า Desktop

macOS-wwdc2016-32

Optimize Storage หรือฟีเจอร์จัดการพื้นที่บน Mac เพื่อป้องกันปัญหาพื้นที่เต็ม โดย Apple จะทำดังนี้

  • ไฟล์เก่าๆ ที่ไม่ได้ถูกใช้เป็นเวลานานๆ จะถูกเก็บไว้บน iCloud
  • ไฟล์แคชเก่าๆ หรือไฟล์ที่โปรแกรมดาวน์โหลดมาใช้เพียงครั้งเดียว จะถูกลบทิ้งโดยอัตโนมัติ

Apple กล่าวว่าฟีเจอร์นี้สามารถประหยัดพื้นที่ได้มาก เช่น ฮาร์ดดิสก์ขนาด 250GB ที่เหลือ 20GB จะเพิ่มพื้นที่เหลือให้มากถึง 150GB

macOS-wwdc2016-52

Apple Pay สามารถใช้งานกับการซื้อสินค้าบนเว็บได้ถ้าเว็บรองรับ และใช้การยืนยันตัวตนผ่าน iPhone โดยการแตะ Touch ID

macOS-wwdc2016-61

ฟีเจอร์ Picture in Picture คือฟีเจอร์ที่สามารถดึงวิดีโอจากหน้าเว็บออกมาดูได้ และจะให้อยู่เหนือแอพอื่นตลอดเวลา ลักษณะคล้ายกับ Picture in Picture บน iOS

macOS-wwdc2016-75

ฟีเจอร์ถัดไปคือฟีเจอร์ชูโรงของ macOS Sierra คือ Siri ซึ่งวิธีใช้งานบน Siri บน Mac ก็เหมือนกับ Siri บน iOS คือใช้ค้นหาข้อมูลต่างๆ, ค้นหารอบฉายภาพยนตร์

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาจาก Siri บน iOS คือ Siri บน Mac มีความสามารถในการจัดการไฟล์ด้วย เช่น สั่งให้ค้นหาไฟล์, สั่งให้ค้นหาภาพบนเว็บ และตัว Siri จะจัดแจงหาข้อมูลให้ และเมื่อเจอข้อมูลก็สามารถลากมาวางได้ทันที

macOS-wwdc2016-84

macOS Sierra จะเปิดให้อัพเกรดฟรีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือปลายปีนี้ ส่วนนักพัฒนาสามารถดาวน์โหลดรุ่นทดสอบไปใช้ได้ภายในวันนี้ และผู้สนใจทดสอบให้ลงทะเบียนได้ที่ beta.apple.com ซึ่ง Apple จะเปิดให้ทดสอบในเดือนหน้า

ที่มา>>>macthai

Apple เปิดตัว watchOS 3 ทำงานเร็วขึ้น, หน้าปัดนาฬิกาใหม่, เพิ่มโหมดฉุกเฉิน

watchos-3-hero

Apple ได้เปิดตัว watchOS เวอร์ชันใหม่หรือ watchOS 3 ในงาน WWDC 2016โดยมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานโดยรวมที่ Apple ยืนยันว่าจะเร็วขึ้นโดยชัดเจน, หน้าปัดนาฬิกาแบบใหม่ๆ, ความสามารถฟิตเนสอีกมากมาย

watchOS-wwdc2016-3

เรื่องแรก คือเรื่องความเร็ว Apple กล่าวว่า ตัว watchOS 3 จะใช้วิธีการทำงานต่างๆ ใน background มากขึ้น, แอพที่ชื่นชอบจะถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำ ซึ่ง Apple บอกว่าจะทำให้การใช้งานเร็วขึ้นมาก เช่นจาก watchOS 2 ที่กดแล้วจะต้องรอโหลดแอพ และโหลดข้อมูล แต่ถ้าเป็น watchOS 3 เมื่อกดเปิดแล้วแอพพร้อมข้อมูลจะขึ้นมาทันที

watchOS-wwdc2016-6

ฟีเจอร์ถัดไปคือเรื่อง Dock คือการสลับระหว่างแอพบน watchOS (คล้ายกับ multitasking บน iOS) วิธีเข้าถึงก็เพียงแค่กดปุ่มก็จะสามารถสลับแอพไปมาได้ทันที

watchOS-wwdc2016-8

Control Center สามารถจัดการการตั้งค่า watchOS อย่างรวดเร็วได้ ไม่ว่าจะเปิด Airplane Mode, Do Not Disturb, ปิดเสียง ฯลฯ

watchOS-wwdc2016-9

Messages บน Apple Watch มีตัวเลือกในการตอบเพิ่มขึ้น เช่น Scribble หรือการเขียนเป็นข้อความบนนาฬิกาเลย

watchOS-wwdc2016-14

หน้าปัดนาฬิกาใหม่ เช่นรูปมินนี่ เมาส์ รวมถึงมีตัวเลือกสีที่สามารถเลือกให้เข้ากับสายได้ และการเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาก็จะง่ายขึ้นด้วย

watchOS-wwdc2016-16

Activity ที่มีนาฬิกาให้ใช้แล้ว ฉะนั้นเวลาใช้งาน Activity ก็ยังดูนาฬิกาได้

watchOS-wwdc2016-40

ฟีเจอร์ฉุกเฉิน คือหากผู้ใช้ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย สามารถกดปุ่มข้างนาฬิกาค้างไว้นานๆ และกดตัวนาฬิกาแรงๆ อีกที ตัวนาฬิกาจะโทรแจ้งเบอร์โทรฉุกเฉินในแต่ละประเทศทันที และเบอร์โทรฉุกเฉินนี้จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามประเทศที่เดินทางไปด้วย และยังสามารถแจ้งเตือนไปยังบุคคลที่เราตั้งไว้ให้โทรหาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้ด้วย

watchOS-wwdc2016-61

ฟีเจอร์สำหรับผู้ที่นั่งรถเข็นบน watchOS 3 คือ Apple จะทำให้ Apple Watch เหมาะกับคนที่ใช้รถเข็นด้วย เช่น ถ้ามีการแจ้งเตือนให้ยืน ก็จะเปลี่ยนเป็นแจ้งเตือนให้ขยับเขยื้อนแทน รวมถึง Activity ต่างๆ ก็จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากันด้วยเช่นกัน

watchOS-wwdc2016-74

ถัดไปคือ API สำหรับ watchOS 3 ซึ่ง Apple เพิ่มมาให้หลายอย่าง เช่น ใช้งานApple Pay ในแอพ, workout ในโหมด background, เรียกใช้งาน heart rate ได้ตลอดเวลา, เข้าถึง Gyroscope, ตัววัดความเร่ง, SpireKit & SceneKit ฯลฯ

watchOS-wwdc2016-80

watchOS 3 จะเปิดให้อัพเกรดได้ฟรีในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ (ช่วงท้ายๆ ปี) ส่วนพรีวิวสำหรับนักพัฒนาเปิดให้ใช้ภายในวันนี้

ที่มา>>>macthai

รวม 10 ฟีเจอร์สุดเด็ดที่คาดว่าจะเผยโฉมใน iOS 10 เวอร์ชันล่าสุด!

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันแล้วสำหรับงานอีเวนต์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างApple ที่กำลังจะจัดงาน Worldwide Developers Conference หรือ  WWDC 2016 ขึ้นในวันที่ 13 มิถุนายนนี้

ซึ่งภายในงานนอกจากจะมีเป้าหมายให้เหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์จากทั่วโลกได้มา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และไอเดียสร้างสรรค์กันแล้วนั้น ยังมีพระเอกของงานที่คาดว่าจะเปิดตัวในงานนี้ด้วย นั่นก็คือ ระบบปฏิบัติการ iOS 10 เวอร์ชัน ใหม่ล่าสุดสำหรับอุปกรณ์ iDevice ที่คาดว่าอาจมาพร้อมกับฟีเจอร์ และการทำงานที่อัปเกรดประสิทธิภาพให้ดีขึ้นในหลายส่วนด้วยกัน

ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็ยังคงสงสัยว่า iOS 10 เวอร์ชันนี้จะมีฟีเจอร์ใดเปิดตัวมาให้ใช้งานด้วยบ้าง ดังนั้น เพื่อเป็นการไขข้อสงสัย เราจึงจะพาทุกท่านไปชมกันว่าฟีเจอร์เด็ดที่คาดว่าอาจมีใน iOS 10 จะมีอะไรบ้าง ขอเชิญทุกท่านติดตามชมไปพร้อมกันได้เลยครับ

สามารถกดซ่อนแอปพลิเคชันบางรายการได้

ผู้ใช้ iPhone หรือ iPad หลายท่านคงพบเจอกับปัญหาแอปพลิเคชันที่มากับตัวเครื่องนั้นเยอะเกินไป และไม่สามารถลบแอปพลิเคชันดังกล่าวทิ้งได้ แต่ใน iOS 10 คาดว่า Apple จะเพิ่มฟีเจอร์ “กดซ่อนแอปพลิเคชัน” มาให้ใช้งานด้วยเช่นกัน หลังจากมีข้อมูลโค้ดบางส่วนหลุดออกมา ซึ่งข้อมูลนั้นก็บ่งชี้ไปในทิศทางดังกล่าวด้วย

Black Theme หรือ Dark UI

เห็นได้ว่าหน้าตา UI ของอุปกรณ์ iDevice ทั้งหมดจะมีรูปแบบที่เป็นสีขาว สะอาดตา และเรียบง่าย ซึ่งเป็นรูปแบบที่ Apple ยึดถือมาโดยตลอด แต่สาเหตุที่ทำให้มีการคาดคะเนว่า iOS 10 จะมี UI รูปแบบใหม่ให้ใช้งานในชื่อ Black Theme หรือ Dark UI นั้นมาจากจุดสังเกตของบัตรเชิญ หรือแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับงาน WWDC 2016 ของ Apple ที่มีการใช้สีดำ หรือสีน้ำเงินเข้ม เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอาจเป็นคำใบ้ได้ว่า iOS 10 จะมี UI สีดำมาให้ใช้งานด้วย

ฟีเจอร์ 3D Touch รูปแบบใหม่ที่สามารถใช้งานบริเวณใดก็ได้


แน่นอนว่าฟีเจอร์สุดเด็ด 3D Touch จะต้องถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการใช้งานได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจาก iPhone 6s และ iPhone 6s Plus นั้นสามารถใช้งานได้ในส่วนของ Peek & Pop ที่เป็นการอ่านเนื้อหาตัวอย่างก่อนเข้าไปอ่านฉบับเต็ม และถ้ากดที่แอปพลิเคชันในหน้าจอโฮมสกรีน จะเป็นการเรียกคำสั่งลัดต่างๆ ของแอปพลิเคชันนั้นๆ ขึ้นมาให้ใช้งาน

ซึ่งถ้าหาก Apple ขยายการใช้งานจริง ผู้ใช้ก็อาจสามารถกด หนัก-เบา ตรงบริเวณใดของหน้าจอก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องกดที่ลิงก์, ชื่อ, รูปภาพ หรือแอปพลิเคชัน ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

Siri API ที่อาจเปิดกว้างให้กับ Developers มากยิ่งขึ้น
ฟังก์ชันผู้ช่วยคนเก่งของ Apple อย่าง Siri ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้หลายๆ คนมาแล้ว อาจมีการเปิดระบบมากขึ้นด้วยการที่ Apple อาจเปิดตัว Siri API ที่สามารถเอื้ออำนวยให้เหล่านักพัฒนาทั้งหลายได้นำ Siri API ไปพัฒนาร่วมกับแอปพลิเคชันแบบ Third-Party เพื่อการใช้งานที่ครอบคลุมทุกๆ ความต้องการมากยิ่งขึ้น

ยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มอีกขั้น

สิ่งหนึ่งที่ Apple กล่าวกับผู้ใช้ตลอดเวลาก็คือ ความปลอดภัยในการรักษาข้อมูลของผู้ใช้คือสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ Apple ก็เพิ่งมีปัญหากับ FBI ในเรื่องการปลดล็อครหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ตัวเครื่อง iPhone 5c ของผู้ก่อการร้ายรายหนึ่ง

โดย FBI อ้างว่าสามารถปลดล็อกตัวเครื่องได้โดยไม่ต้องพึ่งพา Apple อีกด้วย ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าจากประเด็นปัญหานี้น่าจะส่งผลให้ Apple เร่งพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยให้มีความแน่นหนา และเจาะระบบได้ยากขึ้นแน่นอน

ระบบสั่งการ Gadgets ภายในบ้าน

สำหรับฟีเจอร์นี้จะเป็นการยกระดับการใช้งานสมาร์ทโฟนขึ้นไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ HomeKit ที่ช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมสิ่งต่างๆ ภายในตัวบ้านได้ เช่น การ เปิด-ปิด ไฟ, การล็อคประตู, การ เปิด-ปิด เครื่องปรับอากาศ หรือการ เปิด-ปิด โทรทัศน์ เป็นต้น

Emoji ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ตัวการ์ตูน หรือรูปต่างๆ ยังคงเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ใช้หลายคน และแน่นอนว่า Apple ก็อาจจะสร้างสรรค์ Emoji เหล่านี้ให้มีอากัปกิริยา และการแสดงออกที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงอัตลักษณ์ และสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้สนุกกับการใช้ Emoji มากขึ้น

Apple Music พลิกโฉม เปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งหมด

Apple วางแผนพัฒนาการให้บริการเพลงผ่านระบบสตรีมมิ่งในแอปพลิเคชัน Apple Music ให้มีประสิทธิภาพการใช้งานที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญคืออาจมีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมของแอปพลิเคชันนี้ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกว่าสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

App Store คลังร้านค้าแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่

นอกจากการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นๆ แล้ว Apple อาจพัฒนาร้านค้าแอปพลิเคชันอย่าง App Store ด้วยเช่นกัน ซึ่งคาดว่า Apple จะเปลี่ยนรูปแบบของ App Store ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึง และค้นหาแอปพลิเคชันได้ง่ายขึ้น และถ้าหากยังจำกันได้ App Store ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์ครั้งใหญ่มาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว ดังนั้น Apple อาจตัดสินใจเปลี่ยนดีไซน์ในปีนี้ก็เป็นได้

iOS 10 เวอร์ชัน Beta

ในปี 2015 ที่ผ่านมา Apple ได้ทำการเปิดให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดระบบปฏิบัติการiOS 9 เวอร์ชัน Beta ได้ทดลองใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ก่อนที่จะเปิดให้ดาวน์โหลดจริงในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งการเปิดให้ผู้ใช้ได้ทดลองใช้งานก่อนเช่นนี้ทำให้ทีมงานของ Apple ได้รับ feedback ต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น จึงคาดการณ์กันว่า iOS 10 ก็อาจมีการเปิดเวอร์ชัน Beta ให้ได้ทดลองใช้งานกันก่อนด้วยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ทั้งหมดข้างต้นนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันแต่อย่างใดว่าจะเป็นความจริง ทุกประการ เพราะทาง Apple จะต้องเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับสุดยอดจนกว่าจะถึงงานเปิดตัวเท่านั้นที่ เราจะได้ทราบกันจริงๆ สำหรับแฟนๆ ของ Apple ต้องอดใจรอกันอีกเพียงไม่กี่วัน งาน WWDC 2016 ก็จะเริ่มขึ้นในวันที่ 13 มิถุนายนนี้แล้ว หากมีรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างไร ทีมงานจะรีบนำมาแจ้งให้ทุกท่านทราบในทันที

ที่มา : PhoneArena