5 ค่าใช้จ่ายในวันออกรถที่คุณอาจไม่เคยรู้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รถมินิคูเปอร์  เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยซื้อรถป้ายแดงมาก่อน คงไม่ทราบว่าในวันรับรถออกจากโชว์รูมนั้น นอกจากเงินดาวน์ที่ตกลงไว้กับเซลส์แล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่คุณยังต้องเตรียมไปชำระด้วย จะมีอะไรบ้าง?

1.ค่าเบี้ยประกันภัย

     รถยนต์บางยี่ห้อไม่มีประกันภัยชั้น 1 แถมให้ลูกค้า หรืออาจมีเงื่อนไขดอกเบี้ยพิเศษที่บังคับให้ลูกค้าต้องจ่ายค่าประกันภัยเอง ซึ่งส่วนใหญ่รถป้ายแดงทุกคันจะต้องทำประกันภัยชั้น 1 ตามข้อบังคับของบริษัทไฟแนนซ์ (เว้นแต่ซื้อเงินสดก็ขึ้นอยู่กับลูกค้า) ดังนั้น คุณจะต้องกำเงินราว 2-3 หมื่นบาท สำหรับรถขนาด 1.5 ลิตร (ยิ่งรถราคาสูง เบี้ยประกันยิ่งแพง) เพื่อจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันในวันรับรถ

2.ค่าจดทะเบียน

     ค่าจดทะเบียนรถยนต์แต่ละรุ่นไม่เท่ากัน แต่ปกติศูนย์จะบวกค่าบริการเพิ่มไปนิดหน่อยให้กลายเป็นเลขกลมๆ เช่น 3,500 บาท หรือ 5,000 บาท เป็นต้น หากศูนย์ไม่ซัพพอร์ตค่าจดทะเบียนให้แล้วล่ะก็ คุณก็จำเป็นต้องเตรียมเงินจำนวนนี้ไปจ่ายด้วยเช่นกัน แต่หากใครต้องการประหยัดเงินก็สามารถนำรถไปจดทะเบียนเองได้ แต่ขั้นตอนอาจยุ่งยากสักนิด ทางที่ดียอมจ่ายเพิ่มเพื่อให้ศูนย์จัดการให้จะดีกว่า

5 ค่าใช้จ่ายในวันออกรถที่คุณอาจไม่เคยรู้

3.ค่ามัดจำป้ายแดง

     ปกติแล้วศูนย์บริการจะคิดค่ามัดจำป้ายแดงราว 2-3 พันบาท และจะจ่ายคืนให้กับลูกค้าเมื่อนำรถกลับมาเปลี่ยนเป็นป้ายดำ ทางที่ดีควรเช็คว่าป้ายแดงที่ได้รับเป็นป้ายแดงที่ถูกต้องตามกฏหมาย จะได้ไม่มีปัญหากับตำรวจเมื่อถูกตรวจสอบ

4.ค่าน้ำมัน

     รถใหม่ส่วนใหญ่จะเติมน้ำมันจากโรงงานมาให้เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่่งน้อยมากที่ศูนย์บริการจะเติมเพิ่มให้ลูกค้า ดังนั้น เมื่อขับรถออกจากศูนย์แล้ว คุณจำเป็นต้องนำรถไปเติมน้ำมันในวันที่ออกรถด้วย

5.ค่าอุปกรณ์อื่นๆ

     หากใครสั่งอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมที่ไม่รวมอยู่ในของแถม ก็จำเป็นต้องนำมาจ่ายในวันรับรถด้วย บางกรณีหากเป็นการติดตั้งเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการ คุณจำเป็นต้องจ่ายค่าอุปกรณ์นั้นเต็มจำนวนในวันรับรถ ไม่สามารถนำมารวมกับค่างวดที่ต้องชำระในแต่ละเดือนได้

     ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ อาจขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองกับเซลส์ด้วย หากสามารถร้องขอข้อใดเป็นพิเศษได้ ก็จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นด้วย

ที่มา>>>Sanook

แค้นใจ! พากิ๊กใหม่นอนบ้าน อดีต ผอ.กองช่างสกลฯ ควง 9 มม.จ่อยิงเมียดับ

อดีตผู้อำนวยการกองช่าง อบจ.สกลนคร แค้นใจเมียพากิ๊กใหม่มานอนที่บ้าน ควง 9 มม. จ่อยิงหัว 3 นัด ดับคาบ้าน ตร.ตามรวบตัวได้ทันควันขณะไปขอยืมเงินคนรู้จักในที่ทำงานเก่าเพื่อเตรียมหลบหนี

เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 6 มิ.ย. พ.ต.อ.พงศ์ปณต หนูแก้ว ผกก.สภ.นิคมน้ำอูน ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตาย ที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ม.2 บ.หนองแคน ต.นิคมน้ำอูน อ.นิคมน้ำอูน จ.สกลนคร จึงรุดไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบว่าเป็นบ้านชั้นเดียว ภายในบ้านพบศพผู้เสียชีวิตเป็นหญิง ทราบชื่อ น.ส.ชลิตฎา นาคะอินทร์ หรือ อ้อย อายุ 42 ปี สภาพศพนอนหงายจมกองเลือด มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่บริเวณด้านหลังศีรษะ กระสุนทะลุใบหน้า จำนวน 3 นัด ใกล้กันพบปลอกกระสุน ขนาด 9 มม. จำนวน 3 นัด ตกในที่เกิดเหตุ

สอบถามญาติผู้ตายทราบว่า ผู้ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้คือ นายประสิทธิ์ ยอดศรี อายุ 64 ปี ชาวบ้าน ม.2 บ.หนองแคน ต.นิคมน้ำอูน อ.นิคมน้ำอูน จ.สกลนคร ซึ่งเป็นสามีผู้ตาย และเป็นอดีตผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร หลังก่อเหตุได้ขับรถกระบะวีโก้ สีบรอนซ์ หลบหนีไป

โดยเขียนข้อความใส่กล่องกระดาษทิ้งไว้หน้าบ้าน มีข้อความว่า ผมฆ่าแล้วจะไปสักระยะ และจะกลับมามอบตัว พร้อมกับข้อความระบายความอัดอั้นในใจว่าโดนดูถูก ที่ภรรยาพาชายอื่นเข้าบ้าน

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.ชัยญัติ สายถิ่น ผู้บังคับการตำรวจภูธรสกลนคร สั่งการให้ พ.ต.อ.พิพัฒน์ มนาปี ผกก.สส.ภ.จว.สกลนคร พร้อมกำลังออกติดตามไล่ล่าจับกุมตัว โดยตั้งด่านสกัดใกล้กับเขตพื้นที่เกิดเหตุผู้ต้องหากำลังเดินลงมาจากอาคาร อบจ.สกลนคร ให้ จนท.จับกุมโดยดี

ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. มีรายงานว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีเข้ามาในเขตเทศบาลนครสกลนคร จึงได้กระจายกำลังออกติดตาม จนกระทั่งมาพบรถต้องสงสัยจอดอยู่บริเวณถนนหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร

ขณะกำลังวางแผนเพื่อเข้าทำการจับกุมนั้น ปรากฏว่าผู้ต้องหากำลังเดินลงมาจากอาคาร อบจ.สกลนคร จนท.จึงเข้าควบคุมตัวไว้ได้โดยละม่อม โดยผู้ต้องหาไม่มีอาการขัดขืน หรือต่อสู้ใดๆ

ทั้งนี้ นายประสิทธิ์ สารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุยิงภรรยาตนเองจนเสียชีวิตจริง เนื่องจากแค้นใจที่ภรรยามีชายใหม่ ตนเป็นอดีตผู้อำนวยการกองช่าง อบจ.สกลนคร ส่วนภรรยาทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง อยู่กินกันมากว่า 10 ปี โดยตนได้สร้างบ้านในที่ดินของภรรยา และทำสวนยางด้วยกัน ต่อมา 2 ปีให้หลัง ภรรยาเริ่มตีตัวออกห่างโดยอ้างว่ารำคาญ และเริ่มกีดกันตนไม่ให้เข้าบ้าน ทั้งๆ ที่บ้านหลังดังกล่าวตนเป็นคนสร้าง แต่ตนก็ยอมไปอยู่ที่อื่นเนื่องจากความรักและไว้ใจภรรยา แต่ก็ยังคงไปมาหาสู่กันอยู่บ้างตามประสาสามีภรรยาจนท.เข้าควบคุมตัวไว้โดยผู้ต้องหาไม่มีอาการขัดขืน หรือต่อสู้

ผู้ต้องหา กล่าวต่อว่า จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนระแคะระคายว่าภรรยาไปปันใจให้กับชายอื่น ซึ่งเป็นระดับ ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในเขต อ.กุดบาก และพาเข้าบ้านด้วย ตนจึงรู้สึกไม่พอใจและรู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างมาก ต่อมา จึงได้มีการพูดคุยตกลงเคลียร์ปัญหากันเพื่อจะจบกันด้วยดี โดยจะแบ่งสวนยาง รถยนต์ให้เอาเข้าไฟแนนซ์เพื่อแบ่งเงินกัน ต่อมา ตนป่วยเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคประจำตัว แต่มาทราบข่าวว่าสวนยางทั้งหมด 6 ไร่ ภรรยาจะนำไปขายเป็นเงินกว่าล้านบาท ซึ่งตนไม่ทราบเรื่อง จึงเริ่มรู้สึกโมโห รวมกับหลายเรื่องที่ถูกกระทำ

นายประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา ภรรยาได้พาผู้ชายเข้ามานอนที่บ้านจึงเกิดความคับแค้นใจ เมื่อคืนจึงนั่งคิดหาทางยุติปัญหาทั้งหมด และเขียนข้อความระบายความในใจใส่กล่องกระดาษไว้ รุ่งเช้าวันนี้จึงตัดสินใจจบปัญหาทั้งหมดโดยพกปืนไปด้วย ตั้งใจจะยิงภรรยาตนเองและผู้ชายที่อยู่ด้วยกัน เมื่อพบหน้าภรรยาด้วยแรงโทสะจึงชักปืนออกมายิงใส่ภรรยาทันที 3 นัด จนล้มฟุบจมกองเลือด ส่วนผู้ชายได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในห้องนอน ตนจึงขับรถหลบหนีออกมา ตั้งใจอยากจะหลบหนีไปสักพักแล้วกลับมามอบตัว แต่เนื่องจากไม่มีเงินติดตัวจึงได้แวะมาที่ อบจ.สกลนคร ที่เป็นที่ทำงานเก่า เพื่อมาขอยืมเงินคนรู้จักเพื่อใช้หลบหนี

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุอยู่ในกระเป๋าสีแดง วางอยู่ใต้เบาะคนขับ ยี่ห้อนอริงโก้ ทะเบียน ปน/1/2698 จำนวน 1 กระบอก ซองกระสุน 1 อัน และพบกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 16 นัด ในห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ซุกซ่อนใต้เบาะอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ยี่ห้อ นอริงโก้ ทะเบียน ปน/1/2698 จำนวน 1 กระบอก ซองกระสุน 1 อัน และพบกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 16 นัด

เบื้องต้น จนท.ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันควร ควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath