5 เคล็ดลับแก้ปัญหาพุงป่อง เมื่อมีประจำเดือน

5 เคล็ดลับแก้ปัญหาพุงป่อง เมื่อมีประจำเดือนเมื่อมีประจำเดือน หลายคนมักจะเจอกับปัญหาพุงป่อง จนทำให้แทบอยากจะร้องไห้กันเลยทีเดียว แถมหลังหมดประจำเดือน เจ้าพุงน้อยๆ ก็ไม่ยอมยุบตามลงไปอีกต่างหาก วันนี้เรามี 5 เคล็ดลับ ที่จะช่วยคุณจัดการกับปัญหาพุงป่องได้อย่างอยู่หมัดมาแนะนำกัน รับรองว่าแม้วันมีประจำเดือน หน้าท้องของคุณก็จะเรียบสวย ไม่มีไขมันหน้าท้องมากวนใจอย่างแน่นอน

1.เลี่ยงการใส่ผงชูรสในอาหาร

ผงชูรส เป็นตัวการที่ทำให้ร่างกายดูบวมและอืดมากขึ้น แถมยังรู้สึกอึดอัดเคลื่อนไหวไม่ค่อยคล่องตัวอีกด้วย เพราะฉะนั้นช่วงนี้ห้ามใส่ผงชูรสในอาหารเด็ดขาด และควรเลี่ยงขนมหรืออาหารที่มีผงชูรสเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะพวกขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย

2.ดื่มน้ำให้มากที่สุด

เพราะการดื่มน้ำน้อยจะทำให้ร่างกายเกิดการอุ้มน้ำเอาไว้ เป็นผลให้พุงป่องและร่างกายดูบวมขึ้น ดังนั้นหากคุณอยากมีหุ่นสวย พร้อมด้วยสุขภาพที่ดีล่ะก็ ควรดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อย 2 ลิตรขึ้นไป เมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ กลไกต่างๆ ก็จะทำงานตามปกติ จึงไม่ทำให้พุงป่องนั่นเอง3.เลี่ยงเมนูทอด หรือเมนูที่มีน้ำมัน

ช่วงมีประจำเดือน เป็นช่วงที่พุงป่องได้ง่ายอยู่แล้ว ดังนั้นหากยิ่งทานอาหารที่มีน้ำมันเยิ้มเข้าไปอีก ก็จะทำให้พุงป่องได้ง่ายกว่าเดิม เพราะไขมันถูกย่อยสลายออกมาไม่ทัน จึงไปสะสมอยู่ที่ลำไส้และทำให้พุงป่องได้นั่นเอง แถมไม่แน่นะ ไขมันเหล่านั้นอาจถูกนำไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนทำให้เกิดเซลลูไลท์อีกด้วย

4.ลดการกินเค็มลงหน่อย

ความเค็มก็เหมือนกับผงชูรสที่เป็นสาเหตุให้พุงป่องขึ้น แต่การจะงดกินเค็มซะเลย ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณในอนาคตได้ ดังนั้นแนะนำให้แค่ลดการกินเค็มก็พอ เพราะแค่กินเค็มน้อยลง ก็ไม่ทำให้พุงป่องขึ้นมาแล้ว แถมดีต่อสุขภาพ ห่างไกลจากโรคร้ายอย่างโรคไตด้วย

5.เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ

ช่วงมีประจำเดือน อาจจะออกกำลังกายไม่ค่อยสะดวกนัก แต่คุณสามารถใช้วิธีการเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ เพื่อเผาผลาญไขมันในร่างกาย และป้องกันไม่ให้พุงป่องได้เหมือนกัน ซึ่งทำได้ด้วยการ เดินเร็ว ทำงานบ้านจุกจิกทั้งวัน เล่นโยคะ เป็นต้น

แค่ทำตาม 5 เคล็ดลับนี้ ปัญหาพุงป่องเมื่อมีประจำเดือนก็จะหมดไป โดยไม่ต้องกังวลเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นใครที่มักจะต้องเจอกับปัญหานี้เป็นประจำเมื่อมีรอบเดือน ก็ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กันดู และทีสำคัญอย่าลืมควมคุมอาหารเพื่อผลลัพธ์ที่น่าพอยิ่งขึ้นด้วย

ที่มา>>>Sanook

งดแป้ง งดไขมัน งดมื้อเย็น ทำไมยังอ้วน?

งดแป้ง งดไขมัน งดมื้อเย็น ทำไมยังอ้วน?

3 วิธียอดฮิตของใครหลายๆ คนที่อยากผอม คงหนีไม่พ้นการงดแป้ง งดไขมัน และงดมื้อเย็น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดี และใครๆ ก็แนะนำให้ทำแบบนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนที่ทำตามวิธีดังกล่าว นอกจากน้ำหนักจะไม่ลดอย่างที่ใจหวังแล้ว ยังอาจน้ำหนักเพิ่มขึ้นก่อนที่จะตั้งใจลดความอ้วนเสียอีก หรือที่เรียกกันว่า “โยโย่เอฟเฟกต์” นั่นเอง

แท้ที่จริงแล้ว 3 วิธีสุดฮิตดังกล่าว ไม่ใช่วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้องเลย เพราะอะไร ลองมาดูกัน

1. งดแป้ง

บางคนงดแป้งโดยเด็ดขาด ถึงขั้นตัดอาหารเหล่านี้ออกจากร่างกายในทุกมื้อ เกาเหลาผักล้วนไม่ใส่กระเทียมเจียว ส้มตำ หรือสลัดผักล้วนทุกวัน กินวนไปเรื่อยๆ แบบนี้ ทำให้ร่ายกายเริ่มรู้สึกว่ากำลังขาดสารอาหาร และบังคับให้ร่างกายอยากหาของหวานมาทานโดยด่วนๆ เพราะร่างกายกลัวว่าเราจะขาดสารอาหาร เป็นเหตุให้ใครหลายคนที่งดแป้งไปสักพัก เกิดความอยากอาหารหวาน ขนมหวานๆ น้ำหวานๆ แบบหน้ามืดตามัว จนเผลอทานเยอะเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ พลังงานเหลือมาสะสมไว้ที่พุง ที่ก้น และต้นขาของเรานี่แหละ

เหตุที่ร่างกายเลือกโหยหาน้ำตาลด่วนๆ ในช่วงที่ร่างกายคิดว่าตัวเองกำลังจะขาดแคลนแป้งนั้น เพราะน้ำตาลสามารถให้พลังงานกับร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง แต่เพราะการดูดซึมได้เร็ว หากทานเยอะก็จะทำพลังงานที่ได้ไปใช้ไม่ทัน พลังงานที่เหลือจะถูกนำไปสะสม แต่สักพักเราก็จะหิวโหยใหม่ เพราะพลังงานที่เหลือนั้นนำไปสะสมอยู่ในชั้นไขมันหนาๆ ของเราไปแล้วนั่นเอง

วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือ ไม่ให้งดแป้ง แต่ให้ลดการทานแป้งขัดสี พวกแป้งขาวๆ ผ่านการแปรรูปแล้วทั้งหลาย ไล่ไปตั้งแต่ข้าวขาว น้ำตาลทรายขาว ขนมปังขาว น้ำหวาน น้ำเชื่อม ผลไม้รสหวานจัด ขนมหวานต่างๆ กะทิ ขนมจากเบเกอรี่ เช่น เค้ก โดนัท ครัวซอง ขนมปังไส้กรอก เป็นต้น โดยหันมาเลือกทานแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขนมปังโฮลวีท น้ำตาลที่ไม่ขัดสี น้ำผึ้ง เผือก มัน เป็นต้น

2. งดไขมัน

นี่เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่ถูกคาดโทษว่าเป็นต้นเหตุของไขมันส่วนเกินทั้งหมดของร่างกาย ทั้งที่จริงแล้วบางคนที่ไม่ชอบทานอาหารมันๆ ก็อ้วนได้เพราะแป้ง และน้ำตาลนั่นแหละ ไม่ได้เกี่ยวกับไขมันเลย แต่ถึงกระนั้นไขมันเป็นต้นเหตุของไขมันส่วนเกินร่างกายได้เหมือนกัน แถมยังเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ ไขมันพอกตับ เป็นต้น

ดังนั้น เหมือนกันกับแป้ง วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือไม่ได้ให้งด และให้ลดไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย นั่นคือไขมันทรานส์นั่นเอง ไขมันทรานส์ ได้แก่ เนย เนยเทียม มาการีน น้ำมันหมูที่ใช้ทอดอาหารซ้ำๆ และไขมันที่มาจากสัตว์ (ไขมันจากสัตว์กลายเป็นไขมันทรานส์ได้หากผ่านการทอดนานๆ)

ไขมันที่ควรทาน เพราะดีต่อสุขภาพ ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน (ใช้ในกรณีผัดอาหารเร็วๆ ในปริมาณไม่มาก) รวมไปถึงไขมันที่ได้จากน้ำมันปลา เป็นต้น

(อ่านเรื่อง “ต้ม ผัด แกง ทอด ใช้ “น้ำมัน” แบบไหนดีต่อสุขภาพที่สุด?” ได้ที่นี่)

3. งดอาหารเย็น

ถึงแม้ว่าช่วงเย็นหลายๆ คนจะบอกว่าเป็นช่วงที่ใช้พลังงานน้อยกว่าช่วงอื่นๆ ของวัน ดังนั้นไม่ทานก็ได้ แต่อย่าลืมว่าหากคุณงดทานอาหารมื้อเย็น หรือกฎเหล็ก (แบบปลอมๆ) ของใครหลายคน คือ ไม่ทานอะไรหลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป เท่ากับว่ากว่าจะถึงเช้า ท้องเราจะว่างแบบไม่มีอะไรให้ย่อยเลยไปจนถึงเช้าของอีกวัน รวมๆ แล้วนานถึง 12-14 ชั่วโมงเลยทีเดียว นานใช่ไหมล่ะ ถ้าเปลี่ยนเวลาช่วงนี้มาเป็นตอนกลางวัน รับรองว่าเราต้องผิวจัดจนหน้ามืดตาลาย ทำงานไม่ได้แน่นอน

ดังนั้นการงดอาหารเย็นจึงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องอีกเช่นกัน อาหารคล้ายๆ กับคนที่งดแป้ง คือร่างกายคิดว่าเราจะเข้าสู่ภาวะขาดสารอาหาร หรือภาวะอดอาหาร เมื่อเข้าสู่ช่วงกิน เราจะมีความรู้สึกหิวโหยหนักมากกว่าปกติ เพราะร่างกายต้องการพลังงานเข้ามาสะสมในร่างกายมากขึ้น ใครทนไม่ได้ก็เผลอกินหนัก ใครทนไหวก็ก็ทนไปจนน้ำหนักลดลงเรื่อยๆ แต่พอถึงช่วงหนึ่งที่เราพอใจกับน้ำหนักแล้วเราหันมาทานเหมือนเดิม น้ำหนักก็พุ่งขึ้น เพราะหมดช่วงตุนพลังงานแล้วนั่นเอง

วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือ ทานหลายๆ มื้อเล็กๆ จะซอยเป็น 4 หรือ 6 มื้อก็ได้ อย่าให้ร่างกายรู้สึกขาดสารอาหารจนหิวโหย ให้ร่างกายรู้สึกอิ่มตลอดเวลา ไม่ได้อยู่ในภาวะอดอยาก ทำให้ความอยากอาหารลดลง โดยเฉพาะความอยากน้ำตาล และของหวาน ก็จะลดลงไปด้วย

หวังว่าเพื่อนๆ จะคุมอาหารได้อย่างถูกต้องนะคะ อย่าลืมว่าคุมอาหารแล้ว ต้องควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วย ถึงจะเป็นวิธีลดความอ้วนอย่างได้ผล และถาวรค่ะ

ที่มา>>>Sanook