Toyota VITZ ปรับปรุงใหม่ ครั้งแรกกับเครื่องยนต์ Hybrid

Toyota VITZ ปรับปรุงใหม่ ครั้งแรกกับเครื่องยนต์ Hybrid     ในวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา บริษัท Toyota Motor ได้ออกมาประกาศถึงการเปิดตัว VITZ รุ่นปรับปรุงใหม่กับเครื่องยนต์ Hybrid

     VITZ ในสเปกยุโรปได้มีการใช้เครื่องยนต์แบบ Hybrid มาอยู่แล้ว แต่ในส่วนของสเปกภายในประเทศญี่ปุ่นนั้น ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกกับเครื่องยนต์ Hybrid103     สำหรับระบบ Hybrid นั้นจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ โดยให้แรงม้าสูงสุด 74 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 11.3 kgm ส่วนของมอเตอร์ให้แรงม้าสูงสุด 61 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 17.2 kgm แล้วเมื่อขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ร่วมกับมอเตอร์จะให้กำลังแรงม้าสูงสุด 100 แรงม้า ซึ่งในจุดนี้ได้มีการปรับปรุงระบบการจัดการของเครื่องยนต์ มอเตอร์ และอินเวอเตอร์102     ส่วนของแบตเตอรี่สำหรับ Hybrid ใช้เป็นแบบ Nickel-Metal Hydride มีการติดตั้งอยู่บริเวณด้านใต้ของเบาะที่นั่งด้านหลัง ดังนั้นจึงรับประกันในเรื่องของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์แบบ Hybrid หรือธรรมดาก็มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายกว้างไม่ต่างกัน104     ส่วนของอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน JC08 Mode ก็ถือว่าอยู่ระดับที่ดีด้วยตัวเลขที่ทำได้ 34.4 km/l ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับส่วนลดของภาษีลง โดยเป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษลดลง 75% ของปี 2005 และในปี 2020 ที่จะดีกว่ามาตรฐานอีก 20%


“สำหรับชาวอ่างทอง ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ อ่างทอง ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO อ่างทอง ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

10 ไอเท็มที่ควรมีไว้ติดรถ รับรองว่าต้องได้ใช้แน่นอน..!

10 ไอเท็มที่ควรมีไว้ติดรถ รับรองว่าต้องได้ใช้แน่นอน..!     คนใช้รถทุกวันคงรู้ดีว่า การขับรถไปสถานที่ไกลๆ หรือที่ที่ไม่คุ้นเคย อาจต้องพบเจอกับอุบัติเหตุหรือปัญหาที่ไม่คาดคิดล่วงหน้าได้ ดังนั้น จึงขอแนะนำ 10 ไอเท็มที่ควรมีไว้ติดรถ รับรองว่ามีประโยชน์มหาศาลเมื่อถึงยามจำเป็น

1.กรมธรรม์ประกันภัย-พ.ร.บ.

     ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ทุกครั้งที่ต่อประกันรถยนต์หรือพ.ร.บ. คุณได้เก็บเอกสารสำคัญต่างๆเหล่านั้นไว้ในรถเรียบร้อยแล้ว เพราะยามเกิดอุบัติเหตุจริง คุณจำเป็นต้องใช้เอกสารเหล่านี้เพื่อประโยชน์ในการเคลมประกัน หรือแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

2.คู่มือรถยนต์

     แม้ว่าคุณจะขับรถจนเชี่ยวชาญแล้ว แต่รถรุ่นใหม่ๆ มักมีฟังก์ชั่นเพิ่มขึ้นเสมอ ดังนั้น จึงควรติดเล่มคู่มือรถยนต์เอาไว้ในรถเสมอ เผื่อกรณีที่ใช้งานอุปกรณ์ใดไม่เป็น หรือรถยนต์มีอาการประหลาดที่ไม่เคยเจอมาก่อน จะได้นำคู่มือมาอ้างอิงได้ รวมถึงเป็นประโยชน์ในกรณีต้องนำรถเข้าอู่นอก ที่ช่างอาจไม่มีความรู้ความเข้าใจในสเป็คของรถแต่ละรุ่น

3.ชุดปฐมพยายาลเบื้องต้น

     ในรถยุโรปหรูแทบทุกคันจะถูกติดตั้งชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาให้ ซึ่งภายในกล่องจะประกอบด้วย กรรไกร, ผ้าก็อซ, พลาสเตอร์ปิดแผล, ยาทำแผล เป็นต้น ซึ่งรถญี่ปุ่นที่ไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้มาให้ สามารถหาซื้อแบบชุดสำเร็จรูปติดท้ายรถไว้ได้เช่นกัน จะซ่อนไว้กับยางอะไหล่ก็ดี

4.ชุดปะยางฉุกเฉิน

     แม้ว่ารถทุกคันจะมียางอะไหล่ หรือ ติดตั้งยางแบบรันแฟลตมาให้อยู่แล้ว แต่บางครั้งจะสะดวกกว่าถ้ามีชุดปะยางฉุกเฉิน เพราะสามารถซ่อมยางได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องใช้แรงถอด-ยกล้อให้วุ่นวาย แต่อย่าลืมว่าต้องมีชุดปั๊มลมสำหรับเติมลมยางติดไว้ด้วยนะครับ

5.สายชาร์จโทรศัพท์มือถือ

เมื่อโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สายชาร์จมือถือก็เช่นเดียวกัน การเสียบสายชาร์จผ่านพอร์ต USB สามารถทำได้ แต่อาจช้ากว่าการชาร์จด้วยปลั๊กไฟบ้านมาก ทางที่ดีควรใช้หัวชาร์จแบบเสียบปลั๊ก 12 โวลต์ จะช่วยให้แบตเตอรี่เต็มเร็วขึ้น100

6.ลูกอม-น้ำดื่ม

     ใครที่ใช้รถเดินทางไกลเป็นประจำ ควรพกลูกอมและน้ำดื่มติดรถไว้ด้วย จะพอช่วยให้หายจากอาการง่วงซึมได้บ้าง ซึ่งน้ำดื่มยังมีประโยชน์ในกรณีฉุกเฉิน เช่น หม้อน้ำแห้ง, น้ำล้างกระจกหมด เป็นต้น

7.ป้ายสะท้อนแสง-เสื้อสะท้อนแสง

     ป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งมาให้ในรถยุโรปหลายรุ่น ใช้ในกรณีที่รถเสียหรืออุบัติเหตุยามค่ำคืน ป้ายดังกล่าวจะช่วยสะท้อนแสงเพื่อเตือนรถที่วิ่งมาด้านหลังได้ และจะดีกว่านั้นหากมีเสื้อกั๊กสะท้อนแสงติดรถไว้เพื่อสวมใส่ด้วย จะช่วยให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

8.สายพ่วงแบตเตอรี่

     แบตเตอรี่รถส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 1-2 ปีแล้วแต่รุ่นรถ บางครั้งอาจไม่รู้ล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าแบตอ่อนเกินไปที่จะสตาร์ทเครื่องยนต์ ดังนั้น จึงควรติดสายพ่วงแบตเตอรี่ไว้อยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องใช้เอง ก็ยังสามารถใช้เพื่อช่วยเหลือรถคันอื่นได้ด้วย

9.สายลากรถ

     สายลากรถเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ควรมีไว้ติดรถ โดยเฉพาะรถเก่าที่มีปัญหาจุกจิกบ่อยครั้ง

10.ทิชชู่-ทิชชู่เปียก

     ชีวิตประจำวันของเราต้องใช้กระดาษทิชชู่ทุกวันอยู่แล้ว ดังนั้น จึงควรมีสิ่งนี้ติดรถไว้ด้วย รับรองว่าต้องได้ใช้อย่างแน่นอน

ที่มา>>>Sanook

15 สิ่งที่ควรเช็คให้ดีเมื่อรถหมดประกัน 1 แสนกิโลเมตร

15 สิ่งที่ควรเช็คให้ดีเมื่อรถหมดประกัน 1 แสนกิโลเมตร     รถใหม่ป้ายแดงส่วนใหญ่จะมาพร้อมการรับประกันคุณภาพ (Warranty) 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร หรือรถบางคันอาจครอบคลุมยาวถึง 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แต่ถึงอย่างไร เราก็มักใช้รถกันจนหมดประกันอยู่ดี แล้วแบบนี้จะมีจุดใดที่ต้องเช็คเป็นพิเศษบ้างเมื่อรถหมดประกัน?

    ขอแนะนำ 15 ที่ควรตรวจเช็คเป็นพิเศษเมื่อรถหมดประกัน ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะยังคงนำรถเข้าศูนย์หรือเปลี่ยนไปใช้อู่นอกก็ตาม1.ไฟส่องสว่าง

     ควรเช็คไฟส่องสว่างรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าหรือไฟท้าย หากพบว่ามีหลอดใดหลอดหนึ่งขาดควรรีบเปลี่ยนทันที แต่หากเป็นไฟแบบ LED อาจต้องซื้อทั้งชุดมาเปลี่ยนแทน

2.ยาง

     ปกติยางรถยนต์จะสามารถใช้งานได้ราว 50,000 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย ถ้าไม่ติดว่ายางเสียงดังหรือมีรอยรั่วมา และอาจยืดอายุได้ถึง 70,000 – 100,000 กิโลเมตร ถ้ายังคงมีดอกยางสำหรับรีดน้ำและไม่มีรอยปริของเนื้อยาง อย่างไรก็ดี สำหรับรถที่ใช้งานตามปกติและยังไม่เคยเปลี่ยนยางในช่วง 3 ปี ก็ควรมองหายางใหม่เปลี่ยนได้แล้ว

3.แบตเตอรี่

     แบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานราว 2 ปี หรือน้อยกว่านั้น ดังนั้น เมื่อพ้นระยะรับประกันก็ควรเช็คสภาพแบตเตอรี่ได้แล้ว ว่ายังมีประสิทธิภาพการเก็บไฟเหมือนเดิมหรือไม่

4.สีตัวถัง

     รถที่ไม่เคยถูกชนหนักมา จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องของสนิม แต่สีอาจไม่สดเหมือนสมัยป้ายแดง หากมีเวลาก็ลองเอารถไปขัดเคลือบสีดูบ้าง จะทำให้รถดูใหม่น่าใช้มากขึ้น

5.ระบบเบรก

     ระบบเบรกประกอบด้วย 3 ส่วนหลักที่ต้องตรวจเช็ค ได้แก่ ผ้าเบรก, น้ำมันเบรก และจานเบรก ซึ่งล้วนแต่ส่งผลเรื่องความปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง หากเหยียบเบรกแล้วมีเสียงเอี๊ยด นั่นก็แปลว่าถึงเวลาจะต้องเปลี่ยนผ้าเบรกได้แล้ว อย่าปล่อยให้ลามไปกินเนื้อจานเบรก เพราะราคาจานเบรกแพงกว่าผ้าเบรกอีกหลายเท่าตัว

6.ไส้กรองแอร์
   ปกติไส้กรองแอร์ควรเปลี่ยนทุก 20,000 กิโลเมตร ดังนั้น เมื่อครบระยะหนึ่งแสนโล ก็ควรจับเปลี่ยนอีกครั้ง เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของคนที่ต้องใช้รถทุกวัน

7.ไส้กรองอากาศ

     ไส้กรองอากาศมีผลต่อการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ หากไส้กรองมีสิ่งสกปรกอุดตัน อาจส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานไม่เต็มที่ ซึ่งปกติไส้กรองอากาศควรเปลี่ยนทุก 30,000 กิโลเมตร

8.ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง

     ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งเบนซินและดีเซล มีหน้าที่ดักจับสิ่งสกปรกที่มากับน้ำมัน รวมถึงน้ำที่เจือปนอยู่ โดยปกติจะเปลี่ยนทุก 2 ปีหรือราว 40,000 กิโลเมตร

9.น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ (ถ้ามี)

     ถ้าเป็นรถรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า จะไม่มีกระปุกน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ จึงตัดการดูแลส่วนนี้ไปได้ แต่รถคันนี้ที่ยังต้องใช้น้ำมันชนิดนี้อยู่ ก็ควรเปลี่ยนเมื่อน้ำมันเสื่อมสภาพ ซึ่งอาจเปลี่ยนที่ระยะ 40,000 หรือ 1 แสนกิโลเมตรแล้วแต่รุ่นรถ

10.หัวเทียน

     หัวเทียนควรเปลี่ยนทุกระยะประมาณ 40,000 กิโลเมตร แล้วแต่ชนิดของหัวเทียน หากพบว่าเร่งแล้วมีอาการเครื่องสะดุด เดินไม่เรียบ อาจมีอาการมาจากหัวเทียนก็เป็นได้

11.ลิ้นปีกผีเสื้อ

     ลิ้นปีกผีเสื้อควรทำการล้างทุกๆ 100,000 กิโลเมตร เนื่องจากสิ่งสกปรกที่อุดตันอาจทำให้รอบเครื่องไม่นิ่ง เร่งสูงบ้างต่ำบ้าง สามารถหาอู่นอกที่รับทำได้มากมาย

12.น้ำมันเครื่อง

     ปกติเราเปลี่ยนน้ำมันเครื่องกันทุกๆ 10,000 กิโลเมตรบวกลบอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อรถพ้นระยะรับประกัน คุณผู้อ่านก็ยังคงต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นประจำอยู่ดี แต่อาจลองเข้าอู่นอกดูบ้าง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงจากเดิมได้

13.สายพาน

     สายพานต่างๆ เช่น สายพานไทม์มิ่ง สายพานหน้าเครื่อง จะมีระยะเวลาการเปลี่ยนอยู่แล้ว หากพ้น 1 แสนโลเป็นต้นไป และยังไม่เคยทำการเปลี่ยน ก็ลองเช็คให้ดีว่าสายพานยังคงตึง ไม่ขาด หากพบว่าสึกหรอก็ควรรีบเปลี่ยนทันที

14.ยางแท่นเครื่อง

     ยางแท่นเครื่องเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่เป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมต่อเครื่องยนต์และตัวถังรถเข้าไว้ด้วยกัน ยางแท่นเครื่องที่เสื่อมสภาพจะทำให้รถสั่นขณะเร่งเครื่อง มีเสียงรบกวนเข้ามามากกว่าปกติ ตัวถังสั่น หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว

15.ยางขอบประตู

     รถที่ใช้ไปนานๆ ยางขอบประตูจะมีการเสื่อมสภาพจนทำให้มีเสียงเล็ดลอดจากภายนอกเข้ามาได้ หากทนไม่ไหวจริงๆให้จับเปลี่ยนยางขอบประตูเหล่านี้ จะช่วยลดเสียงรบกวนลงได้ครับ


“สำหรับชาวระนอง ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ระนอง ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ระนอง ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

Samsung ประเทศไทย พร้อมส่งมอบ Samsung Galaxy Note 7 วันที่ 30 พฤศจิกายน พร้อมของแถมจัดหนัก

Samsung ประเทศไทย พร้อมส่งมอบ Samsung Galaxy Note 7 วันที่ 30 พฤศจิกายน พร้อมของแถมจัดหนัก

    ก่อนหน้านี้ Samsung ได้ส่งเครื่อง Galaxy Note 7 ล็อตแรกกลับไปยังประเทศเกาหลีแล้ว ทำให้หลายคนรอคอยว่า Samsung Galaxy Note 7 ล็อตใหม่จะมาถึงเมืองไทยเมื่อไหร่ ซึ่งจากจดหมายข้างล่างนี้ Samsung ประเทศไทยเปิดเผยว่า Galaxy Note 7 จะเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย 30 พฤศจิกายน นี้

และสำหรับคนที่จอง Pre-Order จะได้ของแถมเพิ่มดังนี้

  • หูฟังไร้สาย Samsung Level Active ราคา 2,990 บาท
  • Samsung Galaxy Note 7 Value Pack ราคา 3,190 บาท
  • เคส Backpack Battery ราคา 2,590 บาท
  • ส่วนลดค่าเครื่องอีก 2,000 บาท
  • รวมไปถึงคนที่ใช้ Galaxy Note 1 – 5 สามารถกด Galaxy Gift รับสิทธิ์ประกันจอแตกได้
     สำหรับคนที่ต้องการยกเลิกจองสามารถติดต่อร้านค้าที่ซื้อได้ภายในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ สามารถรับเงินคืนพร้อมรับบัตรกำนัลอีก 2,000 บาท

นอกจากนี้ Samsung Galaxy Note 7 ล็อตใหม่ที่จะเข้าประเทศไทยมีข้อสังเกตได้ง่ายคือ ด้านหลังจะไม่มีคำว่า DUOS พร้อมกับสถานะแบตเตอรี่เป็นสีเขียว รวมถึงสัญญาลักษณ์ของกล้องตามภาพนี้

โดย Samsung กำลังเร่งผลิตเครื่อง Galaxy Note 7 ใหม่ เพื่อให้สามารถส่งมอบเครื่องทั่วโลกโดยเร็วที่สุด ส่วนสำหรับเครื่องวางจำหน่าย ในประเทศไทย อาจจะเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการประมาณ สิ้นปีนี้ หรือ ต้นปีหน้า หากทราบแล้วจะแจ้งกันให้ทราบต่อไป

ที่มา : ข่าวประชาสัมพันธ์ Samsung