5 เคล็ดลับผิวหน้าเนียนนุ่มเด้งแบบสาวญี่ปุ่นด้วยวิธีธรรมชาติ

5 เคล็ดลับผิวหน้าเนียนนุ่มเด้งแบบสาวญี่ปุ่นด้วยวิธีธรรมชาติ     เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นความเป็นญี่ปุ่นอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา ภาพยนตร์ หรือซีรีส์ญี่ปุ่น และในสื่อเหล่านี้เราก็มักจะเป็นสาวๆ ญี่ปุ่นหน้าใส ผิวดูเนียนนุ่มเด้งทะลุจอออกมาทีเดียว

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนก็คงอยากมีผิวหน้าเนียนนุ่มเด้งดูคาวาอี้แบบนั้น เราเลยเอาเคล็ดลับหน้าใสจากธรรมชาติง่ายๆ มาบอกต่อกันจ้า

1. ผิวหน้าขาวใสด้วยน้ำผึ้ง     น้ำผึ้งมีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื่นตามธรรมชาติ และมีเอนไซม์ที่ช่วยป้องกันแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการเกิดสิว วิธีใช้แค่พอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ก็จะได้ผิวหน้าที่สะอาดใสแล้ว

ส่วนใครที่อยากจะกำจัดสิวเสี้ยน ต้นเหตุที่ทำให้หน้าไม่เนียน ก็ผสมน้ำผึ้งกับโจโจบาออยล์หรือน้ำมันมะพร้าว จากนั้นนำไปทาหน้า นวดเบาๆ เป็นวงกลม ยกเว้นรอบดวงตา และล้างออกด้วยน้ำอุ่น หรือจะผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ กับเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำมานวดหน้าเบาๆ เป็นวงกลม ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ช่วยให้ใบหน้ากระจ่างใส

2. ผิวหน้าเนียนนุ่มด้วยโยเกิร์ต     โยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่ช่วยละลายเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวที่อ่อนโยน ฟื้นบำรุงผิวและช่วยให้ผิวนุ่ม รวมทั้งป้องกันสิวและลดริ้วรอยด้วย เคล็ดลับความสวยนี้ก็ไม่ยาก แค่ใช้โยเกิร์ตประมาณ 2 – 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับมะนาว 1 ซีก แล้วนำไปพอกหน้าสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ก็สวยแล้ว

 3. สครับบ์ธรรมชาติด้วยกาแฟ     หลังจากที่เราดื่มกาแฟ จะเหลือกากกาแฟกลิ่นหอมๆ อยู่ อย่าเพิ่งทิ้งนะ เพราะว่ากากกาแฟสามารถแปลงร่างเป็นสครับบ์สำหรับนวดหน้าได้

เพียงผสมกากกาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมันธรรมชาติที่คุณชอบ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันอัลมอนด์ 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นก็นำมานวดเบาๆ บนใบหน้า และล้างออกด้วยน้ำอุ่น เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผิวหน้าสะอาดใส แถมยังนุ่มอีกด้วย

4. ผิวหน้าชุ่มชื่นด้วยน้ำมันมะพร้าว     รู้หรือไม่ว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ชั้นเลิศที่เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแห้ง เพียงทาที่มือหรือใบหน้าทุกวัน วันละ 1 – 2 ครั้ง ผิวก็จะไม่แห้งหรือลอกเป็นขุย

ยิ่งกว่านั้น น้ำมันมะพร้าวยังสามารถใช้ล้างเครื่องสำอาง แถมยังไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวในส่วนที่บอบบางด้วย เพราะไม่มีสารเคมีเจือปน แค่ใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าวและนำมาซับที่ใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อนๆ น้ำมันมะพร้าวจะช่วยชำระล้างเครื่องสำอางส่วนใหญ่ออกไป

นอกจากนี้ ยังสามารถล้างมาสคาราและอายไลน์เนอร์ได้ โดยใช้สำลีแผ่นชุบน้ำมันมะพร้าวและนำมาแปะที่ตา ทิ้งไว้ประมาณ 2 – 3 นาที แล้วเช็ดออก หมดปัญหารูขุมขนอุดตันจนเกิดสิวไปเลย

5. ผิวหน้านุ่มเด้งและสดชื่นด้วย Biore Cleansing Milk
     สำหรับสาวๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลผิวหน้ามากนัก แต่อยากมีใบหน้าเนียนนุ่มเด้งแนะนำ Biore Cleansing Milk สูตรใหม่ โลชั่นน้ำนมสำหรับล้างทำความสะอาดเครื่องสำอาง ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เป็นคลีนซิ่งแล้ว ยังช่วยถนอมผิวหน้าของคุณให้นุ่มเด้ง สดชื่น เบาสบายด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

5 ตัวการทำผิวแห้งที่คุณอาจนึกไม่ถึง

5 ตัวการทำผิวแห้งที่คุณอาจนึกไม่ถึง

ด้วยสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ทำให้ปัจจัยที่ส่งผลให้ผิวของคุณเสียเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของผิวแห้งแตกเป็นขุย ที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ยิ่งในสภาพอากาศแบบนี้ด้วยแล้วล่ะก็ ถ้าไม่ระวังในการเลือกของหรือปฏิบัติตัวบางอย่างแล้วล่ะก็ อาจจะทำให้ผิวของเราแห้งเสียกันง่ายๆ เลย เพราะหลายๆ สิ่งที่ทำให้ผิวของคุณแห้งเสียเกิดจากสาเหตุบางอย่างที่ผู้หญิงอย่างเราอาจไม่ได้ระวัง

จะเป็นอะไรกันบ้างนั้น มาลองดูกันเลย

– สบู่ที่มีคุณสมบัติแอนตี้แบคทีเรียหรือสบู่ระงับกลิ่นตัว
หลายๆ ครั้งที่ผู้หญิงอย่างเรามักจะชอบเลือกอะไรที่ทำให้รู้สึกสะอาดกว่าทั่วไปเสมอๆ อย่างพวกอะไรที่บอกว่า “Anti-
Bacteria” หรือช่วยระงับกลิ่นกายรู้ไว้เลยว่าเจ้าส่วนผสมที่ทำให้เรารู้สึกว่าอาบแล้วสะอาดกว่านี่ล่ะ เป็นตัวการที่ทำให้ผิวแห้งได้ง่ายๆ เลย เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงเจ้าโปรดักต์เหล่านี้ในหน้าหนาวนี้ด้วยนะ

– การว่ายน้ำ
อาจจะเป็นข่าวร้ายอยู่สักหน่อยสำหรับสาวๆ ที่รักในการออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ แต่อย่าลืมว่าสารเคมีอย่างคลอรีนที่อยู่ในสระน้ำนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่พรากเอาความชุ่มชื้นของผิวไปจากคุณอย่างง่ายดาย
หรือใครที่คิดว่าถ้าอย่างนั้นเราว่ายน้ำทะเลน่าจะดีกว่า อยากบอกว่านั่นก็ไม่ใช่ทางออกเหมือนกัน เพราะความเค็มเป็นสิ่งที่ทำให้ผิวแห้งและส่งผลเสียในระยะยาวยิ่งกว่าว่ายน้ำในสระเสียอีก

 – ต้องเดินทางด้วยเครื่องบินบ่อยๆ
เพราะอากาศบนเครื่องบินนั้นไม่ได้ถ่ายเท หรือไม่มีแรงดันที่เป็นปกติเหมือนสภาพอากาศภาคพื้นที่เราอยู่กัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุของผิวแห้ง ดังนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำสาวๆ ให้พกโลชั่นเอาไว้สำหรับเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวตลอดการเดินทาง

 – ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เชื่อว่าสาวๆ นักดื่มหลายคนต้องเคยสังเกตตัวเองแน่นอนว่าหลังจากคืนที่ต้องดื่มหนักๆ คุณจะรู้สึกกระหายน้ำมากกว่าปกติ นั่นก็เพราะว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นมีผลทำให้ร่างกายของคุณรู้สึกขาดน้ำ และส่งผลกระทบต่อผิวของคุณเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ตามมาอีกทอด
ดูได้ง่ายๆ ว่าตอนเช้าที่ตื่นมาคุณจะเห็นผิวหน้าของตัวเองที่ไม่สดใสเหมือนเคย นั่นล่ะ! ผลของการดื่มซึ่งมีผลต่อสุขภาพผิวในระยะยาวด้วย

– อาบน้ำอุ่น
แม้ว่าในฤดูหนาวแบบนี้ การอาบน้ำอุ่นจะเป็นอะไรที่ฟินสุดๆ แต่รู้หรือไม่ว่าการอาบน้ำอุ่นนานเกินไป จะทำให้ผิวแห้ง แตกลอก ระคายเคือง และรูขุมขนกว้างขึ้น เพราะน้ำอุ่นจะชะล้างน้ำมันบนผิวออกไป ทางที่ดี ถ้าอยากอาบน้ำอุ่น ควรใช้เวลาอาบเพียง 10 – 15 นาทีเท่านั้น แล้วหลังจากอาบน้ำอุ่นเสร็จก็ควรอาบน้ำเย็นซ้ำอีกครั้งเพื่อปิดรูขุมขน และทาโลชั่นบำรุงผิวหลังอาบน้ำ เพื่อคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว

เห็นไหมว่าสิ่งที่เราบอกแต่ละอย่าง หลายๆ คนอาจจะไม่เคยคาดคิดถึงผลเสียต่อผิวเลย ดังนั้น ถ้าหลีกเลี่ยงบางปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ สาวๆ ควรมีตัวช่วยที่เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง อย่างการใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันอโวคาโด ที่มีคุณสมบัติช่วยเติมและล็อกความชุ่มชื้นเอาไว้ได้ในชั้นผิว ทำให้ยังสามารถเก็บรักษาความชุ่มชื้นและสารบำรุงต่างๆเอาไว้ได้ตลอดวัน อย่างเช่นนีเวีย บอดี้ มิลค์ โลชั่นเนื้อน้ำนมที่เราใช้แล้วติดใจจนอยากบอกต่อ

นีเวีย บอดี้ มิลค์ แตกต่างกับบอดี้โลชั่นแบบธรรมดาตรงที่สามารถเข้าฟื้นบำรุงผิวแห้งและมอบความชุ่มชื้นแก่ผิวอย่างล้ำลึก ดังนั้นแค่เรารู้จักเลือกใช้โลชั่นบำรุงผิวที่ช่วยปกป้องผิวไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น…คราวนี้ไม่ว่าจะต้องเจอกิจกรรมแบบไหนหรือต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่พรากความชุ่มชื้นของผิวไป ก็สามารถคืนสุขภาพให้กับผิวได้ด้วยโลชั่นบำรุงผิวกายอย่าง นีเวีย บอดี้ มิลค์ นี่ไง!

ที่มา>>>Sanook

7 สุดยอดอาหารลดน้ำหนักแห่งปี 2017

7 สุดยอดอาหารลดน้ำหนักแห่งปี 2017ในแต่ละปี ก็จะมีการแนะนำเทรนด์ของการลดน้ำหนักใหม่ๆ ออกมาเสมอ บางอย่างเปิดตัวออกมาไม่นานก็หายไป บางอย่างก็ยังเป็นเทรนที่นิยมปฏิบัติกันต่อเนื่องมา โดยในช่วงปีที่ผ่านมานั้น เรามักจะได้ยินเรื่องของการนับแคลอรี่ สูตรอาหารลดน้ำหนักหลากหลายเมนู อาหารคลีน ผักผลไม้ปั่น และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ทั้งนี้ แต่ละแนว แต่ละส่วนผสม  แต่ละเทคนิค ก็มีความแตกต่างกันไป ซึ่งแน่นอนว่าก็อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องของอาหาร กับคุณประโยชน์ของมันแล้ว ผู้เชี่ยวชาญในวงการอุตสาหกรรมอาหารบอกว่าอาหาร 9 ชนิดนี้ เป็นสิ่งที่ดีสำหรับการควบคุมน้ำหนัก เพื่อคุณจะได้มีความสุข และสุขภาพดี ตลอดปี 2017 ค่ะ

เลือกรับประทานอาหารเพื่อจุลินทรีย์ในร่างกาย

kimchiกะหล่ำดองไม่ใช่แค่ของตกแต่งโรยหน้าฮอตดอก กิมจิ ก็ไม่ใช่แค่เครื่องเคียง หรือของตกแต่งข้างจานให้ดูสวยงาม แต่อาหารพวกนี้ มีประโยชน์ต่อจุลินทรีย์ในร่างกายของเรา ดังนั้น เราไม่ควรจะเขี่ยมันออกอีกต่อไปแล้ว เพราะอาหารพวกนี้ มีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

จุลินทรีย์ในร่างกายของเรานั้นประกอบด้วยแบคทีเรียที่มีชีวิตอยู่เกือบ 3 กิโลกรัม ส่วนมากจะอยู่ในระบบย่อยอาหารของเรา โดยเฉพาะแบคทีเรียในลำไส้นั้น ส่งผลต่อตัวเราตั้งแต่เรื่องของความสุขไปจนถึงระบบภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวมของเราเลยทีเดียว

สำหรับทั่วๆ ไป ที่เรารับประทานกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ นมเนย อาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป อาหารที่มีน้ำตาลเยอะ เหล่านี้ ล้วนไม่ดีต่อ จุลินทรีย์ในร่างกายของเราทั้งนั้น อีกทั้งยังขาดไฟเบอร์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น การที่เรามี จุลินทรีย์ในร่างกายที่ไม่สมดุล จะนำไปสู่อาการป่วยได้หลายโรค ทั้งโรคภูมิต้านตนเอง โรคทางเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง และโรคไทรอยด์อักเสบ

แต่ทั้งนี้ หากเราสามารถรับประทานได้อย่างเหมาะสม เลือกอาหารที่มีคุณค่า ระบบร่างกายของเราก็จะแข็งแรง สามารถต่อสู้กับความเครียดในชีวิตประจำวันได้

ผักใบเขียวรสขม

spinachอาหารที่มีรสขมส่วนมากจะมีคุณค่าอาหารสูง และมีไฟเบอร์ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ต้องการลดน้ำหนักรู้กันดีว่าต้องรับประทานไฟเบอร์ นอกจากไฟเบอร์จะช่วยระบบการย่อยอาหารแล้ว มันยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหาร และเป็นตัวช่วยเคลื่อนย้ายของเสียไปยังลำไส้ ผักและผลไม้ที่มีรสขม จะมีแคลอรี่ต่ำ มีวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งจะช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักได้ดี

ถั่วชนิดต่างๆ

nuts-beansแน่นอนว่าอาหารจำพวกถั่วนั้น เป็นของว่างของขบเคี้ยวที่ดี มีคุณค่าอาหารสูง ในระดับที่เรียกได้ว่าเป็นยอดอาหาร หรือซูเปอร์ฟู้ด เนื่องจากมันมีกรดอะมิโน ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน และช่วยลดน้ำหนัก ช่วยทำให้อารมณ์ดี สงบ และนอนหลับได้ดี

เทฟ (Teff)

teffเทฟ เป็นธัญพืช ที่มีประโยชน์มาก เทฟ มีกรดอมิโนสูง และมีไซรีนสูง นอกจากนี้ยังมีโปรตีนที่มีความจำเป็นต่อการสร้างกล้ามเนื้อ และยังเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม คอปเปอร์ ไฟเบอร์ วิตามินเค แมงกานีส ซิงค์ และธาตุเหล็ก นอกจากนี้ไฟเบอร์ในเทฟมีความสำคัญต่อลำไส้ เมื่อลำไส้ดี ความสมดุลของน้ำหนักก็ตามมา

ซุปใส

chicken-brothซุปใส โซเดียมต่ำ เป็นตัวช่วยในเรื่องของการดีท็อกซ์ หรือทำความสะอาดระบบร่างกาย หลายๆ คนบอกว่าเคยได้ยินแต่เรื่องการใช้น้ำผลไม้ช่วยในกรณีนี้ แต่หากเราต้องการดีท็อกซ์ หรือทำความสะอาดระบบร่างกาย เราต้องรับประทานอาหารคลีน รับประทานซุปนั้นก็เป็นวิธีที่ดี แถมยังเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าไปอีกเป็นจำนวนมาก เช่นไฟเบอร์ โปรตีน ซึ่งจะไม่มีในน้ำผลไม้แถมยังมีน้ำตาลน้อยกว่าน้ำผลไม้อีกด้วย ทำให้การดูดซึมอาหารเป็นไปได้ง่ายขึ้น

ชาเขียว

matcha-green-teaชาเขียว หรือมัทฉะเป็นอาหารที่ผู้รักสุขภาพรู้จักกันดี นอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักแล้วยังเพิ่มพลังงาน เราสามารถใส่ผงมัทฉะลงไปในอาหารหลายอย่าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบการย่อยอาหารระหว่างวัน มีการศึกษาพบว่า การดื่มเครื่องดื่มมัทฉะ ช่วยเพิ่มการทำงานให้กับระบบการย่อยอาหาร ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้เร็วกว่าปกติ 3 ถึง 4 เท่า โดยไม่มีผลข้างเคียงใดเหมือนกับกาแฟ ที่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ หรือมีผลต่อความดันโลหิต นอกจากนี้ ยังมีผลโดยตรงต่อการลดน้ำหนักเพราะช่วยขจัดสารพิษ และโลหะหนักในระบบร่างกายของเราออกด้วย

โปรตีนจากพืช

mushroomพืชเป็นปัจจัยหลักสำหรับการดูแลสุขภาพและการควบคุมน้ำหนัก ยิ่งพืชที่มีโปรตีนก็ยิ่งดีต่อสุขภาพ ดีกว่าที่เราจะต้องไปเลือกรับประทานพวกโปรตีนผงอื่น ๆ วิธีที่ดีสำหรับการควบคุมน้ำหนักก็คือ ลดการบริโภคโปรตีนจากสัตว์ และทดแทนด้วยโปรตีนจากพืช วิธีนี้จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคเบาหวาน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น

ที่มา>>>Sanook

10 สาเหตุ “ตาแดง” แบบไหนหายได้เอง แบบไหนอันตราย

10 สาเหตุ “ตาแดง” แบบไหนหายได้เอง แบบไหนอันตรายเมื่อเรามีอาการตาแดงเกิดขึ้น แน่นอนว่า จะมีคำถามที่มากมายจากคนรอบข้าง เช่น “ไม่สบายหรือเปล่า” “เสียใจเรื่องอะไร” “เมื่อคืนเมาหนักเหรอ” แต่จริงๆ แล้ว อาการตาแดงสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และบางครั้งก็เป็นอาการที่ที่บ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่สำคัญเช่นกัน

Andrew Holzman แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก TLC Laser Eye Center ในแมรี่แลนด์ บอกว่า อาการตาแดงนั้น อาจจะเกิดจาก 10 สาเหตุต่อไปนี้

  1. ตาแดงเพราะตาแห้ง

เมื่อตาแห้ง ก็จะเกิดความระคายเคืองและมีการอักเสบได้ และการอักเสบนี่เอง ที่ทำให้ตาแดง ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเรามีอายุมากขึ้น คือประมาณ 50 ปีขึ้นไป ก็จะมีอาการตาแห้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากยังอยู่ในวัยเด็ก หรือวัยหนุ่มสาว แล้วมีอาการดังกล่าว อาจจะเป็นเพราะการจ้องมองจอคอมพิวเตอร์มากเกินไป ในขณะที่เราดูจอคอมพิวเตอร์นั้น เรามักจะไม่กระพริบตา และนั่นก็เป็นสาเหตุให้ตาแห้ง

นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่นร่วมได้อีกเช่น เคืองตา ปวดแสบปวดร้อน คันตา วิธีแก้ก็คือ ใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อให้ความชุ่มชื้น และลดการอักเสบ ที่เป็นสาเหตุให้ตาแดง นอกจากนั้น เวลาดูจอคอมพิวเตอร์ ก็ให้กระพริบตาให้บ่อยขึ้น โดยใช้กฏ 20-20-20 นั่นคือ ในทุก ๆ 20 นาทีที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้หันไปมองอย่างอื่น ที่อยู่ห่างจากตัวเราออกไปประมาณ 20 ฟุต สัก 20 วินาที แต่หากทดลองวิธีที่แนะนำไปแล้ว อาการตาแดงยังไมดีขึ้น ก็ควรปรึกษาแพทย์

  1. ตาแดงเพราะมีอาการแพ้อากาศ

บางคนมีอาการแพ้ต่างๆ เกิดขึ้นตามฤดูกาล ที่สภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมมีความเปลี่ยนแปลงไป เช่นแพ้ละอองเกสรดอกไม้ แพ้หญ้า อาการเหล่านี้ทำให้ตาบวม แดง อักเสบได้ นอกจากนี้เมื่อเรามีอาการแพ้ เรามักจะคันตา เป็นเหตุให้ต้องขยี้ตา ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้อักเสบ และแดงมากขึ้นไปอีก

นอกจากอาการคัน และเคืองตาแล้ว อาจจะมีน้ำตาไหลได้ด้วย วิธีแก้ก็คือ ใช้ของเย็นๆ ปิดด้วยตาไว้ประมาณ 15 นาที ทำวันละหลาย ๆ ครั้ง หรืออาจจะปรึกษาแพทย์ เพื่อหาทางควบคุมอาการแพ้ เพื่อรักษาที่ต้นเหตุ

  1. ตาแดงเพราะการใช้ยาบางชนิด

ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮีสตามีน (antihistamine)ไม่ใช้ยาชนิดเดียว ที่ทำให้เราเกิดอาการตาแห้ง ยังมียาอีกหลายชนิดที่มีผลข้างเคียงดังกล่าว เช่น ยานอนหลับ ยาคลายเครียด หรือแม้กระทั่งยาแก้ปวด พวก ibuprofen ยาพวกนี้ ทำให้ตาแห้ง และแดง เพราะมันไปลดการไหลเวียนของเลือดบริเวณเนื้อเยื่อรอบดวงตา วิธีแก้คือ การหยอดน้ำตาเทียม รวมทั้งอาจจะปรึกษาแพทย์ เพื่อลดผลข้างเคียงโดยปรับการใช้ยาบางอย่าง

  1. ตาแดงเพราะนอนไม่พอ

การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนดึก ก็ทำให้ตื่นขึ้นมาตาแดงในตอนเช้าได้ เพราะตาก็ต้องการการปิดพักผ่อน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมเช่นกัน กล้ามเนื้อดวงตา ก็ต้องการพัก หากไม่ได้พักอย่างเพียงพอ การโฟกัส ก็ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ วิธีการแก้ไขก็คือ ใช้น้ำตาเทียมช่วย และควรจัดเวลาสำหรับการนอนหลับพักผ่อนให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง

  1. ตาแดงเพราะดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ก็ทำให้ตาแดง ไม่ใช่แค่ทำให้หน้าแดงเท่านั้น เพราะแอลกอฮอล์ ทำให้เส้นเลือดขยายตัว มีปริมาณเลือดไหลเวียนที่ดวงตามากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ปวดศีรษะ ร่างกายขับน้ำ คลื่นไส้ วิธีแก้ ต้องใช้ยาหยอดตาชนิด eye whitening drop จะช่วยลดอาการได้ ภายใน 15 นาที

  1. ตาแดงเพราะสูบบุหรี่

การสูบบุหรื่ ก็ทำให้ตาแดง เพราะบุหรี่จะไปบีบเส้นเลือดในดวงตา นอกจากนี้ ยังอาจจะเกิดอาการตาแห้งได้ด้วย อาการดังกล่าวนี้ หากเป็นไปในระยะยาว อาจจะส่งผลถึงขั้นทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือตาบอดได้ วิธีแก้ก็คือ การเลิกบุหรี่ และพยายามอยู่ในที่ที่อากาศบริสุทธิ์

  1. ตาแดงเพราะติดเชื้อ

โรคตาแดงของจริงแล้วล่ะทีนี้ โรคตาแดงเกิดอาการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่ดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง โรคตาแดงนี้ แพร่กระจายไปติดคนอื่นได้ง่ายมาก เมื่อติดก็จะเกิดอาการอักเสบ ตาบวม แดง และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ปวดแสบปวดร้อน น้ำตาไหล ตาปิด ไวต่อแสง โรคตาแดงหากเป็นแล้วต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา หากแพทย์ตรวจพบว่าเป็นไวรัส ก็อาจจะให้พักผ่อน 2-3 สัปดาห์ ให้ยาหยดตาเพื่อลดอาการ และรอให้เชื้อไวรัสนั้นหายไปเอง หากเป็นแบคทีเรีย ก็จะต้องใช้ยาหยอดตาแอนตี้ไปโอติก เพื่อรักษาอาการ

  1. ตาแดงเพราะว่ายน้ำ

น้ำทะล มีความเค็ม ซึ่งนำไปสู่อาการตาแดงได้  ส่วนน้ำในสระว่ายน้ำ ก็มีสารเคมีอย่างคลอรีน ซึ่งทำให้เกิดอาการระคายเคืองและตาแดงได้เช่นกัน วิธีแก้คือ ให้ล้างตาด้วยน้ำเกลือสำหรับล้างตา หรือใช้น้ำตาเทียมหยอดตา จะช่วยบรรเทาอาการได้ ที่สำคัญ ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ไม่ควรใส่ลงน้ำ

  1. ตาแดงเพราะเส้นเลือดในตาแตก

อาการดังกล่าวนี้ อาจจะเกิดขึ้นเพราะไอบ่อย มีแรงกดที่ตา มีโรคบางอย่าง หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุ อาการแบบนี้ มักไม่ทำให้เจ็บปวด เพียงแต่จะรู้สึกหนักๆ ที่ตาเท่านั้น และแก้ไขไม่ได้ ต้องรอให้ค่อย ๆ หายไปเอง ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

  1. ตาแดงเพราะใช้น้ำยาหยอดตาประเภท eye whitening drops มากเกินไป

น้ำยาหยอดตาประเภทนี้ อาจทำให้ปัญหาตาแดงยิ่งแย่ลงไปอีกหากใข้ไม่เหมาะสม เพราะมันไปลดปริมาณเลือดที่เข้ามาหล่อเลี้ยงบริเวณดวงตา  เมื่อหยอดตาแดงก็หายไป แต่เมื่อหยุด มันก็กลับมาใหม่ และอาจจะเกิดผลที่เรียกว่า rebound effect ทำให้ตายิ่งแดงมากขึ้นอีก ยาประเภทนี้ ไม่ควรใช้บ่อย หรือใช้เป็นประจำ หากนาน ๆ ใช้ทีก็จะไม่ก่อให้เกิดผลเสียแต่อย่างใด

ที่มา>>>Sanook