จริงหรือไม่? ผัก 6 ชนิดนี้ ห้ามทาน “ดิบ”

จริงหรือไม่? ผัก 6 ชนิดนี้ ห้ามทาน “ดิบ”เฟซบุ๊ค Jessada Denduangboripant ของอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงผัก 5 ชนิดที่มีข้อมูลแชร์ต่อๆ กันในโลกออนไลน์ว่า ห้ามทาน “ดิบ” เพราะจะอันตรายต่อร่างกาย โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อันที่จริงแล้วผักบางชนิดห้ามทานดิบจริง บางชนิดก็สามารถทานดิบได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน และต้องมีวิธีหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจแฝงมากับผักดังกล่าว

สามารถอ่านข้อมูลอย่างละเอียดจากโพสของอาจารย์เจษฎา ได้ตามด้านล่างเลยค่ะ

____________________

“กะหล่ำปลี ถั่วงอก หน่อไม้และมัน ถั่วฝักยาว และผักโขม … กินดิบได้ แค่ระวังในบางคน”

เรื่องนี้ผมเคยโพสต์เองแล้ว แต่ได้อาจารย์จากสถาบันโภชนาการ มหิดล มาช่วยให้รายละเอียดยืนยันด้วย เลยขอเอามาสรุปอีกที

กะหล่ำปลี – คนปรกติกินดิบได้ จำกัดเฉพาะผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ เพราะสารกอยโตรเจน (Goitrogen) จะขัดขวางการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ แต่ถ้าเอาไปผ่านความร้อน กอยโตรเจนจะสลายไป … ที่ต้องกังวลคือสารเคมีตกค้างได้ ต้องล้างให้ดีก่อนกินดิบ

ถั่วงอก – กินดิบได้ แต่ต้องระวังเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อน ควรล้างให้สะอาดหรือแช่น้ำด่างทับทิมก่อนเพื่อฆ่าเชื้อ คนที่ควรระวังจึงเป็นคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เด็กเล็ก หรือหญิงตั้งครรภ์

 

ถั่วฝักยาว – กินดิบให้ระวังยาฆ่าแมลง โดยเฉพาะพวกยาดูดซึม การล้างธรรมดาอาจไม่เพียงพอ ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สัก 5 นาที อาจทำ 2 ครั้ง หรืออาจหักเป็นท่อนๆ ก่อนแช่

 

หน่อไม้ดิบ และมันสำปะหลัง – อันนี้ห้ามกินดิบจริง เพราะมีสารไซยาไนด์อยู่ตามธรรมชาติ ควรต้มในน้ำเดือดก่อน ประมาณ 10 นาที จะช่วยลดสารพิษได้ 90%

 

ผักโขม – กินดิบได้ ยกเว้นเฉพาะคนที่ขาดธาตุเหล็ก เพราะมีกรดออกซาลิก (Oxalic Acid) จะไปต้านการดูดซึมธาตุเหล็ก และแคลเซียม

ที่มา>>>Sanook

5 ข้อควรรู้ก่อนงด “อาหารมัน”

5 ข้อควรรู้ก่อนงด "อาหารมัน"ทุกคนคงทราบกันดีว่าถ้าอยากมีสุขภาพที่แข็งแรง และอยากลดน้ำหนัก ผอมหุ่นเพรียวใส่เสื้อผ้าเบอร์ M เบอร์ S ได้ ก็ต้องงด (หรือลด) การทานอาหารมันๆ แต่ก่อนที่จะตั้งหน้าตั้งตางดอาหารมันอย่างจริงจัง เรามาดูคำแนะนำดีๆ จากเฟซบุ๊คเพจ “ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว” ก่อนดีกว่า ว่าเราควรเตรียมตัวอย่างไร และงดอาหารมันอย่างถูกต้องอย่างไรค่ะ

____________________

ข้อควรรู้ก่อนงดอาหารมัน

(ห้ามตอบว่า ให้กินของเรา หรือเลี่ยงไปกินเผือก)

เนื่องจากมีบก.หนุ่มว่าที่คุณพ่อท่านหนึ่งเปิดประเด็นขึ้นมา ว่าจะใช้วิธีใดดีในการเลิกกินอาหารมัน

เลยเอาข้อควรรู้ที่ใช้แนะนำคนไข้คร่าวๆแล้วกัน

1. หาสาเหตุก่อนว่าเราอยากลดอยากเลิกของมันเพื่ออะไร

คือเพื่อสุขภาพนี่รู้อยู่แล้ว แต่เป้าหมายในการลดของเราคือเพื่อสุขภาพด้านไหน

– รูปร่าง

– น้ำหนัก

– กลัวโรคที่มากับความอ้วน

– มีค่าอะไรสักอย่างในเลือดที่ผิดปกติ

ที่ต้องรู้ก่อนเพราะว่า แต่ละเหตุมีการลดที่ไม่เหมือนกัน และบางครั้งการลดของมันอาจจะไม่ได้แก้เหตุเหล่านั้น

– อย่างบางคนลดของมันเพื่อลดน้ำหนัก … โดยที่ไม่ได้กินมากและไม่ได้ตรวจว่าน้ำหนักเพิ่มเพราะอะไร

– บางคนต้องการปรับรูปร่าง แต่ส่วนที่ต้องการปรับมันไม่ได้เกี่ยวกับของมัน (เช่น อยากแขนล่ำ เลยอดมัน … แต่ไม่เล่นเวท แล้วมันจะล่ำไหม)

– บางคนต้องการลดไขมันเพื่อลดน้ำหนัก ทั้งที่ปัจจุบันพบว่าหากลดไขมันแต่ไม่ลดน้ำตาล ในระยะยาวก็ลดไม่ได้ผล

2. หลักการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ได้ให้อดของมัน

– คือไขมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ได้มากไปก็ไม่ดี ได้น้อยไปก็ไม่ดี

– ปัจจุบัน (จริงๆ ก็ตั้งแต่ปี 1980) การแพทย์แผนปัจจุบันเน้นการกินอาหารอย่างสมดุล , ไม่เน้นการไปเพ่งเล็งประโยชน์หรือโทษของสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง

– ตัวอย่างเช่น อาหารกลุ่มเมดิเตอร์เรเนียน ก็มีไขมันพอสมควร ไม่ได้เป็นอาหารไขมันต่ำ

3. เรากินของมันแค่ไหน รู้หรือยัง

บางคนอยากลดมัน แต่ไม่รู้ว่าตนเองกินมันแค่ไหน

พอไม่รู้ว่าแต่แรกเรากินมันแค่ไหน ทำให้เวลาลดแล้วประเมินผลลำบาก ทำให้กำหนดเป้าหมายไม่ได้

4. ลดของมัน แต่ต้องระวังการลดมากเกินไป

– หลักในการงดของมัน ต้องไม่งดจนขาด … เพราะไขมันก็เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องใช้

– ถ้าลดไขมันและจำกัดพลังงาน ร่างกายจะปรับระบบไปอยู่โหมดขาดอาหาร กล้ามเนื้อจะหายไป ในระยะยาวจะกลับมาอ้วนใหม่ง่ายขึ้น

5. ไขมันที่ควรหยุดจริงๆ คือ ไขมันทรานส์

ส่วนไขมันอื่น เช่นไขมันหมู มันสัตว์ มันปาล์ม น้ำมันพืชอื่นๆ กินได้แต่ต้องคุมปริมาณที่เหมาะสม

(อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ไขมันทรานส์ และไขมันประเภทต่างๆ ที่นี่)

_____________________

ลดอาหารมันอย่างถูกต้องแล้ว ก็อย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียดด้วยนะคะ เท่านี้ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ทั้งกาย และใจ พร้อมหุ่นสวยเพรียวบาง หรือจะบึ้กหนากล้ามโต ก็เป็นของคุณแล้วล่ะค่ะ

ที่มา>>>Sanook

กินยาแก้แพ้ แทนยานอนหลับ เสี่ยงผลข้างเคียงไม่รู้ตัว

กินยาแก้แพ้ แทนยานอนหลับ เสี่ยงผลข้างเคียงไม่รู้ตัวเฟซบุ๊ค ภูมิแพ้ก็แพ้เรา อธิบายถึงเรื่องการใช้ยาแก้แพ้ แทนการใช้ยานอนหลับเอาไว้ว่า หลายคนเลยเลือกที่จะทานยาแก้แพ้ เพื่อให้นอนหลับง่าย เพราะยาแก้แพ้มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอน แต่จริงๆ แล้วการใช้ยาไม่ตรงวัตถุประสงค์แบบนี้ จะเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างไรบ้างหรือไม่ มาดูคำตอบกันค่ะ

ยาแก้แพ้ กินแล้วง่วงนอน?

อันที่จริงแล้ว ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ ยาแก้แพ้ที่ทานแล้วง่วง (ยาต้านฮีสตามีนรุ่นที่ 1) กับแบบที่ไม่ง่วง (ยาต้านฮีสตามีนรุ่นที่ 2) หลายคนจะได้รับยาแก้แพ้เมื่อมีอาการเป็นหวัดคัดจมูก น้ำมูกไหล และอาจได้รับยาแก้แพ้ไม่เหมือนกัน คุณหมออาจจะถามเราว่าอยากได้ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงไหม เพื่อที่ทานแล้วจะได้ทำงานต่อได้ แม้ว่าอาจจะมีโอกาสที่ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงจะมีราคาสูงกว่ายาแก้แพ้แบบทานแล้วง่วงอยู่เล็กน้อยก็ตาม แต่ในระยะหลังๆ เราจึงได้รับยาแก้แพ้ที่ทานแล้วไม่ง่วงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงการเข้ารับบำบัดโรคนอนไม่หลับอย่างถูกวิธี แล้วหันเหมาซื้อยาแก้แพ้เพื่อทานแล้วทำให้ง่วง จะได้นอนหลับได้ เพราะยาแก้แพ้สามารถหาซื้อเองได้ง่ายตามร้ายขายยาต่างๆ ไม่เหมือนยานอนหลับที่ต้องได้รับใบสั่งยาจากแพทย์

ยาแก้แพ้แบบทานแล้วง่วง มีผลข้างเคียงหรือไม่?

ยาแก้แพ้แบบทานแล้วง่วง อาจทำให้มีอาการคอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ใจสั่น และหากเป็นผู้ป่วยโรคต้อหิน อาจทำให้อาการกำเริบได้

นอกจากนี้ยาแก้แพ้เป็นยาที่ควรใช้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น หากใครใช้ยาแก้แพ้แบบทานแล้วง่วงไปนานๆ อาจทำให้มีอาการดื้อยาได้เช่นกัน

ยาแก้แพ้ ทานได้ทุกเพศทุกวัยจริงหรือ?

สำหรับยาแก้แพ้แบบที่ทานแล้วง่วง (ยาต้านฮีสตามีนรุ่นที่ 1) เนื่องจากเป็นยาที่มีผลข้างเคียงค่อนข้างชัดเจน ทั้งส่งผลต่อระบบประสาท กระสับกระส่าย ใจสั่น เห็นภาพหลอน ร้อนวูบวาบ หรืออาจถึงกับชักได้ในกรณีที่เป็นเด็กเล็ก ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้ทานยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง (ยาต้านฮีสตามีนรุ่นที่ 2) เพื่อรักษาอาการแก้แพ้ เช่น ผื่นขึ้น แพ้อากาศ เป็นลมพิษ เพราะมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ทำไมหลายคนถึงยังทานยาแก้แพ้แบบที่ทำให้ง่วงอยู่

เพราะหาซื้อทานได้ง่าย ราคาถูก และออกฤทธิ์เร็วกว่ายาแก้แพ้แบบที่ทานแล้วไม่ง่วง แต่ถึงแม้ว่าจะออกฤทธิ์เร็วกว่า แต่ยาจะออกฤทธิ์เพียง 6 ชั่วโมง จึงต้องทาน 3 ครั้งต่อวัน แต่ยาแก้แพ้แบบที่ทานแล้วไม่ง่วง นอกจากจะออกฤทธิ์นานเกือบ 24 ชั่วโมงแล้ว ยังมีผลข้างเคียงน้อยกว่ามาก

แม้ว่าจะเป็นเพียงยาแก้แพ้ที่ดูจะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่อาการดื้อยาก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก และการทานยาแก้แพ้เพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับ ก็เป็นการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์อีกด้วย ดังนั้นถ้าอยากหายขาดจากอาการนอนไม่หลับ ควรพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาที่ตรงกับอาการจริงๆ จะดีกว่าค่ะ

อ่านรายละเอียดของยาแก้แพ้ทั้ง 2 แบบได้ที่นี่ค่ะ

ที่มา>>>Sanook

จริงหรือไม่? ผู้ป่วยโรคไต ห้ามทาน “มะเฟือง”

 จริงหรือไม่? ผู้ป่วยโรคไต ห้ามทาน “มะเฟือง”

เฟซบุ๊ค “หมอแล็บแพนด้า” กล่าวถึงกรณีของบทความออนไลน์ว่า “ผู้ป่วยโรคไต ไม่ควรทานมะเฟือง” ว่าเป็น “เรื่องจริง” เพราะผู้ป่วยโรคไตต้องควบคุมการทานอาหารที่ไม่มีโพแทสเซียมมากจนเกินไป แล้วมะเฟืองเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงมาก (ใน 100 กรัม มีโพแทสเซียมถึง 133 มก.)

นอกจากนี้ในมะเฟืองยังมีออกซาเลตที่สูงมากอีกด้วย จากงานวิจัยพบว่ามีผู้ป่วยโรคไตหลายคนที่ไตแย่ลงจากการกินมะเฟือง เพราะมันจะทำให้เกิดผลึกแคลเซียมออกซาเลตไปอุดตันภายในท่อไต และมีการกระตุ้นให้เซลล์ของหน่วยไตตายนั่นเอง

แต่ไม่ใช่เพียงมะเฟืองที่ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง ยังมีผักอย่าง มันสำปะหลัง ผักโขม ผักแพว ปวยเล้ง ใบชะพลู แครอท หัวไชเท้า ใบยอ และกระเทียม ที่มีกรดออกซาเลตสูง และผักผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ ใบกระเพรา ผักคะน้า เห็ดฟาง ฟักทอง ทุเรียน กล้วยหอม กล้วยไข่ และส้มสายน้ำผึ้ง เป็นต้น รายละเอียดเพิ่มเติมของผักผลไม้ที่เหมาะ และไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคไต คลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่เลยค่ะ

ที่มา>>>Sanook

เปิดวงจรปิดล่า”ไอ้หื่น”ควงปืน-ขืนใจผู้ช่วยพยาบาล เผยเดินคาบบุหรี่สบายๆ-ไม่สะทกสะท้าน

จากเหตุการณ์ที่น.ส.ต่าย (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ผู้ช่วยพยาบาลร.พ.เอกชนแห่งหนึ่ง เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.พิทเรศ คุยเพียภูมิ รองสารวัตร(สอบสวน)สน.ประเวศ ว่าถูกคนร้ายเป็นชายบุกเข้าห้องพักและข่มขืน ที่ห้องพักของอพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง ย่านสวนหลวง กทม. โดยคนร้ายใช้ผ้าปิดตาเหยื่อ เอาปืนจ่อหัวแล้วลงมือขืนใจ 2 ครั้ง ก่อนหลบหนีคนร้ายยังพูดด้วยว่าขอเบอร์โทรศัพท์ และขอชื่อเฟซบุ๊คของเหยื่อไป โดยพูดทิ้งท้ายว่า “เดี๋ยวจะติดต่อกลับมา และจะขนของมาอยู่ด้วย”  เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 12 ก.ย. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาการผบช.น. เดินทางมาที่สน.ประเวศ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายเป็นชายบุกขืนใจผู้ช่วยพยาบาลสาววัย 18 ปี โดยเรียกประชุมทีมสืบสวน เพื่อติดตามคนร้ายอย่างเร่งด่วน มีรายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงกับอพาร์ตเม้นต์ที่ผู้เสียหายพำนักอยู่อย่างละเอียด พบว่ากล้องวงจรปิด 2 จุดจับภาพคนร้ายรายนี้ได้อย่างชัดเจน เห็นใบหน้าชัด เป็นชายอายุประมาณ 20 ปี สวมเสื้อยืดแขนยาวสีแดงกางเกงยีนส์ รองเท้าสีดำ สะพายเป้สีดำไว้ที่หลัง เดินคาบบุหรี่ออกจากซอยที่เกิดเหตุ หลังจากลงมือขืนใจผู้เสียหายแล้ว โดยเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าคนร้ายรายนี้เป็นใคร อย่างไรก็ตาม ตำรวจคาดว่าคนร้ายอาจรู้จักผู้เสียหาย หรือไม่ก็แอบติดตามผู้เสียหายมาที่ห้องพัก จึงจำเป็นต้องปิดตาผู้เสียหายขณะลงมือทำอนาจาร

ที่มา>>>ข่าวสด

“เสี่ยตัน-ตัวปลอม”หน้าหงาย! แชทหลอกตุ๋นเงิน เจอเหยื่อตอบกลับแบบนี้

ฮากันทั้งโลกออนไลน์ เมื่อ “เสี่ยตัน ตัวปลอม” เจอตอกกลับหน้าง่ายแบบนี้ โดยผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อคุณ พี่ดม ของน้อง ได้โพสต์หน้าจอแชทที่ “เสี่ยตัน ตัวปลอม”แชทในเฟซบุ๊คมาต้มตุ๋น ว่า “อะไรมันจะโชคดีถึงปานนี้ อยู่ๆก็ได้รับข้อความจากเสี่ยตันว่าได้รับเงินรางวัล 3 ล้าน ท่านตันให้ไปซื้อบัตรทรูมันนี่ 3,000 บาทเพื่อจ่ายค่าภาษี ด้วยความดีใจก็รีบไปซื้อที่เซเว่นทันทีเลย แต่บังเอิญบัตรทรูมันนี่หมด เลยเอาตีนมันนี่ให้คุณตันไปแทน…กำลังจะแถม 9 มม.ให้มันอีกสักกระบอก แต่มันรีบบล็อคหนีไปเลย 5555″

ที่มา>>>ข่าวสด

“น้องแป๋ม”สาวในคลิปโพสต์ซึ้งๆ ขอบคุณทุกกำลังใจ..มีความหวังที่จะเริ่มต้น

หลังจากที่ “น้องมะนาว” สาวที่ถ่ายคลิป ได้ออกมาเปิดใจผ่านรายการปากโป้ง ทางช่อง 8 ไปหมาดๆ ระบุว่า เป็นคนถ่ายคลิปจริงๆ แต่ไม่ได้ปล่อยคลิป แต่อาจเป็นเพราะมือถือเกิดสูญหาย นอกจากนี้ยังขอโทษสาวในคลิปต่อเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด นอกจากนี้ “น้องมะนาว” ยังยืนยันว่า ไม่ได้กล่าวหาว่าหญิงสาวคนดังกล่าวเป็นไซด์ไลน์ และตัวเองก็ไม่ได้ทำงานไซด์ไลน์ แต่ทำงานเป็นพริตตี้เท่านั้น  ขณะที่ด้านสาวที่ปรากฏในคลิปคือ “น้องแป๋ม” (ขอสงวนชื่อและนางสกุล) ซึ่งได้เดินทางไปแจ้งความกับตำรวจ ปอท. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ให้ดำเนินคดีกับคนที่ปล่อยคลิปดังกล่าว เพราะทำให้เสื่อมเสียนั้น ได้โพสต์ในเฟซบุ๊ค ว่า ขอบคุนกำลังใจทุกๆคน ครอบครัว เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อาจารย์ สื่อต่างๆ ตำรวจ และทุกๆคนเลยนะค่ะ  กำลังใจที่ทุกๆ คนให้มา มันมีค่ามากๆ สำหรับคนๆ นึง ที่ไม่เคยคิดว่าได้เยอะมากขนาดนี้ กำลังใจที่ให้มาอ่านไม่ได้ตอบ หรือทักทาย หรือแสดงความเหน ไม่ได้รับแอดเพิ่ล ขอโทษจริงๆ นะค่ะ อาจจะไม่ได้ตอบเพราะตอบไม่ทัน แต่ว่า “เราอ่านของเกือบจะหมดแทบทุกคนนะค่ะ อ่านทุกคำทุกตัวอักษรหมดเรยค่ะ”

ไม่รู้จะตอบหรือบอกยังไงให้ทุกคนรับรู้ได้ถึงความรู้สึก หรือต้องตอบหรือโพสต์ให้ถูกใจ หรือตอบให้ตรงกับสิ่งที่ทุกคนอยากอ่านอยากรู้ให้ตรงได้ ขอโทษนะค่ะ มีเพียงแค่ประโยคสั้นๆ ที่อยากจะบอกว่า “กำลังใจของพวกคุณทุกๆ คนได้ทำให้คนๆ นึง มีรอยยิ้ม และเหมือนมีความหวังที่จะเริ่มต้น ให้มันยิ่งกว่าคำว่าโอกาส แต่มันคือความหวังสุดท้ายที่คนๆนึงเหลืออยู่ ได้ผ่านกับเรื่องราวนี้ไปด้วยดีในอีกไม่นาน” #อย่าเพิ่งทิ้งกันไปไหนนะคะ

ที่มา>>>ข่าวสด

ระวัง! คุณกำลังเป็นโรค “หลงตัวเอง” อยู่หรือเปล่า

ระวัง! คุณกำลังเป็นโรค “หลงตัวเอง” อยู่หรือเปล่า

คุณอาจจะเคยเห็นคนที่มีนิสัย “หลงตัวเอง” มาบ้าง และอาจคิดว่ามันเป็นเพียง “นิสัย”ของเขาเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว การหลงตัวเองอาจไม่ได้เป็นแค่นิสัย เช่นเดียวกับนิสัยอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ที่อาจเป็นโรคไบโพลาร์ อาการ “หลงตัวเอง” ก็อาจเป็นโรคหลงตัวเองได้เช่นกัน

โรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder)
เป็นอาการทางจิตที่สนใจแต่ตัวเอง เห็นตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ยอมรับในเหตุผล และคำพูดของคนอื่น ชอบเรียกร้องความสนใจของคนอื่น มีความสุขเมื่อคนอื่นให้ความสนใจตนเอง ไปจนถึงขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นตลอดจน ปฏิเสธคำพูดและเหตุผลของผู้อื่น

โดยชื่อของโรค มาจากชื่อของชายหนุ่มรูปงามตามตำนานของกรีกอย่าง นาร์ซีซัส ที่รูปร่างหน้าตาดีจนคนทั้งเมืองหลงรัก แต่ถูกเลี้ยงอย่างตามใจจากพ่อแม่ และยังทำร้ายจิตใจของคนอื่นที่เข้ามาหลงรักตนเอง ทำให้โดยเทพแห่งความรักสาปให้หลงรักเงาน้ำของตัวเอง จนถอนตัวไม่ขึ้น และฆ่าตัวตายในที่สุด สุดท้ายก็กลายเป็นดอกที่มีชื่อว่านาร์ซีซัสเหมือนกัน

สาเหตุของโรคหลงตัวเอง

– ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ ทำผิดไม่เคยโดนดุโดนว่า ได้ในสิ่งที่อยากได้มาตลอด มีคนสนใจอยู่ตลอดเวลา

– ไม่เคยได้รับความพ่ายแพ้ หรือมีคนยอมให้ชนะมาตลอดชีวิต

– ถูกเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัด และเข้มงวดมากเกินไป

– ในทางกลับกัน อาจเติบโตในครอบครัวที่ไม่เคยดูแล ไม่เคยเหลียวแล จึงชอบที่เห็นเข้ามาสนใจ เข้ามาชื่นชม

– ถูกกลั่นแกล้งตั้งแต่เป็นเด็ก ขาดเพื่อน ขาดคนเข้าใจ

– ถูกทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรงตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ถูกปิดกั้นจากสังคม จนตัวเองต้องสร้างเกราะขึ้นมาปกป้องจิตใจอันบอบบางจากการทำร้ายจากคนอื่น ด้วยการให้กำลังใจตนเอง เพื่อชดเชยการขาดการยอมรับจากคนอื่น

– เป็นคนหน้าตาดี หรือเก่ง มีความสามารถ แล้วหลงว่าไม่มีใครหน้าตาดี หรือเก่งเท่าตนเอง


ลักษณะอาการของผู้เป็นโรคหลงตัวเอง

– ชอบเรียกร้องความสนใจโดยการแสดงด้านดีๆ ของตนเองให้ผู้อื่นเห็น เช่น ถ่ายรูปมุมสวยๆ หล่อๆ เรียกยอดไลค์ ในโลกโซเชียล อวดความสาใรถของตนเองให้ผู้อื่นเห็น แต่รู้สึกเหมือนได้รับความพ่ายแพ้ เมื่อมีใครได้รับความสนใจมากกว่า

– สำคัญตัวเองผิด เหตุผลของตัวเองดีกว่าคนอื่น เข้าใจว่าตัวเอง และความสามารถของตัวเองดีกว่าคนอื่นไปหมด

– เข้าใจว่าเฉพาะคนที่ดีมากๆ เก่งมาก หน้าตาดีมากเท่านั้นที่จะเข้าใจตัวเอง

– ชอบใช้ หรือวานให้คนอื่นทำอะไรให้ ไม่เคยช่วยเหลือคนอื่นที่ดูด้อยกว่าตนเอง

– จิตใจหยาบกระด้าง เย็นชา ไม่สนใจว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

– ความคิด ทัศนคติ คำพูด และพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วย จะถือว่างี่เง่า ไม่ยอมรับ โดนปฏิเสธไปเสียหมด

– พร้อมที่จะยกตนข่มทุกคน พร้อมทั้งลบหลู่ ดูหมิ่นคนอื่น กล้าวหาว่าร้ายใส่คนอื่นได้โดยไม่รู้สึกผิด

– ชอบใช้คำพูดรุนแรง ถากถาง ทำร้ายจิตใจคนอื่น ด่าทอคนอื่นด้วยคำพูดแรงๆ

– โกหกได้หน้าตาเฉย แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้คนอื่นยอมรับ

– ปลอมตัวเป็นคนอื่น คนที่ดีกว่าตัวเอง เพื่อให้คนอื่นเข้ามาสนใจตัวเอง


วิธีรักษาจากโรคหลงตัวเอง

เนื่องจากเป็นอาการทางจิต ผู้ป่วยจึงต้องยอมรับตัวเองว่ามีความผิดปกติ พร้อมจะเปิดใจ และรับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนที่มีอาการหลงตัวเองจะเป็นโรคหลงตัวเองไปเสียทุกคน ต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยว่ามีความผิดปกติมากถึงขั้นเป็นอาการทางจิตหรือไม่
เราคงจะเคยเห็นคนที่ปลอมตัวเป็นคนอื่นโดนเป็นเฟซบุ๊คปลอม หรืออินสตาแกรมปลอมมาแล้ว นอกจากนี้ยังอาจจะเคยพบเจอคนที่ยอมโกหกทุกเรื่องราวในชีวิต สร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง เพื่อที่จะปกปิดเรื่องราวในชีวิตของตนเองจริงๆ ขอให้ทราบเอาไว้ว่าคนเหล่านี้มีความเป็นไปได้ว่าจะมีอาการทางจิตที่เรียกว่า โรคหลงตัวเอง ดังนั้นหากพบว่าตัวเอง หรือคนรอบข้างมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ รีบพบแพทย์อย่างเร็วที่สุด ก่อนที่จะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นนะคะ

ที่มา>>>ข่าวสด

อย. เตือน! กาแฟลดความอ้วน สาเหตุความดันโลหิตสูง-ท้องผูก

อย. เตือน! กาแฟลดความอ้วน สาเหตุความดันโลหิตสูง-ท้องผูก

อย. ออกโรงชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ค FDA Thai ว่า กาแฟที่อ้างสรรพคุณช่วยลดความอ้วนมักลักลอบใส่ยาลดความอยากอาหาร(ไซบูทรามีน) ซึ่งนอกจากอาจจะไม่ช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย

 

ไซบูทรามีน เป็นสารสังเคราะห์ที่แต่เดิมทำขึ้นมา เพื่อใช้รักษาผู้ที่เป็น “โรคอ้วน” โดยเฉพาะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากเป็นสารอันตราย จึงจำเป็นต้องถูกใช้ภายใต้ดุลยพินิจขอแพทย์เท่านั้น ลักษณะของไซบูทรามีนจะเป็นผงแป้งสีขาวคล้ายเกลือหรือน้ำตาล ไม่มีกลิ่น ดังนั้นผู้ผลิตบางรายจึงนิยมนำไปใส่ในผงกาแฟสำเร็จรูป ออกวางจำหน่ายเป็นกาแฟลดน้ำหนักต่างๆ

อาการข้างเคียงของร่างกาย จากยาลดความอยากอาหาร หรือ ไซบูทรามีน

–          ความดันโลหิตสูง

–          หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

–          ปวดศรีษะ

–          นอนไม่หลับ

–          ท้องผูก

หนำซ้ำ ไซบูทรามีน ยังไม่สามารถสังเกคเห็นได้ด้วยตาเปล่า พิสูจน์ได้เฉพาะจากการรับประทานเข้าไปจริงๆ เท่านั้น ดังนั้นหากอยากลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย และถูกวิธีจริงๆ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมอาหาร ไม่ทานแป้ง และน้ำตาลมากจนเกินไป เท่านี้ก็สวยรูปร่างดีได้อย่างมีคุณภาพแล้วล่ะค่ะ

ที่มา>>>Sanook