5 เรื่องห้ามพูด เพื่อชีวิตครอบครัวที่สดใส

5 เรื่องห้ามพูด เพื่อชีวิตครอบครัวที่สดใสเชื่อว่าทุกคนคงอยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ลงตัว ไร้ซึ่งปัญหาใด ๆ แต่จะให้สดใส ซาบซ่า มีความสุขอยู่ตลอดเวลาคงเป็นไปไม่ได้ ทุกคู่ต้องผ่านปัญหา เจอบทเรียนเพื่อประคับประคองชีวิตครอบครัวให้แข็งแกร่งมากขึ้น

คงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ปัญหาไม่สำคัญ แต่วิธีแก้มันต่างหากที่สำคัญที่สุด” เพราะฉะนั้นบางเรื่องพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ รังแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง สู้เงียบไว้และรอปล่อยให้ผ่านไปตามจังหวะเวลาของมัน ปัญหานั้นก็จะคลี่คลายลงได้เอง Happy Wedding.Life รวบรวมเรื่องต้อง “ห้ามพูด” เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตคู่ รับรองว่าถ้าต่างคนต่างไม่พูดถึงทั้ง 5 เรื่องนี้ ชีวิตครอบครัวจะราบรื่นอย่างแน่นอน

1. แฟนเก่า

เรื่องระหองระแหงขั้นสุดยอด อย่าว่าแต่พูดถึงเลย แค่มีความเกี่ยวข้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ได้แล้ว เพราะคงไม่มีใครอยากให้อีกคนนึกถึงแฟนเก่าอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อใด ๆ ก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นการเปรียบเทียบด้วยแล้ว ก็ยิ่งทวีคูณความบางหมาดใจมากขึ้นไปอีก แฟนเก่าก็คืออดีตที่มีปัญหาทำให้ต้องเลิกรากันไป ฉะนั้นจะไปคิดถึงกันอีกก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก

ทางที่ดีควรอยู่กับปัจจุบันและวางแผนถึงอนาคตให้มากที่สุด ไม่มีประโยชน์ที่จะไปให้ความสำคัญกับเรื่องแต่เก่าก่อน โดยเฉพาะแฟนเก่า ยิ่งไม่ทำให้อะไรดีขึ้น อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ระลึกไว้เตือนใจ ทำวันนี้และอนาคตให้ดีที่สุดก็พอ

2. ครอบครัวของอีกฝ่าย

เป็นเรื่องเปราะบางที่สุดในความสัมพันธ์ของสามี-ภรรยา และไม่ใช่เรื่องที่ควรหยิบยกนำมาพูดไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อเกิดการทะเลาะกันที่มีสาเหตุมาจากครอบครัวของอีกฝ่าย จะเอามาโทษกันไม่ได้อย่างเด็ดขาด “เพราะแม่ของคุณนั่นแหละ” เป็นคำพูดที่ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าใครก็รักครอบครัวด้วยกันทั้งนั้น

สิ่งที่จะทำได้เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับครอบครัวของอีกฝ่าย ก็คือความเงียบและการรอคอยอย่างมีเหตุมีผล เพราะต่างคนต่างรู้ดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ไม่พูดถึงเท่านั้นเอง ดังนั้นควรรอเวลาให้ทุกอย่างเงียบสงบปราศจากอารมณ์ แล้วจึงค่อยหาวิธีแก้ไขถึงจะดีที่สุด ยังไงเสียปัญหาก็เกิดขึ้นแล้ว มัวแต่หาคนผิดคงไม่ใช่ทางออกที่ดี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เงิน การ์ตูน

3. เงินเดือนหรือรายได้

เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรหยิบยกมาพูดเมื่อกำลังเกิดปัญหา เพราะคนที่มีรายได้น้อยกว่ามักจะมีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่แล้ว การพูดเรื่องนี้ขึ้นมามีแต่จะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ถึงแม้จะกำลังประสบปัญหาเรื่องเงินอยู่ก็ตาม แต่การจะโทษว่า

4. โทรศัพท์

ทุกคนมักต้องการพื้นที่ส่วนตัวแม้สักเล็กน้อยก็ยังดี โทรศัพท์ก็เปรียบเสมือนโลกส่วนตัวอย่างหนึ่งที่บางคนก็อยากให้ใครเข้าไปยุ่ง แม้จะไม่มีความลับใด ๆ เลยก็ตาม บางครอบครัวถึงขั้นตั้งกฎว่าห้ามเช็คโทรศัพท์ของกันและกัน ตรงนี้อาจขึ้นอยู่กับการตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ แต่ถ้าไม่เคยมีการพูดคุยกันมาก่อนเลย ก็ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะมาเช็คโทรศัพท์ของกันและกัน

5. งาน

อีกเรื่องต้องห้ามที่ไม่ควรหยิบขึ้นมาพูดไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามนั่นก็คือเรื่อง “งาน” แม้ต่างคนต่างรู้ดีกันอยู่แล้วว่างานที่ทำอยู่นั้น มีความมั่นคง เจริญก้าวหน้า และรายได้มากน้อยแค่ไหน แต่เมื่ออีกคนเลือกที่จะทำงานนั้น ๆ แล้ว คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเอาเรื่องงานมาพูดในครอบครัว

แต่ถ้าอีกฝ่ายทุ่มเทกับงานอย่างมากจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว ทางที่ดีที่สุดก็คือต้องพูดคุยกันให้เข้าใจถึงความสมดุลของการทำงานและชีวิตครอบครัว คุยกันด้วยเหตุด้วยผล บอกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น อาจค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนเข้าหากันทีละน้อย เพื่อให้ชีวิตมีสมดุล

ที่มา>>>Sanook

เจอแล้วพานทองคำพระธาตุพนม คนร้ายโทรแจ้งตร.บอกวางไว้หลังวัด คนแห่ดูตีเลขเด็ด

จากกรณีหลวงปู่ภูพาน แห่งวัดโนนสวรรค์ อ.เมือง จ.สกลนคร ออกมาเปิดเผยต่อสื่อโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้วัดพระธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ตรวจสอบกรณีหลังจากตนและคณะอ้างว่านำพานทองคำ น้ำหนัก 42 บาท ซึ่งเป็นของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ชาว จ.สกลนคร อ้างว่าเป็นพานบายศรีใช้ต้อนรับอาคันตุกะและราชวงศ์สำคัญ ในโอกาสมาเยือน จ.สกลนคร เมื่อปี 2539 จึงนำมาบรรจุถวายไว้ในองค์พระธาตุพนม ก่อนอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย จึงขอให้ตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลทางสื่อออนไลน์ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มิ.ย. ที่ห้องประชุมจุดทวนสัญญาณวัดพระธาตุพนม พระศรีวิสุทธิเมธี ปุตฺตวโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม รองเจ้าคณะอำเภอธาตุพนม พระครูปรีชาพนมกร เลขานุการเจ้าอาวาสวัดฯ พ.ต.อ.วัชรพงษ์ ฉายวัฒนะ ผกก.สภ.ธาตุพนม, พ.ต.ท.อุทัย ตันงาม รอง ผกก.สส.สภ.ธาตุพนม พร้อมนายสุพจน์ ผิวดำ ปลัดอำเภอธาตุพนม ในฐานะฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจวัด และไวยาวัจกร วัดกว่า 20 คน ร่วมกันประชุมสรุปแนวทางค้นหาหลังพานทองคำหายไปในองค์พระธาตุพนม โดยใช้เวลาประชุมเคร่งเครียดนานกว่า 3 ชั่วโมง พระศรีวิสุทธิเมธี กล่าวว่า การที่ผู้มีจิตศรัทธานำสิ่งของมีค่าเช่น ทองคำ เงิน นาค ต้องให้ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบดูก่อนว่าอะไรมีค่าอะไรไม่มีค่า ต้องระบุว่านำอะไรมา มีความเป็นมาและมีความสำคัญอย่างไร กรณีที่หลวงปู่ภูพานนำพานทองคำมาไว้ในพระธาตุพนม ก็ไม่ได้แจ้งเราและทางเราก็ไม่ได้บันทึกไว้ มันหายไปเมื่อไหร่ก็มาโทษเรา ซึ่งผู้ที่นำมาไว้ ต้องมองว่ามีความศรัทธาหรือไม่ หรือต้องการอะไร นำมาถวายแล้วจะมาตามหาทีหลังไม่ได้ หากว่านำมาถวายแล้วมาหยิบเอาไปทีหลัง หรืออาจทวงถามเสมือนเป็นการส่อเจตนาขโมย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ทางวัดมีข้อมูลว่าทางผู้นำมาถวายพานทอง เมื่อปี 2556 หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผู้นำพานทองอ้างว่าน้ำหนัก 42 บาท พร้อมสิ่งของบริวาร อาทิ พระทองคำ สังข์ และงาช้าง ตอนเอามาบริจาคก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นพานทองคำด้วยซ้ำ หลังเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาทางวัดต้องระมัดระวัง เพราะก่อนนี้ทราบว่าผู้ที่มาด้วยกับคณะมาหยิบฉวยสังข์กลับไป เมื่อนำมาบริจาคแล้วแต่นำกลับเอาไปเหมือนเป็นการขโมย ต่อไปนี้ทางวัดมีมาตรการเด็ดขาดเป็นมติที่ประชุม หากใครจะเข้า-ออกองค์พระธาตุพนมให้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เจ้าอาวาสวัดต้องรับรู้ และมีผู้ช่วยเจ้าอาวาสคือตนรับรู้ด้วย “อาตมาตั้งข้อสังเกตว่าช่วงที่ทางวัดกำลังเสนอให้วัดพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก มันเป็นเรื่องที่น่าคิดที่มาเกิดเรื่องขึ้นพอดี เบื้องต้นได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา 1 ชุด และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบค้นหา 1 ชุด พร้อมจะได้ประสานคณะที่นำเอาพานมาถวายมาให้ข้อมูลว่านำเอาพานมาวางเมื่อไหร่ และพบเห็นพานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เพื่อตีกรอบให้แคบลง เพราะเมื่อเดือนพ.ย.2558 มีผู้ที่มากับคณะ มาถ่ายภาพสิ่งของทุกอย่างที่นำมาถวายบนองค์พระธาตุ แล้วนำกลับไปแล้วบางชิ้น จะให้คิดเป็นอย่างไร สรุปคือให้ปิดพระธาตุไม่ให้ใครขึ้นไปได้อีก” พระศรีวิสุทธิเมธี กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่กลุ่มผู้สื่อข่าวกลุ่มใหญ่ตรวจสอบและถ่ายภาพบริเวณฐานองค์พระธาตุพนมอยู่นั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาแจ้งว่าพบพานทองคำแล้ว โดยมีผู้นำไปวางไว้บริเวณประตูทางออกทิศใต้ของวัดหลัง โดยมีผู้แจ้งผ่านตำรวจ 191 ว่าจะนำมาคืน แต่ก็เงียบหายไป กระทั่งผู้สื่อข่าวเดินออกมาจากประตูวัด มี ด.ต.วิเชียรดิลก สุขวัฒนรัตน์ ตำรวจประจำวัด และ ร.ต.ท.บุญมี คุริมา รอง สว.(ป) สภ.ธาตุพนม มาแจ้งกับผู้สื่อข่าวว่าพบแล้ว กระทั่งเวลา 12.00 น. พ.ต.ท.อุทัย ตันงาม รอง ผกก.สส.สภ.ธาตุพนม เดินไปหยิบพานทองคำที่หายไป วางอยู่บนพานทองเหลืองมีผ้าขาวห่อหุ้มไว้ จึงแกะออกมาตรวจสอบเทียบเคียงกับภาพถ่าย  พบว่าเป็นพาน ซึ่งอ้างว่าเป็นพานทองคำที่หายจริง วางอยู่บนตู้เหล็กกองอำนวยการรักษาความปลอดภัยของวัด

พ.ต.ท.อุทัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พานที่อ้างว่าทำจากทองคำน้ำหนัก 42 บาท กลับมีน้ำหนักเบามาก ซึ่งอาจไม่ใช่ทองคำแท้ทั้งหมด อาจเป็นการเคลือบทองคำในส่วนพานชั้นใน คาดว่าคนที่เอาไปอาจกลัวความผิด จึงนำมาคืน จึงโทรศัพท์แจ้งให้สายตรวจ 191 ทราบก่อนนำมาวางไว้ที่จุดดังกล่าว เบื้องต้นจะนำไปบันทึกลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมตรวจสอบว่าผู้ที่มาขโมยไปและนำเอามาคืนในภายหลัง มีจุดประสงค์อย่างไรแน่ชัด เพื่อเร่งสืบสวนสอบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ด้าน พระศรีวิสุทธิเมธี กล่าวว่า เบื้องต้นจะทำบันทึกรายงานต่อพระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม และเจ้าคณะจังหวัดนครพนม หลังมีผู้นำพานทองคำมาคืนริมรั้ววัด เพื่อจะได้แจ้งประสานให้ผู้นำพานมาถวายได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ณะที่พบพานทองคำบริเวณประตูทางออกข้างวัด มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ต่างแห่มารุมล้อมถ่ายภาพพานทองคำดังกล่าว พร้อมยกมือสาธุท่วมหัว หลังได้กลับคืนมา นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าที่ก้นพานยังพบตัวเลขระบุ 042 ตรงกับน้ำหนักพาน ซึ่งกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ว่าเป็นพานทองคำน้ำหนัก 42 กิโลกรัม หลังข่าวแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่ามีเซียนหวยแห่ไปซื้อลอตเตอรี่เลขดังกล่าว ไว้เสี่ยงโชคงวดประจำวันที่ 16 มิ.ย. จนเกลี้ยงแผง ที่กระจายอยู่ในวัดจำนวนมากในพริบตา

ที่มา>>>ข่าวสด

ทูตไทยส่งมอบเงิน 10 ล้านเยน ช่วยแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น

เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว เป็นตัวแทนรัฐบาลไทย มอบเงินช่วยเหลือเหตุแผ่นดินไหว 10 ล้านเยน แก่ผวจ.คุมาโมโต้ ยันไทยพร้อมช่วยทุกด้าน ส่วน ผวจ.คุมาโมโต้ ขอบคุณรัฐบาลไทย-ชาวไทย ขอให้กลับมาเที่ยวอีกครั้ง หลังจากฟื้นฟูแล้ว…

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2559 นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้เดินทางไปเยี่ยม จ.คุมาโมโต้ และเข้าพบ นายอิคุโอะ คาบาชิมะ ผู้ว่าราชการจังหวัดคุมาโมโต้ ที่ศาลาว่าการ จ.คุมาโมโต้ พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย กรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ที่ จ.คุมาโมโต้ เป็นเงินจำนวน 10 ล้านเยน (ประมาณ 3,233,000 บาท) ซึ่งเป็นการแสดงไมตรีจิตจากรัฐบาลไทยที่มีให้แก่ จ.คุมาโมโต้เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในการช่วยเหลือประชาชน และฟื้นฟูต่อไปนายบรรสาน บุนนาค ออท. ณ กรุงโตเกียว มอบเงินจากรัฐบาลไทย 10 ล้านเยน แก่ ผวจ.คุมะโมโตะ ที่ประสบภัยแผ่นดินไหว

ขณะเดียวกัน นายบรรสาน ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ว่า พระราชวงศ์ รัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย ซึ่งมีความผูกพันกับญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง รู้สึกห่วงใยเป็นอย่างมาก และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยก่อนหน้านี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ รวมทั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีข้อความพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังสมเด็จพระจักรพรรดิ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ได้มีข้อความแสดงความเสียใจถึงนายกรัฐนตรีญี่ปุ่นเช่นกัน โดยรัฐบาลไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประชาชนใน จ.คุมาโมโต้ จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติในไม่ช้า และ จ.คุมาโมโต้ ฟื้นตัวได้โดยเร็วและดียิ่งขึ้นกว่าเดิม หากมีเรื่องใดที่ไทยสามารถให้ความร่วมมือได้ ไทยพร้อมและยินดีเสมอ

พร้อมกันนี้ นายบรรสาน ได้ขอบคุณ ผวจ. และเจ้าหน้าที่ของ จ.คุมาโมโต้ ที่ได้ให้ความร่วมมือในการอพยพคนไทย จำนวน 16 คน ออกจาก จ.คุมาโมโต้ เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันยังมีคนไทยที่มีถิ่นพำนักอยู่ใน จ.คุมาโมโต้ อีกจำนวน 198 คน จึงขอความร่วมมือให้ช่วยดูแลคนไทยดังกล่าวต่อไปด้วยออท.บรรสาน กล่าวแสดงความห่วงใย และขอบคุณ ผวจ.คุมะโมโตะ ช่วยเหลือพยพคนไทยกลับประเทศ

ด้าน นายอิคุโอะ คาบาชิมะ ผวจ.คุมาโมโต้ กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทย ที่ให้ความช่วยเหลือจังหวัด ซึ่งได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และยังซาบซึ้งถึงน้ำใจที่ได้รับตลอดมาจากประเทศไทยและชาวไทย โดยก่อนหน้านี้ ได้รับเงินช่วยเหลือกรณีอุทกภัยในจังหวัด เมื่อเดือน ก.ค. 2555 อีกทั้งยืนยัน จ.คุมาโมโต้ ไม่ได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งหมด ยังมีสถานที่ที่ได้รับความเสียหายไม่มากนักด้วย ซึ่งกำลังเร่งฟื้นฟูสถานที่ต่างๆ และระบบคมนาคมให้สมบูรณ์โดยเร็ว พร้อมทั้งคาดหวังว่าชาวไทยจะกลับมาท่องเที่ยวที่ จ.คุมาโมโต้ ดังเดิม โดย นายบรรสาน เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว รับปากว่าจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ชาวไทยได้ทราบต่อไป.

ที่มา>>>Thairath