รู้จัก “อาการแพ้ท้อง” อาการคนท้องที่แม่มือใหม่ควรรีบทำความเข้าใจ

รู้จัก “อาการแพ้ท้อง” อาการคนท้องที่แม่มือใหม่ควรรีบทำความเข้าใจผู้หญิงเราเมื่อตั้งครรภ์กลายเป็นว่าที่คุณแม่มือใหม่แล้ว อาการคนท้องต่างๆ ก็เริ่มมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอาการแพ้ท้อง ซึ่งเป็นอาการคนท้องประจำหลักๆ เลยก็ว่าได้ คุณแม่มือใหม่ที่กำลังเริ่มแพ้ท้อง เรามาทำความรู้จักอาการนี้กันดีกว่า อาการแพ้ท้องเกิดจากอะไร และมีอาการใดบ้าง จะได้เตรียมรับมือกันอย่างเท่าทันค่ะ

สาเหตุของอาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง เป็นอาการคนท้องที่มักเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกับคุณแม่แทบจะทุกคน และนี่ก็คือ สัญญาณของการตั้งครรภ์อย่างเด่นชัด สำหรับอาการแพ้ท้องนั้นเกิดขึ้นมาจากฮอร์โมน HCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin โดยฮอร์โมนนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากรกเพื่อกระตุ้นรังไข่กับการสร้างฮอร์โมนชนิดอื่นๆ ในช่วงระยะเวลาแรกของการตั้งครรภ์ อีกทั้งระดับฮอร์โมน HCG ก็ยังมีระดับที่สูงขึ้นจนทำให้คุณแม่มีอาการแพ้ท้อง กล่าวคือ ประสาทการรับกลิ่นจะสูงขึ้น ไวต่อกลิ่น ประสาทการรับรู้รสชาติเปลี่ยนแปลงไป และยังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายตามมาอีกด้วย เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ และอ่อนเพลีย สำหรับอาการแพ้ท้องนั้นจะเกิดขึ้นช่วงคุณแม่ตั้งครรภ์อ่อนๆ ประมาณ 1-3 เดือนแรก และอาการจะค่อยๆ บรรเทาเบาลงไปเองเรื่อยๆ แต่ในคุณแม่บางท่านอาจจะมีอาการแพ้ท้องนานกว่า 3 เดือน หรือเกิดอาการแพ้ไปตลอดอายุครรภ์เลยก็มี

แม่มือใหม่ควรรู้ อาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร ?

1.คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ

คุณแม่จะมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ร่วมกับอาการพะอืดพะอมจนอยากจะอาเจียนอยู่ตลอดเวลา และหากอาเจียนบ่อยก็อาจเกิดอาการหน้ามืดตามมาด้วยได้ แต่อาการนี้มักจะเกิดขึ้นในตอนเช้า หรือในคุณแม่บางรายก็อาจมีอาการดังกล่าวตลอดทั้งวันเช่นกัน

2.ไวต่อกลิ่น รู้สึกเหม็นง่ายขึ้น

คุณแม่จะมีประสาทสัมผัสทางการได้กลิ่นที่ไวมากขึ้น และยังทำให้รู้สึกเหม็นกับกลิ่นรอบตัวบางอย่างได้ง่ายอย่างมาก จากที่เคยชอบกลิ่นบางอย่างหรือไม่รู้สึกอะไรกับกลิ่นๆ นั้น แต่เมื่อแพ้ท้องก็จะรู้สึกเหม็นกลิ่นนั้นๆ และไม่ชอบจนพาลเกิดอาการอยากอาเจียนขึ้นในทันที ขณะเดียวกัน กลิ่นบางอย่างที่ไม่เคยชอบก็อาจจะกลับกลายมาเป็นชอบ และในคุณแม่บางท่านก็ยังเหม็นแม้แต่กลิ่นสามีด้วย

3.ประสาทในการรับรสเปลี่ยนไป

เนื่องจากประสาทในการรับรู้รสชาติเปลี่ยนไป บางครั้งจึงทำให้กินอาหารอะไรก็ไม่อร่อย จากเดิมที่เคยชอบอาหารแบบนี้ก็จะกลายเป็นไม่ชอบ หรือคุณแม่บางคนก็จะมีอาการอยากกินอาหารแปลกๆ ที่ไม่เคยกินหรือไม่ชอบกินมาก่อน รวมถึงอาหารรสเปรี้ยว โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยวอย่างมะนาว มะยม และมะม่วงเปรี้ยวๆ เป็นต้น ในขณะคุณแม่บางรายที่มีอาการแพ้ท้องหนักมากก็จะไม่อยากกินอะไรเลย เพราะรู้สึกได้ถึงรสขมเฝื่อนในปากตลอดเวลา แม้แต่ดื่มน้ำก็ยังขม สร้างความทุกข์ทรมานในการกินอาหารได้เป็นอย่างมากทีเดียว

4.อ่อนเพลียง่าย

อาการเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนเพลียง่าย และอาการง่วงนอนบ่อยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งอาการแพ้ท้องเช่นกัน ทำให้คุณแม่บางท่านอยากจะนอนตลอดทั้งวันทั้งคืน เรียกว่านอนเท่าไรก็ไม่อิ่ม นั่นเพราะเป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนภายในร่างกายแปรเปลี่ยน อีกทั้งร่างกายยังต้องการใช้พลังงานมาก เพราะทารกในครรภ์กำลังอยู่ในระหว่างช่วงพัฒนากระบวนการเจริญเติบโต

5.อารมณ์แปรปรวน

นอกจากอาการแพ้ท้องดังที่กล่าวมาแล้ว คุณแม่ยังมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดและอ่อนไหวง่ายอีกด้วย โดยเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

และนี่ก็คือ อาการแพ้ท้องที่คุณแม่มือใหม่ควรทำความรู้จักไว้ ซึ่งอาการแพ้ท้องนั้น เป็นอาการคนท้องที่ส่งสัญญาณให้เรารู้ชัดเจนแน่นอนว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ทารกน้อย รู้แบบนี้แล้วก็ควรใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี และควรมองโลกในแง่ดี ทำใจให้สบายๆ อย่าไปวิตกกังวลกับอาการแพ้ท้องมากจนเกินไป เพราะว่ากันว่ายิ่งแพ้ท้องหนักมากนั่นหมายถึงทารกน้อยปลอดภัย แข็งแรงนั่นเอง เห็นทียิ่งแพ้หนักก็ยิ่งเป็นสัญญาณให้หมดห่วงนะคะคุณแม่

ที่มา>>>ข่าวสด

อาหารที่ทำให้เป็นสิว ไม่อยากให้สิวขึ้น เลี่ยงอาหารกระตุ้นสิวเหล่านี้เถอะ!!

อาหารที่ทำให้เป็นสิว ไม่อยากให้สิวขึ้น เลี่ยงอาหารกระตุ้นสิวเหล่านี้เถอะ!!

อาหารที่ทำให้เป็นสิว เป็นอีกหนึ่งปัจจัยกระตุ้นให้เกิดสิวจากภายในอย่างที่สาวๆ หลายคนไม่เคยรู้ตัว ว่าแต่อาหารที่ทำให้เป็นสิวจะมีอาหารใดบ้าง ไม่อยากมีสิวบุกขึ้นหน้า มาดูกันเลยค่ะ

นมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด

ไม่ว่าจะเป็นนมวัว หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนมวัวทุกชนิดก็เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดสิวขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากนมวัวมีฮอร์โมนอยู่หลายชนิดที่อาจเป็นฮอร์โมนของวัวเอง หรืออาจเป็นฮอร์โมนของวัวที่ถูกเลี้ยง ฮอร์โมนบางชนิดเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากภาวะธรรมชาติ ซึ่งหากเราได้รับเข้าสู่ร่างกายมันก็จะเข้าไปกระตุ้นทำให้เกิดสิว นอกจากนี้ โปรตีนจากนมวัวยังย่อยยาก ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนัก และอาจส่งผลทำให้ขับถ่ายไม่ออก ท้องผูก เมื่อเกิดปัญหาท้องผูก สาวๆ ก็ต้องเป็นสิวขึ้นง่ายแน่นอน ดังนั้น หันมาดื่มนมถั่วเหลืองแทนก็เวิร์กเหมือนกันนะคะ ดีต่อสุขภาพและบำรุงผิวพรรณในตัวได้อีกด้วย

อาหารที่ทำให้เป็นสิว ไม่อยากให้สิวขึ้น เลี่ยงอาหารกระตุ้นสิวเหล่านี้เถอะ!!

มันฝรั่งทอด ขนมปัง และเบเกอรี่

อาหารที่มีแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่สาวๆ ไม่ควรกินอย่างยิ่งเลยล่ะ โดยเฉพาะใครที่มีสิวง่าย เพราะการที่ร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณมากจะส่งผลทำให้เซลล์ผิวมีการแบ่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้มีไขมันเข้าไปอุดตันที่รูขุมขน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวนั่นเอง

อาหารที่ทำให้เป็นสิว ไม่อยากให้สิวขึ้น เลี่ยงอาหารกระตุ้นสิวเหล่านี้เถอะ!!

ช็อกโกแลต เค้ก และขนมหวานต่างๆ

เมื่อไรที่ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลมากเกินกว่าความจำเป็น มันจะเข้าไปกระตุ้นการสร้างอินซูลินเพื่อเข้ามาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้คงสู่สภาวะปกติ ซึ่งกระบวนการสร้างอินซูลินนี่เองค่ะที่จะทำให้ผิวหนังของเรามีไขมันเพิ่มยิ่งขึ้น เมื่อผิวหน้ามันก็เป็นที่มาของการเกิดปัญหาผิวอุดตัน และกลายมาเป็นสิวได้ในที่สุด

อาหารที่ทำให้เป็นสิว ไม่อยากให้สิวขึ้น เลี่ยงอาหารกระตุ้นสิวเหล่านี้เถอะ!!

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อีกหนึ่งเครื่องดื่มที่เป็นพิษต่อผิวหน้า ไม่ว่าจะเป็นสุรา เบียร์ ไวน์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ล้วนมีส่วนกระตุ้นทำให้เกิดสิวทั้งสิ้น เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้เมื่อเราดื่มเข้าไป ร่างกายจะพยายามกำจัดออกไปโดยเร็วที่สุด ซึ่งโดยส่วนมากก็จะขับออกทางปัสสาวะ ซึ่งน้ำที่ถูกขับออกจากร่างกายหาใช่เพียงแค่แอลกอฮอล์อย่างเดียวเท่านั้นนะคะ แต่เป็นน้ำภายในร่างกายของเราด้วย และเมื่อร่างกายขาดน้ำ ผิวก็ย่อมแห้งกร้านไม่สดใส จนมีผลทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาหล่อเลี้ยงผิวเพื่อให้คงความสมดุลดังเดิม ซึ่งกระบวนการผลิตน้ำมันใต้ผิวก็อาจทำให้เกิดไขมันอุดตันในรูขุมขน และทำให้เป็นสิวได้ในที่สุด

ที่มา>>>Sanook

จริงหรือไม่? ผัก 6 ชนิดนี้ ห้ามทาน “ดิบ”

เฟซบุ๊ค ของอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงผัก 5 ชนิดที่มีข้อมูลแชร์ต่อๆ กันในโลกออนไลน์ว่า ห้ามทาน “ดิบ” เพราะจะอันตรายต่อร่างกาย โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อันที่จริงแล้วผักบางชนิดห้ามทานดิบจริง บางชนิดก็สามารถทานดิบได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน และต้องมีวิธีหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจแฝงมากับผักดังกล่าว

“กะหล่ำปลี ถั่วงอก หน่อไม้และมัน ถั่วฝักยาว และผักโขม … กินดิบได้ แค่ระวังในบางคน”

เรื่องนี้ผมเคยโพสต์เองแล้ว แต่ได้อาจารย์จากสถาบันโภชนาการ มหิดล มาช่วยให้รายละเอียดยืนยันด้วย เลยขอเอามาสรุปอีกที

กะหล่ำปลี – คนปรกติกินดิบได้ จำกัดเฉพาะผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ เพราะสารกอยโตรเจน (Goitrogen) จะขัดขวางการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ แต่ถ้าเอาไปผ่านความร้อน กอยโตรเจนจะสลายไป … ที่ต้องกังวลคือสารเคมีตกค้างได้ ต้องล้างให้ดีก่อนกินดิบ

ถั่วงอก – กินดิบได้ แต่ต้องระวังเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อน ควรล้างให้สะอาดหรือแช่น้ำด่างทับทิมก่อนเพื่อฆ่าเชื้อ คนที่ควรระวังจึงเป็นคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เด็กเล็ก หรือหญิงตั้งครรภ์

 

ถั่วฝักยาว – กินดิบให้ระวังยาฆ่าแมลง โดยเฉพาะพวกยาดูดซึม การล้างธรรมดาอาจไม่เพียงพอ ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สัก 5 นาที อาจทำ 2 ครั้ง หรืออาจหักเป็นท่อนๆ ก่อนแช่

 

หน่อไม้ดิบ และมันสำปะหลัง – อันนี้ห้ามกินดิบจริง เพราะมีสารไซยาไนด์อยู่ตามธรรมชาติ ควรต้มในน้ำเดือดก่อน ประมาณ 10 นาที จะช่วยลดสารพิษได้ 90%

 

ผักโขม – กินดิบได้ ยกเว้นเฉพาะคนที่ขาดธาตุเหล็ก เพราะมีกรดออกซาลิก (Oxalic Acid) จะไปต้านการดูดซึมธาตุเหล็ก และแคลเซียม

ที่มา>>>Sanook

8 วิธีป้องกันโรคมะเร็งแสนง่าย ทำได้แค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

8 วิธีป้องกันโรคมะเร็งแสนง่าย ทำได้แค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

“มะเร็ง” แค่ชื่อก็ไม่อยากได้ยินแล้ว ทุกคนคงรู้ว่ามันร้ายแรงขนาดไหน น้อยคนที่จะมีชีวิตรอดหากตรวจพบ บางคนอาจตรวจเจอตอนเริ่มเป็นระยะแรกก็มีสิทธิ์ที่จะหายได้ แต่ยังไงเสียมันก็ทำลายสุขภาพจิตของเราไปไม่ใช่น้อย  Sanook! Health เลยรวบรวม 8วิธีป้องกันโรคมะเร็งมาให้อ่านกัน

1. เพิ่มโรสแมรี่และใบโหระพาในการหมักเนื้อสัตว์

หมักเนื้อเพื่อทำอาหารเมื่อไร ลองใส่โรสแมรี่และใบโหระพาลงไปด้วยสิ อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนปรุง เพราะในโรสแมรี่ และใบโหระพาเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากถึง 87% ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้

2. ดื่มน้ำเยอะๆ

การดื่มน้ำมากๆ ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ เพราะการรับน้ำในปริมาณที่เพียงพอจะทำให้สารก่อมะเร็งในปัสสาวะเจือจางลงและขับออกทางปัสสาวะ

3. รับประทานผักผลไม้สีเขียว

การทานผักผลไม้สีเขียวเข้มช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้หญิงได้ เพราะในคลอโรฟิลล์จะมีแมกนีเซียมอยู่มาก ซึ่งแมกนีเซียมจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติในการแบ่งเซลล์ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโรคอะไร ยังไงเสียการออกกำลังกายก็ช่วยได้เสมอ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ช่วยรักษาสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ถ้าฮอร์โมนผิดปกติ ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นออกกำลังกายวันละ 30-45 นาที นอกจากจะช่วยป้องกันโรคแล้ว ยังทำให้ผ่อนคลายและสุขภาพดีอีกด้วย

5. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

ควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะทางสมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า 20% ของผู้ชายและ 14 % ของผู้หญิงเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด เนื่องจากมีน้ำหนักเกินหรืออ้วนนั่นเอง ดังนั้นอย่าตามใจปากมากนักละ จะได้ห่างไกลโรคร้ายนี้

6. อย่าละเลยอาการเจ็บปวดต่างๆ

ถ้ารู้สึกมีอาการปวดบริเวณไหนมากๆ หรือบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์โดยเร็ว อย่าปล่อยไว้ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายจากร่างกายได้ สำหรับผู้หญิงหากมีอาการปวดบริเวณช่องท้องมาก และเป็นบ่อยครั้ง มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ได้

7. ลดการรับประทานอาหารเค็ม

ในที่นี้จะพูดถึงการทานเกลือ เกลือสามารถทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารของเราได้ หากได้รับเกิน  2400 มิลลิกรัมต่อวัน มีความเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นควรทานให้พอเหมาะ คนทานอาหารติดเค็มควรเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเร็ว

8. รับประทานแคลเซียมให้มากขึ้น

นอกจากแคลเซียมจะช่วยให้กระดูกแข็งแรงแล้ว มีงานวิจัยพบว่ากลุ่มที่ทานแคลเซียมติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง 36% อาหารที่มีแคลเซียมและหาซื้อได้ง่ายมีมากมาย เช่น นม และโยเกิร์ต นั่นเอง

ที่มา>>>Sanook

7 วิธีลดความหิว เอาใจคนลดน้ำหนัก

7 วิธีลดความหิว เอาใจคนลดน้ำหนัก

หิวก็หิว แต่ก็อยากผอม ทำไงดี ? คนลดน้ำหนักน่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี คงไม่แปลกที่จะหิวเพราะแต่ก่อนกินหนักทุกวัน หิวเมื่อไรก็กิน อยู่ดีๆ ต้องมากินน้อยลง ทำไงได้เพื่อหุ่นที่ดีต้องอดทน ถ้าหากมีวิธีช่วยให้ลดความหิวลงได้คงจะดีไม่น้อยใช่มั้ยล่ะ  เลยรวบรวมวิธีลดความหิวมาให้อ่านกัน

1. ดื่มนมถั่วเหลือง

นมถั่วเหลืองนำมาเป็นอาหารว่างถือว่าไม่เลว แถมยังหาซื้อได้ง่าย เพราะนมถั่วเหลืองให้ทั้งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน โปรตีนและไขมันดี ช่วยให้อยู่ท้องได้ดีเลยทีเดียว

2. ดื่มนมจืด

ในนมจืดมีเคซีน (Casein) และโปรตีนเวย์ (Protein Whey) ช่วยให้ลดความอยากอาหารได้ ถ้าเป็นแบบไขมันต่ำก็ยิ่งดีเลย เพราะแคลอรี่จะน้อยกว่าแบบปกติลงมาอีก

3. กินผลไม้

ควรเลือกกินผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงและแคลอรี่ต่ำ กินแบบเป็นลูกได้ยิ่งดี เช่น ส้ม ส้มโอ เพราะถ้าเป็นน้ำผลไม้ไฟเบอร์จะน้อยมาก สามารถกินพร้อมกับอาหารมื้อหลักหรือยามว่างก็ได้จะทำให้อิ่มมากยิ่งขึ้น

4. ทานอาหารไฟเบอร์สูง

อาหารที่มีไฟเบอร์หรือใยอาหารสูง เช่นพวกผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว อาหารเหล่านี้จะให้พลังงานที่ต่ำ แต่ทำให้อิ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนลดน้ำหนักต้องการ ดังนั้นอย่าลืมกินซะล่ะ

5. กินถั่ว

ถั่วน่าจะเป็นอาหารโปรดของใครหลายคน ขอบอกว่าคุณมาถูกทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วอัลมอนด์ ถั่วลิสงหรือจะเป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็ไม่เลว เพราะมีโปรตีนและไฟเบอร์สูง ทำให้อิ่มง่าย แต่ในถั่วก็มีไขมันสูงเช่นกัน ดังนั้นควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ

6. กินสลัดผัก

หากนำมากินก่อนมื้ออาหารหลักจะช่วยให้เรากินอาหารหลักได้น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นสลัดชามใหญ่หรือชามเล็ก ควรกินผักให้เยอะและใช้น้ำสลัดไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันได้ยิ่งดี ถูกใจคนชอบสลัดกันเลยล่ะสิ

7. เคี้ยวอาหารช้าๆ ละเอียดๆ

บางคนชอบรีบกินอาหาร เคี้ยวแปปๆ กลืน หารู้ไม่ว่า คนเราต้องใช้เวลากว่า 20 นาทีที่ฮอร์โมนจะส่งไปถึงสมอง ทำให้รู้สึกอิ่ม ดังนั้นใครชอบรีบกินละก็กว่าจะรู้สึกอิ่มก็กินไปซะเต็มท้องแล้ว รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินโดยด่วนเลยน้า ลองเคี้ยวให้ได้สัก 20 ครั้งก่อนกลืนดูสิ รับรองว่าจะอิ่มเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะเลย

ที่มา>>>Sanook

วิธีการเปิดใช้งาน Night Shift โหมดถนอมสายตาขณะใช้งาน iPhone ตอนกลางคืน

สำหรับฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน iOS 9.3 ที่ถือว่า เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ Night Shift ซึ่งเป็นฟีเจอร์ปรับแสงบนหน้าจอให้กลายเป็นแสงสีเหลืองในเวลากลางคืน เพื่อถนอมสายตาขณะใช้งาน

โดยแสงสีเหลืองบนหน้าจอนั้น จะคล้ายๆ กับหลอดไฟแบบ Warm White หรือหลอดไฟแสงส้ม ซึ่งแสงเหล่านี้ มีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนที่มีชื่อว่า เมลาโทนินโดย เมลาโทนิน นั้น เป็นฮอร์โมนที่ถูกหลั่งออกมาเพื่อเป็นการบอกให้ร่างกายได้รับรู้ว่า ถึงเวลานอนแล้ว ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกง่วงและอยากนอนพักผ่อน แต่ฮอร์โมนดังกล่าว จะถูกยับยั้งการสร้างโดย แสงสีฟ้า บนหน้าจอสมาร์ทโฟน ทำให้ผู้ที่ชอบเล่นสมาร์ทโฟนก่อนนอน เกิดอาการตาค้าง และนอนไม่เต็มอิ่ม เนื่องจากร่างกายเกิดการเข้าใจผิดว่า เป็นเวลากลางวัน ทำให้ไม่มีการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมานั่นเองสำหรับวิธีการเปิดใช้งาน Night Shift นั้น ผู้ใช้จำเป็นต้องจะอัปเดตให้เป็น iOS 9.3 เสียก่อน หลังจากนั้น ให้เข้ามาตั้งค่าการใช้งานที่ Settings > Display & Brightness > Night Shift ซึ่งจะมีเมนูตั้งค่าการใช้งาน 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

  • Schedule จะเป็นการตั้งเวลาเปิดปิดโหมด Night Shift ซึ่งจะมีตัวเลือก 2 แบบ นั่นก็คือ ตามเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก กับ กำหนดเองว่าจะเปิดใช้งานตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง
  • Manually Enable Until Tomorrow เปิดใช้งาน Night Shift และจะปิดเองเมื่อถึงพรุ่งนี้เช้า
  • Color Temperature ปรับโทนสีของ Night Shift

นอกจากนี้ ยังสามารถเปิด-ปิดการใช้งานได้จาก Control Center อีกด้วย

ถึงแม้ว่า Night Shift จะเป็นตัวช่วยในการช่วยลดแสงสีฟ้าขณะใช้งาน iPhone ในตอนกลางคืน แต่เพื่อสุขภาพที่ดี ไม่ควรเล่นสมาร์ทโฟนก่อนนอนจนติดเป็นนิสัย และเข้านอนให้เป็นเวลาเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จะดีกว่าครับ

ที่มา : techmoblog.com