นักบินอึ้งพบโดรนบินสูงลิบห่างปีก 20 เมตรขณะกำลังเอาเครื่องขึ้น หวั่นเกิดอันตรายหนัก!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการบินโดรนในระยะที่สูงเกินไป โดยพบว่า มีสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่งในโพสต์ในลงในกลุ่มเฟซบุ๊กที่มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องโดรน โดยพบว่าสมาชิกเฟซบุ๊กรายดังกล่าว แสดงตัวว่าเป็นนักบิน พบเครื่องโดรนในระยะที่สูงจากพื้นดินถึงประมาณ 900-1100 เมตร ซึ่งเทียบเท่าเพดานการบิน โดยเครื่องห่างจากปีกไปไม่ถึง 20 เมตร และยังเป็นเส้นทางการบินเข้าออกของเครื่องบินจึงนำมาโพสต์เตือนเรื่องอุบัติเหตุ โดยก่อนหน้าพบว่า มีการเตือนเรื่องการปลดล็อกความสูงของโดรน ว่า มีร้านที่รับปลดล็อกให้บินสูงได้ถึง 800-900 เมตร ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้หากเข้าไปอยู่ในระยะเพดานบิน

โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “สวัสดีครับ ขออนุญาตโพสเพื่อแจ้งให้ทราบนิดนึงนะครับ เหตุเกิดเช้าวันนี้ครับ เวลาประมาณ 8.17 น. ขณะผมบินขึ้นจากสนามบินดอนเมืองด้วยเส้นทางขาออก (Standard Instrument Departure หรือ SID) พบ Drone สีขาว บินอยู่ความสูงประมาณ 3000-3500 ฟุต หรือประมาณ 900-1100 เมตร ทางปีกขวาห่างไปไม่ถึง 20 เมตร บริเวณที่พบคือในวงกลมสีชมพูครับ

เครื่องบินที่ออกจากดอนเมืองจะผ่านบริเวณนี้เกือบทุกลำครับ ผมเกรงว่าวันหนึ่งเครื่องอาจจะชนกับ Drone ได้ครับ ตัวอย่างเคสเมื่อเช้าถ้ามองในแง่ดีที่สุดคือชนแล้วเครื่องบินเสียหายกับพื้นผิวเครื่องบิน ต้องกลับไปลงดอนเมือง แต่ด้วยน้ำหนักเครื่องที่เกิน Max landing Weight เพราะเมื่อเช้าเครื่องต้องบินเข้าจีน บินไกล ต้องเอาน้ำมันไปเยอะ กลับมาลงเครื่องต้องถูกห้ามบินและนำเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างครับ สมาชิกท่านใดรู้จักคนที่บินบริเวณนี้รบกวนแจ้งเขาให้ทราบทีครับ ว่าบริเวณนี้อันตรายสำหรับเครื่องบินมากครับ ผมเองไม่อยากให้เกิดความเสียหายครับ”

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

10 ไอเท็มที่ควรมีไว้ติดรถ รับรองว่าต้องได้ใช้แน่นอน..!

10 ไอเท็มที่ควรมีไว้ติดรถ รับรองว่าต้องได้ใช้แน่นอน..!     คนใช้รถทุกวันคงรู้ดีว่า การขับรถไปสถานที่ไกลๆ หรือที่ที่ไม่คุ้นเคย อาจต้องพบเจอกับอุบัติเหตุหรือปัญหาที่ไม่คาดคิดล่วงหน้าได้ ดังนั้น จึงขอแนะนำ 10 ไอเท็มที่ควรมีไว้ติดรถ รับรองว่ามีประโยชน์มหาศาลเมื่อถึงยามจำเป็น

1.กรมธรรม์ประกันภัย-พ.ร.บ.

     ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ทุกครั้งที่ต่อประกันรถยนต์หรือพ.ร.บ. คุณได้เก็บเอกสารสำคัญต่างๆเหล่านั้นไว้ในรถเรียบร้อยแล้ว เพราะยามเกิดอุบัติเหตุจริง คุณจำเป็นต้องใช้เอกสารเหล่านี้เพื่อประโยชน์ในการเคลมประกัน หรือแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

2.คู่มือรถยนต์

     แม้ว่าคุณจะขับรถจนเชี่ยวชาญแล้ว แต่รถรุ่นใหม่ๆ มักมีฟังก์ชั่นเพิ่มขึ้นเสมอ ดังนั้น จึงควรติดเล่มคู่มือรถยนต์เอาไว้ในรถเสมอ เผื่อกรณีที่ใช้งานอุปกรณ์ใดไม่เป็น หรือรถยนต์มีอาการประหลาดที่ไม่เคยเจอมาก่อน จะได้นำคู่มือมาอ้างอิงได้ รวมถึงเป็นประโยชน์ในกรณีต้องนำรถเข้าอู่นอก ที่ช่างอาจไม่มีความรู้ความเข้าใจในสเป็คของรถแต่ละรุ่น

3.ชุดปฐมพยายาลเบื้องต้น

     ในรถยุโรปหรูแทบทุกคันจะถูกติดตั้งชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาให้ ซึ่งภายในกล่องจะประกอบด้วย กรรไกร, ผ้าก็อซ, พลาสเตอร์ปิดแผล, ยาทำแผล เป็นต้น ซึ่งรถญี่ปุ่นที่ไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้มาให้ สามารถหาซื้อแบบชุดสำเร็จรูปติดท้ายรถไว้ได้เช่นกัน จะซ่อนไว้กับยางอะไหล่ก็ดี

4.ชุดปะยางฉุกเฉิน

     แม้ว่ารถทุกคันจะมียางอะไหล่ หรือ ติดตั้งยางแบบรันแฟลตมาให้อยู่แล้ว แต่บางครั้งจะสะดวกกว่าถ้ามีชุดปะยางฉุกเฉิน เพราะสามารถซ่อมยางได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องใช้แรงถอด-ยกล้อให้วุ่นวาย แต่อย่าลืมว่าต้องมีชุดปั๊มลมสำหรับเติมลมยางติดไว้ด้วยนะครับ

5.สายชาร์จโทรศัพท์มือถือ

เมื่อโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สายชาร์จมือถือก็เช่นเดียวกัน การเสียบสายชาร์จผ่านพอร์ต USB สามารถทำได้ แต่อาจช้ากว่าการชาร์จด้วยปลั๊กไฟบ้านมาก ทางที่ดีควรใช้หัวชาร์จแบบเสียบปลั๊ก 12 โวลต์ จะช่วยให้แบตเตอรี่เต็มเร็วขึ้น100

6.ลูกอม-น้ำดื่ม

     ใครที่ใช้รถเดินทางไกลเป็นประจำ ควรพกลูกอมและน้ำดื่มติดรถไว้ด้วย จะพอช่วยให้หายจากอาการง่วงซึมได้บ้าง ซึ่งน้ำดื่มยังมีประโยชน์ในกรณีฉุกเฉิน เช่น หม้อน้ำแห้ง, น้ำล้างกระจกหมด เป็นต้น

7.ป้ายสะท้อนแสง-เสื้อสะท้อนแสง

     ป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งมาให้ในรถยุโรปหลายรุ่น ใช้ในกรณีที่รถเสียหรืออุบัติเหตุยามค่ำคืน ป้ายดังกล่าวจะช่วยสะท้อนแสงเพื่อเตือนรถที่วิ่งมาด้านหลังได้ และจะดีกว่านั้นหากมีเสื้อกั๊กสะท้อนแสงติดรถไว้เพื่อสวมใส่ด้วย จะช่วยให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

8.สายพ่วงแบตเตอรี่

     แบตเตอรี่รถส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 1-2 ปีแล้วแต่รุ่นรถ บางครั้งอาจไม่รู้ล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าแบตอ่อนเกินไปที่จะสตาร์ทเครื่องยนต์ ดังนั้น จึงควรติดสายพ่วงแบตเตอรี่ไว้อยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องใช้เอง ก็ยังสามารถใช้เพื่อช่วยเหลือรถคันอื่นได้ด้วย

9.สายลากรถ

     สายลากรถเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ควรมีไว้ติดรถ โดยเฉพาะรถเก่าที่มีปัญหาจุกจิกบ่อยครั้ง

10.ทิชชู่-ทิชชู่เปียก

     ชีวิตประจำวันของเราต้องใช้กระดาษทิชชู่ทุกวันอยู่แล้ว ดังนั้น จึงควรมีสิ่งนี้ติดรถไว้ด้วย รับรองว่าต้องได้ใช้อย่างแน่นอน

ที่มา>>>Sanook

คลิประทึก! ลุงขี่จยย.ปาดหน้ารถเจอชนเต็มๆ ร่างกระเด็น-นอนนิ่งไม่ขยับ

โลกโซเชียลแชร์คลิปอุบัติเหตุอันเกิดจากความประมาทของผู้ใช้ยานพาหนะ เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา รถยนต์คันหนึ่งพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่ปาดหน้าจนคนขับกระเด็นไปไกล อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตยังถกเถียงว่า กรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนี้ ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดและฝ่ายถูกกันแน่

669

ที่มา>>>ข่าวสด

อาการสาวโดนเสือขย้ำยังโคม่า เผยผลสอบ”สวนสัตว์”ไม่ผิด เพราะคนลงรถเอง(คลิป)

  เพจ  China Face รายงานผลตรวจสอบกรณีเสือที่สวนสัตว์ป่าปาต๋าหลิ่ง กรุงปักกิ่ง ทำร้ายมนุษย์ ซึ่งประกาศเมื่อวันที่  24 ส.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า กรณีที่นักท่องเที่ยวสาวลงจากรถตามอำเภอใจจนถูกเสือทำร้ายจนบาดเจ็บ ส่วนแม่ของเธอรีบร้อนช่วยลูกสาว จนถูกเสือทำร้ายจนเสียชีวิตนั้น ไม่จัดเป็นอุบัติเหตุที่หน่วยงานต้องรับผิดชอบ  รายงานโรงพยาบาลระบุว่า หญิงนักท่องเที่ยวมีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณขากรรไกรใบหน้าข้างขวา ลึกถึงกระดูกขากรรไกรล่าง หนังศีรษะและลำคอฉีกขาด นอกจากนี้ยังพบรอยข่วนบริเวณหลัง อก และสะโพก มีความเป็นไปได้สูงที่ต้องทำศัลยกรรมหลายครั้ง  กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ขณะขับรถเที่ยวอยู่ในโซนโลกสัตว์ป่า สวนสัตว์ป่าปาต๋าหลิ่งกรุงปักกิ่ง นักท่องเที่ยวหญิงละเมิดข้อบังคับเปิดประตูลงจากรถ จนถูกเสือที่ปล่อยเลี้ยงพุ่งเข้าทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนแม่ของเธอรีบลงจากรถเพื่อช่วยลูกสาวกลับถูกเสือกัดเสียชีวิต  ทนายความระบุว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บมีสิทธิ์เรียกขอเงินชดเชยจากสวนสัตว์ป่าปาต๋าหลิ่ง แต่ทางสวนสัตว์กลับยืนกรานปฏิเสธ เพราะไม่ได้กระทำผิดต่อกฎหมาย จึงไม่มีหน้าที่ต้องชดเชยความเสียหายใดๆ

ที่มา>>>ข่าวสด

แท็กซี่พุ่งชนเวสป้าไฟลุกวอด ลูกตำรวจแผลฉกรรจ์ดับคาที่-พ่อเห็นศพสุดเศร้า

เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 2 ส.ค. ร.ต.อ.ไพโรจน์ คล้ายสุวรรณ์ รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์จนเกิดประกายไฟลุกไหม้ และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บริเวณสี่แยกเชิงสะพานเอกาทศรถ (ฝั่งตะวันออก) ถนนราเมศวร ตัดกับ ถนนพุทธบูชา ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก หลังรับแจ้ง จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยข่าวภาพ พร้อมประสานรถน้ำจากเทศบาลนครพิษณุโลก จำนวน 1 คัน ที่เกิดเหตุพบเพลิงกำลังลุกไหม้รถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ ยี่ห้อเวสป้า ทะเบียน ขมฉ-93 พิษณุโลก เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันฉีดน้ำประมาณ 20 นาที เพลิงจึงสงบลง ส่วนรถได้รับความเสียหาย ถูกไฟไหม้ทั้งคันจนเหลือแต่ซาก ใกล้กันพบรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีน้ำเงิน–เหลือง ทะเบียน ทข-51 พิษณุโลก จอดแน่นิ่งอยู่ สภาพมีร่องรอยเฉี่ยวชนที่ฝากระโปรงหน้าจนยุบ หม้อน้ำแตก นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบในที่เกิด บริเวณริมฟุตปาธหน้าร้านเสบียงบุญ ตั้งอยู่เลขที่ 138-139 ถ.พุทธบูชา ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก ยังพบศพผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อ คือ นายณัฐพงษ์ คุ้มภัย อายุ 23 ปี อยู่หมู่ 1 ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก สภาพศพสวมเสื้อแขนสั้นสีน้ำตาล นุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ นอนหงายจมกองเลือดและมีบาดแผลฉกรรจ์ที่บริเวณใบหน้า ในเวลาต่อมามี ร.ต.ต.ภาณุพงศ์ คุ้มภัย รอง สวป. สภ.เมืองพิษณุโลก บิดาของผู้เสียชีวิต หลังทราบข่าวได้เดินทางมาดูศพบุตรชายด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ส่วนคนขับรถแท็กซี่ ทราบชื่อ คือ นายศราวุฒิ แสงจันทร์ ยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายณัฐพงษ์ คุ้มภัย ผู้เสียชีวิต ได้ขี่รถเวสป้ากลับมาจากบ้านเพื่อน และกำลังเดินทางมุ่งหน้ากลับบ้านพัก แต่ระหว่างทางขี่มาถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นสี่แยกเชิงสะพานเอกาทศรถ มีรถยนต์แท็กซี่ขับลงมาจากสะพานด้วยความเร็ว จนเป็นเหตุทำให้พุ่งชนกันอย่างจัง ส่งผลให้ร่างของนายณัฐพงษ์กระเด็นไปกระแทกกับกระถางต้นไม้ริมฟุตปาธจนเสียชีวิตคาที่

ส่วนรถเวสป้าไถลครูดไปกับพื้นถนนห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 20 เมตร จนเกิดประกายไฟลุกไหม้ดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าร้านเสบียงบุญ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบสำนวนคดีดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ส่วนศพของผู้เสียชีวิตได้ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยส่งนิติเวชโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อผ่าชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนมอบให้ญาติรับกลับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนาต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวบ้านตะโกนทับคนแล้ว!หนุ่มชะตาขาดจยย.ล้มรถพ่วงเหยียบเละสยองที่พระประแดง

 เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 28 ก.ค. ร.ต.อ.สามารถ สัตยา พงส.สภ.พระประแดง ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิต บริเวณจุดกลับรถปากซอยวัดชมนิมิต (สุขสวัสดิ์ 74) หมู่ที่ 3 ต.บางครุ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลบางจาก และเจ้าหน้าที่อาสามัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 เลนมุ่งหน้าเข้าอำเภอพระสมุทรเจดีย์ บริเวณเลนที่ 2 นับจากเกาะกลางถนน พบรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อบรรทุกเหล็กม้วนจำนวน 3 ม้วนหนักกว่า 45 ตัน ของบริษัท อินแลน์ เซอร์วิส จำกัด ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียนหัวพ่วง 76-1410 กรุงเทพมหานคร หมายเลขทะเบียนหางพ่วง 78-2211 กรุงเทพมหานคร จอดเปิดไฟฉุกเฉิน ห่างกันเล็กน้อยบริเวณท้ายรถ พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น เวฟ 125 I สีดำ-เทา หมายเลขทะเบียน อษย187 กทม. ล้มตะแคงอยู่บนพื้นถนน ในสภาพด้านหน้ารถพังยับ ในที่เกิดเหตุพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย สวมเสื้อเชิ้ตสีเทาคลุมทับด้วยเสื้อบุรุษไปรษณีย์ สวมกางเกงสแลคสีน้ำเงินรองเท้าผ้าใบสีขาว เสียชีวิตในลักษณะนอนคว่ำหน้าค่อมรถ ศีรษะแตก เลือดและมันสมองกระจายเกลื่อนพื้น ทราบชื่อภายหลังนาย สุริยา ศรีสังวาล อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27/5 หมู่ที่ 7 ต.บางจาก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นบุรุษไปรษณีย์อยู่ในสำนักงานไปรษณีย์สาขาพระประแดง ทางเจ้าหน้าที่จึงมอบศพให้เจ้าหน้าที่มูลนิธินำส่งชันสูตรที่สถาบันนิติเวช

จากการสอบถาม นายเกรียงไกร สว่างเมฆ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14/2 หมู่ที่ 2 ต.ท่าตะคร้อ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี โชว์เฟอร์บรรทุกให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนนำรถออกมาจากหน้าท่าเรือทรัพย์ศรีไทยบริเวณท้ายซอยสุขสวัสดิ์ 49 เพื่อนำเหล็กม้วนไปส่งให้กับลูกค้าย่านถนนพระรามที่ 2 เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นจุดกลับรถเห็นรถด้านหน้าชะลอจอดอยู่หลายคัน ตนจอดรถในเลนที่ 2 เพื่อเตรียมตัวกลับรถ โดยในเลนขวาสุดยังมีรถหลายคันจอดรอเพื่อกลับรถ ในระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนตัวได้ยินเสียงคล้ายมีรถมาชนบริเวณด้านท้าย ก่อนที่จะได้ยินเสียงหวีดร้องของประชาชนพร้อมตะโกนว่าทับคนแล้ว ตนจึงรีบจอดรถเดินลงมาดู พบรถจักรยานยนต์และผู้ตายล้มกองกันอยู่กับพื้นถนน จึงรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยให้มาช่วยเหลือ

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่า รถจักรยานยนต์น่าจะขับแทรกช่องระหว่างรถจอด เป็นจังหวะเดียวกันที่ด้านท้ายรถจักรยานยนต์ใส่ถุงจดหมายขนาดใหญ่ ทำให้ถุงไปเกี่ยวท้ายรถบรรทุกจนเสียหลักล้ม ทำให้ตัวผู้ตายกระเด็นเข้าไประหว่างล้อหลัง จนถูกทับเสียชีวิตหรือรถบรรทุกกำลังจะกลับรถ แต่ไม่ทันมองมามีรถจักรยานยนต์กำลังจะเลี้ยวกลับเหมือนกัน ทำให้ล้อไปเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์จนล้มคว่ำก่อนร่างกระเด็นเข้าล้อรถ จึงควบคุมตัวโชว์เฟอร์รถบรรทุกไปสอบสวนเพิ่มเติม ที่สถานีตำรวจก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

เก๋งซิ่งเสยท้ายรถพ่วงถนนมิตรภาพ หนุ่มวัย 23 ดับโชเฟอร์คู่กรณีเผ่นหนีกลางสายฝน

 เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ร.ต.อ.สรวิศิษฐ์ มีเพียร รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองหนองคาย รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์ชนท้ายรถบรรทุก และมีผู้ติดภายในบริเวณถนนมิตรภาพขาเข้า กม.9 หน้าศูนย์ วอลโว่ หนองสองห้อง จึงได้ประสานไปยังกู้ภัยประจักษ์หนองคาย และกู้ภัยประจักษ์สองห้อง พร้อมรุดไปตรวจสอบ
 เมื่อมาถึงที่เกิด ซึ่งฝนกำลังตกลงมาอย่างหนัก พบยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าซิตี้ สีขาว หมายเลขทะเบียน กจ6136 หนองคาย สภาพด้านหน้ารถพังยับเยิน และมีไฟลุกไหม้ ก่อนที่ฝนที่ตกลงมาจะช่วยดับไฟ  มีนายชัยวัฒน์ วรโภชน์ อายุ 23 ปี เลขที่ 56 หมู่ 8 ต.สระใคร อ.สระใคร จ.หนองคาย เป็นคนขับ ได้รับบาดเจ็บสาหัสติดอยู่ภายในรถ เจ้าหน้าที่กู้ภัยประจักษ์หนองคาย ต้องใช้เครื่องตัดถ่างตัดประตูแล้วนำตัวนายชัยวัฒน์ส่งโรงพยาบาลหนองคาย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ห่างจากรถของนายชัยวัฒน์ไปประมาณ 200 เมตร พบรถบรรทุกพ่วงยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 83-7389 อุดรธานี และตัวพ่วง หมายเลขทะเบียน 83-7390 อุดรธานี คนขับจอดรถทิ้งไว้ก่อนหลบหนี ใกล้กันยังพบรถกระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า วีโก้ สีทอง หมายเลขทะเบียน บว 9664 ระยอง ที่ได้รับความเสียหายบริเวณด้านหน้าเล็กน้อย
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ กล่าวว่า ได้ยินเสียงเหมือนรถชนกัน ตนกับเพื่อนจึงออกมาดูพบรถยนต์ชนท้ายรถบรรทุกพ่วง มีไฟกำลังลุกไหม้ จึงนำถังดับเพลิงออกมาฉีดช่วยดับไฟ  ประกอบกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ไฟที่ลุกไหม้ดับไม่ลุกลาม ตาวจดูพบมีคนติดอยู่ภายในตนช่วยออกมาไม่ได้ จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง และสายด่วน 1669 ให้ออกมาช่วยเหลือ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่ารถยนต์คันดังกล่าวได้ชนท้ายรถพ่วงที่อยู่ด้านหน้า จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา และทำให้ล้อของรถพ่วงหลุดออกมา เป็นจังหวะเดียวกันกับรถกระบะวีโก้ที่วิ่งตามมาอีกคันชนกับยางรถพ่วงที่หลุดออกมา ได้รับความเสียหายเล็กน้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ติดตามคนขับรถบรรทุกพ่วงมาสอบปากคำ เพื่อหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

คลิป นาทีหนุ่มซิ่งกระบะแซงไม่พ้นชนประสานงามิวเซเว่นฯ รถหมุนตกคลอง

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. พ.ต.ท.สุชัย ส่องแสง สารวัตรสอบสวนสภ.คลองหลวง ได้รับแจ้งมี่อุบัติเหตุรถกระบะชน รถกระบะแบบเอสยูวี เสียหลังตกลงไปในคลอง บริเวณถนนเลียบคลองสอง ม.7 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู
14670120651467012145l ที่เกิดเหตุพบรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นมิวเซเว่นเอ็ก หมายเลขทะเบียน 2กฮ 4394 กรุงเทพมหานคร สภาพรถด้านหน้าพังยับเยิน โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ เพชรมีศรี อายุ 34 ปี เป็นคนขับรถยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ และในคลองข้างๆ ถนนพบรถกระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ แบบแคปหมายเลขทะเบียน 1 ฒผ 9663 กรุงเทพมหานคร มีนายเดช เด่นดวง อายุ 42 ปี เจ้าของรถกำลังปีนออกมาจากรถเพราะว่ารถจมน้ำเกือบทั้งคันแล้ว
สอบถามนายเดช เด่นดวง คนขับรถกระบะ บอกว่า ตนเองทำงานเป็นคนขับรถห้องเย็นย่านตลาดไท และกำลังจะไปเอาใบขับขี่ที่สภ.คลองหลวง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถยนต์คันที่ขับอยู่ด้านหน้าตนได้เบรกกระทันหันทำให้ตนที่ขับตามหลังมาต้องหักหลบและมาชนกับรถคู่กรณีที่ขับมาทางตรง จึงทำให้รถตนเองหมุนตกคลองดังกล่าว

ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ เพชรมีศรี คนขับรถกระบะ อีซูซุมิวเซเว่นเอ็ก บอกว่า ตนไปทำธุระมาและกำลังจะกลับบ้าน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุก็เห็นรถกระบะขับแซงมา แต่ตนไม่รู้จะหักหลบไปทางไหน จึงทำให้ถูกชนเข้าอย่างจัง และเหตุการณ์ครั้งนี้กล้องติดหน้ารถของรถอีซูซุมิวเซเว่นเอ็ก จับภาพเหตุการณ์เอาไว้ได้
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุได้นำคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายไปเปรียบเทียบปรับที่สภ.คลองหลวงและชนใช้ค่าเสียหายกันไป

ที่มา>>>ข่าวสด

หนูน้อยรอดตายปาฏิหาริย์ แต่เสียทั้งพ่อและแม่ อยู่กับปู่ย่ามีรายได้แค่เก็บผัก(คลิป)

ที่ จ.ตรัง ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีครอบครัวหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ โดยได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 236 หมู่ที่ 6 ตำบลนาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านของ นายสมเกียรติ และนางสุพิน นาศรี สองสามีภรรยา ผู้เป็นปู่และย่าของ เด็กชายณัฐนันท์ หรือ น้องหมู นาศรี อายุ 7 ขวบ ที่เพิ่งจะกำพร้าพ่อแม่ เนื่องจากได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ เมื่อปลายเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา  ขณะที่หนูน้อยซึ่งนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาด้วย แต่กลับรอดตายราวปาฎิหารย์ อย่างไรก็ตาม ชีวิตของน้องหมู ก็เกิดความลำบากขึ้นและแทบมองไม่เห็นอนาคต  เพราะไร้พ่อแม่ มีเพียงปู่และย่าที่แก่ชรา รวมทั้งยังมีรายได้เพียงแค่วันละน้อยนิดเท่านั้น

นายสมเกียรติ นาศรี ผู้เป็นปู่ กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า  ช่วงชีวิตที่ผ่านมาตนเองตั้งใจทำมาหากินด้วยความขยันขันแข็ง และมีอาชีพเป็นยามมานานกว่า 20 ปี  แต่จู่ๆ เมื่อช่วงปีที่ผ่านมากลับถูกเลิกจ้าง จนทำให้ชีวิตตกอับ มีเพียงรายได้จากภรรยา ที่พอเก็บผักขายได้วันละ 100 – 200 บาทเท่านั้น แถมยังมีเคราะห์กรรมซ้ำซัด เพราะต้องมาสูญเสียลูกชายและลูกสะใภ้ไปพร้อมๆ กันอย่างที่ไม่มีวันหวนกลับ ทิ้งหลานตัวน้อยๆ ไว้ให้ต้องดูแล และถือว่าเป็นภาระที่หนักมากทีเดียว เพราะเด็กต้องกินต้องใช้ทุกวัน แถมยังต้องเรียนหนังสืออยู่ชั้น ป.1 ที่โรงเรียนบ้านหนองไทร อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง โดยมีค่าใช้จ่ายวันละ 50-80 บาทอย่างไรก็ตาม โชคดีที่เมื่อตอนเปิดเทอม มีผู้ใจบุญซื้อชุดนักเรียน รองเท้า ถุงเท้า มาให้  และก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนก็ได้มีการมอบทุนช่วยเหลือ จำนวน 5,000 บาท โดยเรียกตนและภรรยาไปรับมอบซองเปล่า แต่ก็ยังไม่ได้รับเงิน และไม่สามารถทวงถามได้ เพราะทางโรงเรียนเกรงว่าตนจะเอาเงินจำนวนนี้ไม่ใช้จ่ายส่วนตัว แต่ขอบอกว่าตนไม่เคยมีความคิดแบบนั้น แม้ไม่มีใครช่วยเหลือ ตนก็ต้องดูแลอยู่แล้ว ส่วนความหวังสูงสุดของตน ก็แค่อยากให้หลานชายได้เรียนหนังสือสูงๆ ได้ทำงานดีๆ ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป ขณะที่ความฝันของ “น้องหมู” บอกว่า โตขึ้นอยากเป็นนักฟุตบอล 

ที่มา>>>ข่าวสด