10 อาหารต้านมะเร็ง ยิ่งทานยิ่งสตรอง!

10 อาหารต้านมะเร็ง ยิ่งทานยิ่งสตรอง!ใครๆ ก็ไม่อยากเป็นโรคมะเร็งใช่ไหมคะ แต่จะให้ซื้อยา หรืออาหารเสริมมาทานก็ไม่แน่ใจในเรื่องของประสิทธิภาพ ผลข้างเคียง หรือแม้กระทั่งราคาที่แพงลิบลิ่ว จึงขอแนะนำอาหารธรรมดาๆ หาได้ตามท้องตลาด แต่ต้านมะเร็งได้อยู่หมัดมาให้เลือกทานกันตามใจชอบเลยค่ะ

1. ผัก

ผักหลายชนิดที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น

– ผักสีเข้ม ไม่ว่าจะเป็นสีเขียว ส้ม แดง ม่วง เช่น ผักโขม แครอท มะเขือเทศ

– กะหล่ำต่างๆ เช่น กะหล่ำปลี บล็อกโคลี กะหล่ำดอก

– หัวหอม และกระเทียม

2. ถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ที่นอกจากจะช่วยต้านมะเร็งแล้ว ยังดีต่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยโปรตีนที่ดี และกากใยอาหารตามธรรมชาติ ขับถ่ายได้สะดวกอีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ธัญพืช

3. ธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเล่ย์ ข้าวโพด ข้าวสาลี ต้านมะเร็งก็ดี วิตามินบีก็ได้ ลดความดันโลหิตก็เยี่ยม

4. สาหร่ายทะเล เป็นแหล่งแร่ธาตุชั้นดี เต็มไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกายมากมาย มีให้เลือกทานหลายชนิด แต่ควรเลือกทานสลับชนิดกันไปเรื่อยๆ ไม่ควรทานสาหร่ายชนิดเดียวติดต่อกันนานเกินไป หรือใครอยากลองสาหร่ายพวงองุ่นก็ดีนะคะ เทรนด์กำลังมาเลยล่ะ (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่น ที่นี่)

5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ทั้งสตอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ เชอร์รี่ ทั้งอร่อยสดชื่น และมีประโยชน์มากมาย ทั้งวิตามินต่างๆ และกากใยอาหาร ทานสดจะได้คุณค่าสูงสุดค่ะ

6. ปลาน้ำเย็น ส่วนใหญ่จะเป็นปลาทะเล เช่น แซลมอน ที่มีโอเมก้า 3 และไขมันที่ดีต่อร่างกาย ปลาคอท ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน

7. เครื่องเทศต่างๆ เช่น เก๋ากี้ (หรือโกจิเบอร์รี่) พริกไทย กระเทียม หัวหอม ขิง โรสแมรี่ สามารถนำมาทำอาหาร หรือทานสดได้ (หากทานได้) ช่วยต้านมะเร็ง และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้อีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โยเกิร์ต

8. โยเกิร์ต ไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องการขับถ่าย และช่วยควบคุมน้ำหนักได้เท่านั้น แต่ยังช่วยต้านมะเร็ง เพราะมีสารอนุมูลอิสระ ช่วยการหมุนเวียนของโลหิต และชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย หรือจะลองกรีกโยเกิร์ต ที่เข้มข้นกว่า สารอาหารมากกว่า และมีโปรไบโอติกส์ที่ช่วยลดโอกาสในการเกิดเชื้อราในช่องคลอดได้ดีกว่าด้วย

9. เห็ดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดออรินจิ และอื่นๆ ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด มีเส้นใยอาหารที่ช่วยเรื่องการย่อย และการขับถ่ายให้ง่ายขึ้น  นอกจากนี้ยังมีวิตามินต่างๆ ที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

10. น้ำดื่มธรรมดาๆ นี่แหละ น้ำดื่มสะอาด ช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้คล่องตัวขึ้น เป็นตัวกลางสำคัญที่จะทำให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการนำพาเอาของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้นอีกด้วย

ที่มา>>>Sanook

12 เหตุผลที่คุณควรเปลี่ยนมากิน “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”

12 เหตุผลที่คุณควรเปลี่ยนมากิน “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”กระแสข้าวไรซ์เบอร์รี่กำลังมาแรง และเราก็ยินดีที่จะให้กระแสนี้อยู่ด้วยกันกับคนไทยไปนานๆ เพราะของดีของเด็ดอยู่ในมือคนไทยแล้ว ไม่อยากให้คนไทยต้องเสียเงินไปซื้ออาหารเสริมอื่นๆ ให้เปลืองเงิน เพราะข้าวดีๆ ในบ้านเราทั้งรสชาติดี และมีประโยชน์มากเสียจนเราไม่อยากให้พลาด

เรามาดูกันดีกว่าว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ได้มาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับข้าวขาวหอมมะลิ 105 มีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกายบ้าง

12 เหตุผลที่คุณควรเปลี่ยนมากิน “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”

  1. มีโอเมก้า 3 ที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาท สมองและตับ
  2. ลดไขมัน คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในหลอดเลือด
  3. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว ให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส
  4. ลดอัตราเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง และหัวใจ
  5. ป้องกันโรคเหน็บชา
  6. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดเความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง
  7. แก้ท้องเสีย ท้องร่วง
  8. ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม
  9. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ
  10. ลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน
  11. ลดความดันโลหิตสูง
  12. มีกากใยอาหาร ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการขับถ่ายผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ข้าวไรซ์เบอร์รี่

วิธีการหุงข้าวไรซ์เบอร์รี่ให้อร่อย

ปกติแล้วข้าวไรซ์เบอร์รี่มักจะสีในแบบที่ยังมีเยื่อหุ้มเมล็ดติดมาด้วย ดังนั้นจึงอาจทำให้เวลาหุงข้าวไรซ์เบอร์รี่แล้วดูไม่ค่อยฟูขึ้นหม้อเท่าที่ควร และข้าวอาจจะไม่นุ่มมากเท่าข้าวขาว

ใครที่ไม่คุ้นชินกับรสชาติของข้าวไรซ์เบอร์รี่ในช่วงแรกๆ อาจผสมหุงกับข้าวหอมมะลิอัตราส่วน 1:1 หรืออาจจะลองใส่น้ำในอัตราส่วน 1:2 ก็ได้ แล้วหม้อที่ใช้หุงด้วยค่ะ

หรือจะลองแช่ข้าวในน้ำก่อน 2-3 ชั่วโมงแล้วค่อยหุง ก็จะได้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่นุ่มขึ้นมาก

ที่มา>>>Sanook

วิธีง่ายๆ ขจัดความอ่อนล้าจากการทำงาน รีเฟรชตัวเองให้พร้อมเต็มร้อยทุกเช้า

วิธีง่ายๆ ขจัดความอ่อนล้าจากการทำงาน รีเฟรชตัวเองให้พร้อมเต็มร้อยทุกเช้า

ถ้าทุกวันของคนทำงานออฟฟิศต้องเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ทั้งจากการเดินทางฝ่าฝูงชนหนาแน่น เจอภาระงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น กลับถึงบ้านด้วยร่างกายอ่อนเพลีย และต้องฝืนใจตื่นแต่เช้าด้วยความงัวเงียอ่อนเพลียกับอาการนอนไม่พอ วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดสัปดาห์ เชื่อว่าทุกคนคงไม่อยากมีวงจรอ่อนล้าแบบนี้แน่ๆ ลองนำวิธีรีเฟรชตัวเองไปปรับใช้ดูกัน แล้วทุกวันของคุณจะ ตื่นมาพร้อมเต็มร้อยทุกเช้า แน่นอน

เสริมพลังยามเช้า
กำหนดเวลาที่อยากจะตื่นให้ชัดเจน แล้วก็ตื่นตอนที่นาฬิกาปลุกเลยทีเดียวจะดีกว่า (อย่ากดนาฬิกาปลุกแล้วไปนอนต่อ เดี๋ยวจะงัวเงียไปกันใหญ่) ตื่นแล้วดื่มน้ำ 1 แก้ว ตามด้วยยืดเส้นยืดสายอีก 15-30 นาที แล้วไปอาบน้ำเพื่อให้ร่างกายปรับโหมดสู่การเริ่มต้นใช้ชีวิต อ๊ะ อ๊ะ และไม่ลืมกินอาหารเช้าด้วยนะ อันนี้สำคัญมาก เดี๋ยวไม่มีแรงไปทำงานนะเออ

รีสตาร์ทตอนบ่าย
ทำงานช่วงเช้าจนหมดแรงก็ต้องมาเติมพลังช่วงพักเที่ยงกันหน่อย แต่ระวังอย่าให้กินเยอะเกินไป เพราะจะทำให้แน่นท้อง ไม่สะดวกต่อการทำงาน และอาจเกิดอาการง่วงหาวได้ จากร่างกายที่ต้องออกแรงย่อยอาหารมากไป ดังนั้นช่วงบ่ายแบบนี้ ระหว่างทำงานลองพักจากหน้าจอคอมแล้วออกไปยืดเส้นยืดสาย 15 นาทีทุกๆ 1-2 ชั่วโมง จะช่วยให้ห่างไกลจากออฟฟิศซินโดรมอีกด้วย

ออกกำลังกายช่วงเย็น
หลังเลิกงาน การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนออกซิเจนภายในร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส แต่อย่าหักโหมมากไป เสร็จแล้วให้อาบน้ำร้อนสลับเย็นจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย แถมยังช่วยให้คุณนอนหลับสนิทได้ดียิ่งขึ้น

ปรับสมดุลก่อนเข้านอน
จัดที่นอนให้สบาย ปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม และแนะนำให้กินอาหารเสริมก่อนนอนอย่างแบนเนอร์ โปรตีนที่ช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลระหว่างนอนหลับ เพราะอุดมไปด้วยอะมิโนที่สำคัญต่อร่างกายรวม 18 ชนิด เติมเต็มกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายได้รับไม่เพียงพอในระหว่างวัน ช่วยให้หลังจากตื่นนอนแล้วจะรู้สึกสดชื่น กระปี้กระเปร่า ไม่มีอาการอ่อนเพลียมากวนใจ

เห็นมั้ยว่าวิธีง่ายๆ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้คุณตื่นมาอย่างสดชื่นในแต่ละวัน หมดอาการเหนื่อยล้าสะสม และพร้อมทำงานเต็มร้อยในทุกวันเสมอ

ที่มา>>>Sanook