น้ำตาคลอ เด็กหญิงพม่าเผย “มันเจ็บ” ถูกทารุณเตารีดนาบ-น้ำร้อนลวกตัว

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. เอเอฟพีรายงานว่าถึงสถานการณ์การใช้แรงงานและความรุนแรงต่อเด็กในพม่า ผ่านภาพของเด็กสาววัย 13 ปีหลังจากถูกนายจ้างทำร้ายด้วยเตารีดและน้ำร้อน

เหตุการณ์น่าสลดที่เกิดขึ้นกับ เมียต นู แรงงานเด็กชาวเมียนมา เพิ่งได้รับการช่วยเหลือเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในสภาพที่เนื้อตัวปรากฏรอยแผลจากการทารุณ ที่แผ่นหลังและแขน นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสันพยา ในนครย่างกุ้ง มีลูกแมวตัวน้อยอยู่ข้างๆ เหมือนเป็นเพื่อนที่ช่วยปลอบใจ

เด็กหญิงได้รับความช่วยเหลือให้พ้นจากบ้านทางตอนใต้ของกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมา หลังถูกส่งตัวไปทำงานเป็นเด็กรับใช้และมีรายได้น้อยกว่า 340 บาทต่อสัปดาห์ หรือตกวันละ 48 บาท

แม้ว่าผู้ที่มีบทบาททางการเมืองและรัฐบาลเมียนมาอย่างนางออง ซาน ซูจี ให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างการคุ้มครองแรงงานเด็ก แต่กฎหมายคุ้มครองฉบับใหม่ที่ออกมาดูเหมือนจะไม่ตรงตามเป้าเพราะวัฒนธรรมการใช้แรงงานเด็กยังคงอยู่ในประเทศ

“มันเจ็บ” เด็กหญิงกล่าวทั้งน้ำตาขณะรักษาตัวจากอาการบาดแผลที่ถูกทำร้าย  ส่วนเด็กสาวอีกคนหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อระบุเสริมว่า “นายจ้างทำกับหนูอย่างนี้เพราะหนูลืมบอกว่าน้ำเดือดแล้ว หนูไม่อยากกลับไปเลย”

เด็กหญิงเมียตถูกส่งไปทำงานโดยการย่าของเธอ นายจ้างเป็นคู่ชายหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยรู้จักกับครอบครัวของเหยื่อ แต่เรื่องการใช้ความรุนแรงมาแดงขึ้นหลังจากมีเพื่อนบ้านเห็นแผลที่หลัง ไหล่ และหน้าอกของเด็กที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากน้ำร้อนลวก จนในที่สุดตำรวจได้จับกุมทั้งสองโดยข้อหาทารุณกรรม จากการใช้เตารีดร้อนทาบไปที่ผิวของเหยื่อ ทุบตีและใช้น้ำร้อนลวก

นายมโย ทินต์ เนียง เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่กล่าวว่าทางเจ้าหน้าที่พบเด็กสาวคนนี้พร้อมบาดแผลมากมาย นอกจากนี้เหยื่อยังถูกกักขังไม่ได้ให้พบใคร ต่อมาหลังจากทางตำรวจได้เข้าช่วยเหลือเหยื่อ ซึ่งยังมีอาการหวาดกลัวและไม่อยากกลับไปทำงาน

เหตุการณ์ใช้ความรุนแรงต่อเด็กเกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนและยังมีเด็กชาวเมียนมาอีกหลายหมื่นคนต้องทำงานเป็นแม่บ้าน ทั้งนี้เมียนมาจัดอยู่ในลำดับเจ็ดของโลกสำหรับเรื่องความเสี่ยงในการใช้แรงงานเด็ก

วีรีสห์ เมเปิลครอฟต์ บริษัทด้านการจัดการความเสี่ยงชี้ว่าแรงงานเด็กยังมีความเสี่ยงจากความรุนแรงจากการละเลยของการให้ความคุ้มครองทางกฎหมาย และการคุ้มครองทางกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงแรงงานเด็กรับใช้ยังเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน

การปกป้องการใช้แรงงานเด็กกลายเป็นบททดสอบสำหรับรัฐบาลของนางซู จี และยิ่งเมื่อมีเหตุการณ์สะเทือนขวัญปีที่ผ่านมาหลังเรื่องของเด็กหญิงสองคนที่ถูกทารุณกรรมอย่างโหดเหี้ยมตลอด 5 ปี ขณะถูกขังและบังคับใช้แรงงานอยู่ในร้านตัดเย็บเสื้อผ้า จนทำให้ทางรัฐบาลต้องออกมาตรการจัดการกับกรณีดังกล่าวและด้านสภานิติบัญญัติประกาศกำหนดแผนปฏิบัติการ 5 ปีเพื่อขจัดแรงงานเด็ก  แต่ทว่ามีการดำเนินงานเพียงเล็กน้อยนับแต่คำสั่งนี้ออกมา

ที่มา:ข่าวสด

ไม่สนทหารค้าน!สภาเมียนมาผ่านร่าง กม.ตั้ง’ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’ เพื่อ ซูจี

สมาชิกรัฐสภาเมียนมา ‘ไฟเขียว’ ผ่านร่างกฎหมาย ตั้งตำแหน่งใหม่ ‘ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’แล้ว เปิดทาง ‘ออง ซาน ซูจี’ ได้รับตำแหน่ง มีอำนาจเทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรี แม้จะถูกคัดค้านอย่างหนักจากสมาชิกสภาสายทหาร จนถึงขั้น ‘บอยคอต’ ไม่ร่วมโหวต

เมื่อ 6 เม.ย.59 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกเมียนมาผ่านร่างกฎหมาย ตั้งตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’ ซึ่งมีอำนาจเทียบเท่ากับ นายกรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันอังคารที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา เหลือเพียงแต่รอการอนุมัติเห็นชอบจากประธานาธิบดีถิ่น จอ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายเท่านั้น

สำหรับการตั้งตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’ ขึ้นมาใหม่นี้ ถูกมองว่า เพื่อเป็นการเปิดทางให้ นางออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(เอ็นแอลดี) ซึ่งนั่งเก้าอี้ รมต.ต่างประเทศและรมต.ประจำทำเนียบประธานาธิบดีในรัฐบาลประธานาธิบดีถิ่น จอแล้วนั้น ได้รับตำแหน่งนี้ ซึ่งจะทำให้ซูจี มีอำนาจและบทบาทหน้าที่เทียบเท่ากับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน ได้ถูกคัดค้านจากสมาชิกสภาสายทหาร ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามานั่งในสภา คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของสมาชิกสภาทั้งหมดประธานาธิบดีถิ่น จอ และภริยา นางซู ซู ลินบีบีซีแจ้งว่า สมาชิกสภาสายทหาร ถึงกับ ‘บอยคอต’ เดินออกจากห้องประชุม ไม่ยอมร่วมลงมติร่างกฎหมาย ตั้งตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐ โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญของเมียนมา ตามมาตรา 59 ที่ห้ามไม่ให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมีคู่สมรส หรือบุตร ถือสัญชาติอื่นที่ไม่ใช่เมียนมา ขณะที่นางซูจี มีบุตรชาย 2 คนถือสัญชาติอังกฤษ

ด้านโจนาห์ ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงเมียนมา ชี้ว่า รัฐสภาเมียนมา ในกรุงเนปิดอว์ ไม่เคยมีวาระประชุมในลักษณะเช่นนี้มาก่อน ขณะที่สมาชิกสภาสายทหารคัดค้านร่างกฎหมายอย่างเต็มที่ ทั้งลุกขึ้นยืนประท้วง ไปจนถึงการ บอยคอต ไม่ร่วมโหวต และวิจารณ์ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ.

ที่มา>>>Thairath