5 วิธีทำให้นอนหลับง่าย แถมหลับสบายตลอดคืน

5 วิธีทำให้นอนหลับง่าย แถมหลับสบายตลอดคืนการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นปัจจัยส่งเสริมการมีสุขภาพดี แต่หากเมื่อไรที่เรานอนไม่หลับหรือมีปัญหานอนหลับยาก เห็นทีจะปล่อยปัญหานี้ให้เรื้อรังต่อไปไม่ได้แล้วนะคะ เพราะมันจะมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ทำให้ร่างกายทรุดโทรมและเจ็บป่วยง่าย วันนี้เราเลยนำ 5 มีวิธีทำให้นอนหลับง่ายมาฝาก ต้องทำยังไงบ้าง มาดูกันค่ะ

1.ออกกำลังกายตอนเย็น

การออกกำลังกายไม่ได้มีผลดีต่อคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักแต่เพียงเท่านั้น โดยเฉพาะสำหรับใครที่มีปัญหานอนหลับยาก แนะนำให้ออกกำลังกายในตอนเย็นหรือออกก่อนนอนสัก 4-6 ชั่วโมง ก็จะทำให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย ถึงเวลานอนก็จะนอนหลับง่ายและหลับสนิทอีกด้วย แต่ไม่ควรออกกำลงกายแบบหักโหมเด็ดขาด เพราะแทนที่จะหลับสบายอาจต้องมาทนทรมานกับอาการปวดกล้ามเนื้อจนทำให้นอนหลับไม่สนิทก็เป็นได้

2.แช่ตัวในอ่างน้ำอุ่น

หลังจากเผชิญกับภาวะความตึงเครียดจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน ร่างกายและจิตใจของเราย่อมเกิดความเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา แนะนำให้สร้างความผ่อนคลายง่ายๆ ด้วยการแช่ตัวในอ่างอาบน้ำก่อนนอน และอาจจะหยดลาเวนเดอร์หรือคาโมมายล์ลงไปด้วยสักเล็กน้อย เพื่อให้กลิ่นน้ำมันหอมระเหยดังกล่าวสร้างความรู้สึกสงบสุขและทำให้เราผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาเข้านอนก็จะทำให้นอนหลับง่ายและหลับสบายตลอดคืนด้วยค่ะ

3.ผ่อนคลายสมอง

ก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง คุณควรหยุดทำกิจกรรมต่างๆ เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว จนไม่อยากเข้านอนหรือนอนหลับยาก โดยเฉพาะใครที่มักเครียดบ่อยๆ แนะนำให้ผ่อนคลายสมอง ทำใจปล่อยวาง อาจจะสวดมนต์นั่งสมาธิเพื่อให้สบายใจ วิธีนี้ก็จะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

4.กินอาหารเย็นให้เร็วขึ้น

ควรกินอาหารเย็นก่อนเข้านอนอย่างน้อยประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำการย่อยอาหารให้หมดก่อน ไม่เช่นนั้นแล้ว หากกินอาหารในมื้อดึกซึ่งกินแล้วเข้านอนเลยก็จะทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่น แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อนง่ายขึ้นอีกด้วย หากเกิดอาการดังกล่าวแล้วก็จะยิ่งสร้างความทุกข์ทรมานให้ร่างกายได้เป็นอย่างมาก ทำให้นอนหลับยากและหลับไม่สนิทในที่สุด และอาหารเย็นที่ดีก็ควรเลือกกินอาหารที่เบาๆ ย่อยง่ายจะดีที่สุด วิธีนี้นอกจากทำให้นอนหลับง่ายแล้ว ยังช่วยลดน้ำหนักในตัวได้อีกด้วย

5.กินกล้วยหอมสักลูก

ก่อนนอน นอกจากอาการนอนไม่หลับแล้วยังรู้สึกมีอาการหิวอยู่ลึกๆ แนะนำให้กินกล้วยหอมเลยค่ะ เนื่องจากผิวของกล้วยหอมจะออกฤทธิ์คล้ายกับยานอนหลับ นอกจากนี้ ยังมีกรดอะมิโนแอซิดที่ชื่อ ทริปโตฟาน ที่จะเปลี่ยนมาเป็นเซโรโทนิน (Serotonin) กินแล้วก็จะช่วยผ่อนคลายความเครียดลง และทำให้คุณหลับสบายได้มากยิ่งขึ้น แถมไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย เหมาะสำหรับคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักอย่างยิ่ง

5 วิธีทำให้นอนหลับง่ายเหล่านี้ บอกเลยทำไม่ยากอย่างยิ่ง แถมจะส่งผลทำให้สุขภาพกายและใจดีอีกด้วย ที่สำคัญสาวๆ คนไหนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ยังมีผลทำให้รูปร่างสวยได้อีกต่างหาก

ที่มา>>>ข่าวสด

5 ข้อควรรู้ก่อนงด “อาหารมัน”

5 ข้อควรรู้ก่อนงด "อาหารมัน"ทุกคนคงทราบกันดีว่าถ้าอยากมีสุขภาพที่แข็งแรง และอยากลดน้ำหนัก ผอมหุ่นเพรียวใส่เสื้อผ้าเบอร์ M เบอร์ S ได้ ก็ต้องงด (หรือลด) การทานอาหารมันๆ แต่ก่อนที่จะตั้งหน้าตั้งตางดอาหารมันอย่างจริงจัง เรามาดูคำแนะนำดีๆ จากเฟซบุ๊คเพจ “ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว” ก่อนดีกว่า ว่าเราควรเตรียมตัวอย่างไร และงดอาหารมันอย่างถูกต้องอย่างไรค่ะ

____________________

ข้อควรรู้ก่อนงดอาหารมัน

(ห้ามตอบว่า ให้กินของเรา หรือเลี่ยงไปกินเผือก)

เนื่องจากมีบก.หนุ่มว่าที่คุณพ่อท่านหนึ่งเปิดประเด็นขึ้นมา ว่าจะใช้วิธีใดดีในการเลิกกินอาหารมัน

เลยเอาข้อควรรู้ที่ใช้แนะนำคนไข้คร่าวๆแล้วกัน

1. หาสาเหตุก่อนว่าเราอยากลดอยากเลิกของมันเพื่ออะไร

คือเพื่อสุขภาพนี่รู้อยู่แล้ว แต่เป้าหมายในการลดของเราคือเพื่อสุขภาพด้านไหน

– รูปร่าง

– น้ำหนัก

– กลัวโรคที่มากับความอ้วน

– มีค่าอะไรสักอย่างในเลือดที่ผิดปกติ

ที่ต้องรู้ก่อนเพราะว่า แต่ละเหตุมีการลดที่ไม่เหมือนกัน และบางครั้งการลดของมันอาจจะไม่ได้แก้เหตุเหล่านั้น

– อย่างบางคนลดของมันเพื่อลดน้ำหนัก … โดยที่ไม่ได้กินมากและไม่ได้ตรวจว่าน้ำหนักเพิ่มเพราะอะไร

– บางคนต้องการปรับรูปร่าง แต่ส่วนที่ต้องการปรับมันไม่ได้เกี่ยวกับของมัน (เช่น อยากแขนล่ำ เลยอดมัน … แต่ไม่เล่นเวท แล้วมันจะล่ำไหม)

– บางคนต้องการลดไขมันเพื่อลดน้ำหนัก ทั้งที่ปัจจุบันพบว่าหากลดไขมันแต่ไม่ลดน้ำตาล ในระยะยาวก็ลดไม่ได้ผล

2. หลักการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ได้ให้อดของมัน

– คือไขมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ได้มากไปก็ไม่ดี ได้น้อยไปก็ไม่ดี

– ปัจจุบัน (จริงๆ ก็ตั้งแต่ปี 1980) การแพทย์แผนปัจจุบันเน้นการกินอาหารอย่างสมดุล , ไม่เน้นการไปเพ่งเล็งประโยชน์หรือโทษของสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง

– ตัวอย่างเช่น อาหารกลุ่มเมดิเตอร์เรเนียน ก็มีไขมันพอสมควร ไม่ได้เป็นอาหารไขมันต่ำ

3. เรากินของมันแค่ไหน รู้หรือยัง

บางคนอยากลดมัน แต่ไม่รู้ว่าตนเองกินมันแค่ไหน

พอไม่รู้ว่าแต่แรกเรากินมันแค่ไหน ทำให้เวลาลดแล้วประเมินผลลำบาก ทำให้กำหนดเป้าหมายไม่ได้

4. ลดของมัน แต่ต้องระวังการลดมากเกินไป

– หลักในการงดของมัน ต้องไม่งดจนขาด … เพราะไขมันก็เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องใช้

– ถ้าลดไขมันและจำกัดพลังงาน ร่างกายจะปรับระบบไปอยู่โหมดขาดอาหาร กล้ามเนื้อจะหายไป ในระยะยาวจะกลับมาอ้วนใหม่ง่ายขึ้น

5. ไขมันที่ควรหยุดจริงๆ คือ ไขมันทรานส์

ส่วนไขมันอื่น เช่นไขมันหมู มันสัตว์ มันปาล์ม น้ำมันพืชอื่นๆ กินได้แต่ต้องคุมปริมาณที่เหมาะสม

(อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ไขมันทรานส์ และไขมันประเภทต่างๆ ที่นี่)

_____________________

ลดอาหารมันอย่างถูกต้องแล้ว ก็อย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียดด้วยนะคะ เท่านี้ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ทั้งกาย และใจ พร้อมหุ่นสวยเพรียวบาง หรือจะบึ้กหนากล้ามโต ก็เป็นของคุณแล้วล่ะค่ะ

ที่มา>>>Sanook

“ข้าวไรซ์เบอรี่” ต้านสารพัดโรคร้าย บำรุงร่างกาย

“ข้าวไรซ์เบอรี่” ต้านสารพัดโรคร้าย บำรุงร่างกายข้าวไรซ์เบอรี่ ถือเป็นอีกพันธุ์ข้าวหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรักสุขภาพ ออกกำลังกายและลดน้ำหนัก ซึ่งจริงๆ แล้วข้าวไรซ์เบอรี่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันมีการนำไปแปรรูปเป็นขนมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คุ้กกี้ ข้าวตัง ทำไมถึงได้รับความนิยมขนาดนี้น่ะหรอมาดูประโยชน์ดีๆ ของเจ้าข้าวนี้กันเลย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ข้าวไรซ์เบอรี่

ข้าวไรซ์เบอรี่ คืออะไร ?

ข้าวไรซ์เบอรี่เป็นข้าวที่เกิดจากการผสมระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลและข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทำให้กลายเป็นข้าวเกษตรอินทรีย์สายพันธ์ใหม่ มีลักษณะเป็น สีม่วงเข้ม เรียวยาว และผิวมันวาว เมล็ดมีความคล้ายคลึงกับข้าวเจ้า สามารถปลูกได้ตลอดปี ในด้านคุณค่าทางอาหารของข้าวไรซ์เบอรี่ถือว่ามีอยู่ครบถ้วน เนื่องจากผ่านการขัดสีแค่บางส่วน

มีประโยชน์อะไรบ้าง ?

สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวสายพันธ์อื่นๆ

ข้าวไรซ์เบอรี่ถือเป็นข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะมากๆ ซึ่งหมายความว่า หากใครทานข้าวชนิดนี้บ่อยๆ โอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งนั้นน้อยมาก

ป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน สมองเสื่อม

ในข้าวไรซ์เบอรี่ มีวิตามินและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น เบต้าแคโรทีน วิตามินอี วิตามินบี1โอเมก้า3 สังกะสี ธาตุเหล็ก และอื่นๆ อีกเพียบ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เองที่จะช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงประสาท คอยช่วยต่อต้านโรคร้ายที่จะเกิดขึ้นกับเรา เหมือนมีบอดี้การ์ดส่วนตัวเลยว่ามั้ยล่ะ

ลดระดับไขมันและคลอเรสเตอรอล

เส้นใยอาหารหรือ Fiber ในข้าวไรซ์เบอรี่ถือว่ามีอยู่สูงมากๆ ซึ่งเจ้าเส้นใยนี่แหละที่จะมาช่วยลดไขมันและคลอเรสเตอรอลของคุณให้น้อยลง ยิ่งถ้าเป็นคนชอบออกกำลังกายด้วยล่ะก็ ยิ่งเห็นผลเลยล่ะ นอกจากนั้นยังช่วยควบคุมน้ำหนักและขับถ่ายไปในตัวด้วยนะจะบอกให้

เห็นเมล็ดข้าวสีแปลกๆ ม่วงๆ ดำๆ แบบนี้ แต่ประโยชน์นี่ทำเอาอยากจะรีบออกไปซื้อมาทานเลยทีเดียว ไม่ต้องห่วงเรื่องรสชาติเลย เพราะมันทั้งหอมมันและเหนียวนุ่ม สุขภาพที่ดีอยู่ในมือคุณแล้ว อย่าลืมหามาทานกันล่ะ

ที่มา>>>Sanook

งดแป้ง งดไขมัน งดมื้อเย็น ทำไมยังอ้วน?

งดแป้ง งดไขมัน งดมื้อเย็น ทำไมยังอ้วน?

3 วิธียอดฮิตของใครหลายๆ คนที่อยากผอม คงหนีไม่พ้นการงดแป้ง งดไขมัน และงดมื้อเย็น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดี และใครๆ ก็แนะนำให้ทำแบบนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนที่ทำตามวิธีดังกล่าว นอกจากน้ำหนักจะไม่ลดอย่างที่ใจหวังแล้ว ยังอาจน้ำหนักเพิ่มขึ้นก่อนที่จะตั้งใจลดความอ้วนเสียอีก หรือที่เรียกกันว่า “โยโย่เอฟเฟกต์” นั่นเอง

แท้ที่จริงแล้ว 3 วิธีสุดฮิตดังกล่าว ไม่ใช่วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้องเลย เพราะอะไร ลองมาดูกัน

1. งดแป้ง

บางคนงดแป้งโดยเด็ดขาด ถึงขั้นตัดอาหารเหล่านี้ออกจากร่างกายในทุกมื้อ เกาเหลาผักล้วนไม่ใส่กระเทียมเจียว ส้มตำ หรือสลัดผักล้วนทุกวัน กินวนไปเรื่อยๆ แบบนี้ ทำให้ร่ายกายเริ่มรู้สึกว่ากำลังขาดสารอาหาร และบังคับให้ร่างกายอยากหาของหวานมาทานโดยด่วนๆ เพราะร่างกายกลัวว่าเราจะขาดสารอาหาร เป็นเหตุให้ใครหลายคนที่งดแป้งไปสักพัก เกิดความอยากอาหารหวาน ขนมหวานๆ น้ำหวานๆ แบบหน้ามืดตามัว จนเผลอทานเยอะเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ พลังงานเหลือมาสะสมไว้ที่พุง ที่ก้น และต้นขาของเรานี่แหละ

เหตุที่ร่างกายเลือกโหยหาน้ำตาลด่วนๆ ในช่วงที่ร่างกายคิดว่าตัวเองกำลังจะขาดแคลนแป้งนั้น เพราะน้ำตาลสามารถให้พลังงานกับร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง แต่เพราะการดูดซึมได้เร็ว หากทานเยอะก็จะทำพลังงานที่ได้ไปใช้ไม่ทัน พลังงานที่เหลือจะถูกนำไปสะสม แต่สักพักเราก็จะหิวโหยใหม่ เพราะพลังงานที่เหลือนั้นนำไปสะสมอยู่ในชั้นไขมันหนาๆ ของเราไปแล้วนั่นเอง

วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือ ไม่ให้งดแป้ง แต่ให้ลดการทานแป้งขัดสี พวกแป้งขาวๆ ผ่านการแปรรูปแล้วทั้งหลาย ไล่ไปตั้งแต่ข้าวขาว น้ำตาลทรายขาว ขนมปังขาว น้ำหวาน น้ำเชื่อม ผลไม้รสหวานจัด ขนมหวานต่างๆ กะทิ ขนมจากเบเกอรี่ เช่น เค้ก โดนัท ครัวซอง ขนมปังไส้กรอก เป็นต้น โดยหันมาเลือกทานแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขนมปังโฮลวีท น้ำตาลที่ไม่ขัดสี น้ำผึ้ง เผือก มัน เป็นต้น

2. งดไขมัน

นี่เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่ถูกคาดโทษว่าเป็นต้นเหตุของไขมันส่วนเกินทั้งหมดของร่างกาย ทั้งที่จริงแล้วบางคนที่ไม่ชอบทานอาหารมันๆ ก็อ้วนได้เพราะแป้ง และน้ำตาลนั่นแหละ ไม่ได้เกี่ยวกับไขมันเลย แต่ถึงกระนั้นไขมันเป็นต้นเหตุของไขมันส่วนเกินร่างกายได้เหมือนกัน แถมยังเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ ไขมันพอกตับ เป็นต้น

ดังนั้น เหมือนกันกับแป้ง วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือไม่ได้ให้งด และให้ลดไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย นั่นคือไขมันทรานส์นั่นเอง ไขมันทรานส์ ได้แก่ เนย เนยเทียม มาการีน น้ำมันหมูที่ใช้ทอดอาหารซ้ำๆ และไขมันที่มาจากสัตว์ (ไขมันจากสัตว์กลายเป็นไขมันทรานส์ได้หากผ่านการทอดนานๆ)

ไขมันที่ควรทาน เพราะดีต่อสุขภาพ ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน (ใช้ในกรณีผัดอาหารเร็วๆ ในปริมาณไม่มาก) รวมไปถึงไขมันที่ได้จากน้ำมันปลา เป็นต้น

(อ่านเรื่อง “ต้ม ผัด แกง ทอด ใช้ “น้ำมัน” แบบไหนดีต่อสุขภาพที่สุด?” ได้ที่นี่)

3. งดอาหารเย็น

ถึงแม้ว่าช่วงเย็นหลายๆ คนจะบอกว่าเป็นช่วงที่ใช้พลังงานน้อยกว่าช่วงอื่นๆ ของวัน ดังนั้นไม่ทานก็ได้ แต่อย่าลืมว่าหากคุณงดทานอาหารมื้อเย็น หรือกฎเหล็ก (แบบปลอมๆ) ของใครหลายคน คือ ไม่ทานอะไรหลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป เท่ากับว่ากว่าจะถึงเช้า ท้องเราจะว่างแบบไม่มีอะไรให้ย่อยเลยไปจนถึงเช้าของอีกวัน รวมๆ แล้วนานถึง 12-14 ชั่วโมงเลยทีเดียว นานใช่ไหมล่ะ ถ้าเปลี่ยนเวลาช่วงนี้มาเป็นตอนกลางวัน รับรองว่าเราต้องผิวจัดจนหน้ามืดตาลาย ทำงานไม่ได้แน่นอน

ดังนั้นการงดอาหารเย็นจึงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องอีกเช่นกัน อาหารคล้ายๆ กับคนที่งดแป้ง คือร่างกายคิดว่าเราจะเข้าสู่ภาวะขาดสารอาหาร หรือภาวะอดอาหาร เมื่อเข้าสู่ช่วงกิน เราจะมีความรู้สึกหิวโหยหนักมากกว่าปกติ เพราะร่างกายต้องการพลังงานเข้ามาสะสมในร่างกายมากขึ้น ใครทนไม่ได้ก็เผลอกินหนัก ใครทนไหวก็ก็ทนไปจนน้ำหนักลดลงเรื่อยๆ แต่พอถึงช่วงหนึ่งที่เราพอใจกับน้ำหนักแล้วเราหันมาทานเหมือนเดิม น้ำหนักก็พุ่งขึ้น เพราะหมดช่วงตุนพลังงานแล้วนั่นเอง

วิธีลดความอ้วนที่ถูกต้อง คือ ทานหลายๆ มื้อเล็กๆ จะซอยเป็น 4 หรือ 6 มื้อก็ได้ อย่าให้ร่างกายรู้สึกขาดสารอาหารจนหิวโหย ให้ร่างกายรู้สึกอิ่มตลอดเวลา ไม่ได้อยู่ในภาวะอดอยาก ทำให้ความอยากอาหารลดลง โดยเฉพาะความอยากน้ำตาล และของหวาน ก็จะลดลงไปด้วย

หวังว่าเพื่อนๆ จะคุมอาหารได้อย่างถูกต้องนะคะ อย่าลืมว่าคุมอาหารแล้ว ต้องควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วย ถึงจะเป็นวิธีลดความอ้วนอย่างได้ผล และถาวรค่ะ

ที่มา>>>Sanook