คลิประทึก! ลุงขี่จยย.ปาดหน้ารถเจอชนเต็มๆ ร่างกระเด็น-นอนนิ่งไม่ขยับ

โลกโซเชียลแชร์คลิปอุบัติเหตุอันเกิดจากความประมาทของผู้ใช้ยานพาหนะ เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา รถยนต์คันหนึ่งพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่ปาดหน้าจนคนขับกระเด็นไปไกล อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตยังถกเถียงว่า กรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนี้ ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดและฝ่ายถูกกันแน่

669

ที่มา>>>ข่าวสด

เด็กวัย 15 ขี่ จยย.ลัดไม้กั้นรถไฟสายเส้นทางมรณะ ชาวบ้านชี้ไม้ชอบทำงานเองจนสับสน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ต.ค.2559 พ.ต.ต.อาคม โฉมศรี สารวัตร (สอบสวน) สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี รับแจ้งเหตุรถไฟชนเด็กวัยรุ่นเสียชีวิต บริเวณจุดตัดข้ามทางรถไฟบ้านดอนเสลา หมู่ที่ 3 ต.ท่าผา จึงรุดตรวจสอบพร้อมด้วยหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลบ้านโป่งและเจ้าหน้าที่มูลนิธิรวมใจการกุศลราชบุรี
ที่เกิดเหตุพบชาวบ้านจำนวนมากกำลังวิพากษ์วิจารณ์และมุงดูร่างผู้เสียชีวิตบนดงหญ้าริมทางรถไฟ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดตัดทางรถไฟออกไปประมาณ 20 เมตร ทราบชื่อต่อมา คือ นายนายเจษฎา มีใหญ่ อายุ 15 ปี สวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้น มีบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกาย แขน ขา และคอหัก โดยห่างออกไปไกลกว่า 500 เมตร พบซากรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีแดงเทา หมายเลขทะเบียน ขพพ 165 ราชบุรี ของผู้เสียชีวิตตกอยู่ข้างทาง ส่วนรถไฟที่ชนคือ รถไฟขบวนที่ 257 สายธนบุรี – น้ำตกไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งได้ออกเดินทางไปตามปกติ เพื่อส่งผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว
201610011255127-20041022105236สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิด นายเจษฎา ได้ขี่รถจักรยายนต์คันดังกล่าวออกจากบ้านพัก เพื่อไปซื้อของกินที่ตลาดบ้านโป่ง จนกระทั่งถึงจุดเกิดเหตุ เครื่องกั้นรถไฟแบบแขนกั้นอัตโนมัติได้ลดลงมาเพื่อปิดกั้นทางให้รถไฟผ่าน แต่ทว่านายเจษฎากลับขี่รถอ้อมแขนกั้นอัตโนมัติออกไป โดยไม่สังเกตเห็นรถไฟที่แล่นมาด้วยความเร็ว จึงชนเข้าอย่างจัง จนร่างของนายเจษฎากระเด็นไปไกลกว่า 20 เมตร แล้วเสียชีวิตอยู่ข้างดงหญ้า ส่วนรถจักรยานยนต์ถูกเกี่ยวติดไปกับหัวขบวนรถไฟ พร้อมกับบดขยี้จนเหลือแต่ซากพังยับเยิน

ทั้งนี้ จากการสอบถามชาวบ้านที่อยู่บริเวณจุดตักทางรถไฟดังกล่าว พบว่าเครื่องกั้นรถไฟแบบแขนกั้นอัตโนมัติ มักทำงานเองโดยที่ไม่มีขบวนไฟแล่นผ่านเป็นประจำ จึงทำให้ไม่แน่นใจว่ามีขบวนรถวิ่งผ่านหรือไม่ รวมไปถึงแขนกั้นอัตโนมัติที่มีความยาวเพียงครึ่งถนนเท่านั้น อีกทั้งสองข้างทางรถไฟมีวัชพืชปกคลุมอย่างหนาแน่นและเป็นช่วงโค้ง จึงปิดบังทัศนวิสัยยากแก่การมองเห็น ผู้ที่ใช้เส้นทางนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังกันเอง จนกระทั่งเกิดเหตุเสียชีวิตดังกล่าว

 ที่มา>>>ข่าวสด

เชือกตกลากพื้น!! สิบล้อจอดลงไปดู สามพี่น้องพุ่งจยย.เสยท้ายยับ-7ขวบดับสยอง

วันที่ 15 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ชนวีร์ หนูคงใหม่ ร้อยเวร สภ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ได้รับแจ้งมีเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถบรรทุก 10 ล้อ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ที่บริเวณหน้าโรงเจเทียนอี้ตั้ว หมู่ที่ 5 ต.ท่านัด อ.ดำเนินสะดวก ริมถนนสายดำเนินสะดวก-บางแพ ฝั่งขาออก จึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยมูลนิธิรวมใจการกุศลราชบุรี201609151101402-20041021180356ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ สีขาวแดง หมายเลขทะเบียน ขษร-992 ราชบุรี สภาพเสยอัดท้ายรถบรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว หมายเลขทะเบียน 80-8377 สุพรรณบุรี โดยที่ท้ายรถบรรทุก พบศพ ด.ช.ภูสินธ์ ภูแถวเชือก อายุ 7 ขวบ อยู่หมู่ 4 ต.คันนายาว เขตบึงกุ่ม กทม. สภาพศพกะโหลกศีรษะเปิด และยังมีนายธีรวุธ ภูแถวเชือก อายุ 15 ปี ด.ช.จิรโชติ ภูแถวเชือก อายุ 12  ปี ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส มูลนิธิรวมใจการกุศลราชบุรี นำตัวส่งโรงพยาบาลดำเนินสะดวก

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า นายธีรวุธ พร้อมทั้งน้องชาย 2 คน มาทำงานอยู่ในโรงงานมะพร้าวแห่งหนึ่งในอำเภอดำเนินสะดวก ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถจักยานยนต์คันดังกล่าวมาที่ตลาดดำเนินสะดวก  ส่วนนายวีนัส ปิ่นกุมภีร์ อายุ 22 ปี คนขับรถบรรทุกซึ่งบรรทุกขี้นกกระทามาส่งให้กับชาวสวนกำลังจะเดินทางกลับบ้านที่ จ.สุพรรณบุรี เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ มีเชือกตกลงมาลากถนน จึงได้จอดรถลงไปดู ขณะนั้นเองทั้ง 3 พี่น้องได้ขับรถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็วสูง และพุ่งชนท้ายรถบรรทุกเข้าอย่างจัง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

แท็กซี่พุ่งชนเวสป้าไฟลุกวอด ลูกตำรวจแผลฉกรรจ์ดับคาที่-พ่อเห็นศพสุดเศร้า

เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 2 ส.ค. ร.ต.อ.ไพโรจน์ คล้ายสุวรรณ์ รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์จนเกิดประกายไฟลุกไหม้ และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บริเวณสี่แยกเชิงสะพานเอกาทศรถ (ฝั่งตะวันออก) ถนนราเมศวร ตัดกับ ถนนพุทธบูชา ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก หลังรับแจ้ง จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยข่าวภาพ พร้อมประสานรถน้ำจากเทศบาลนครพิษณุโลก จำนวน 1 คัน ที่เกิดเหตุพบเพลิงกำลังลุกไหม้รถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ ยี่ห้อเวสป้า ทะเบียน ขมฉ-93 พิษณุโลก เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันฉีดน้ำประมาณ 20 นาที เพลิงจึงสงบลง ส่วนรถได้รับความเสียหาย ถูกไฟไหม้ทั้งคันจนเหลือแต่ซาก ใกล้กันพบรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีน้ำเงิน–เหลือง ทะเบียน ทข-51 พิษณุโลก จอดแน่นิ่งอยู่ สภาพมีร่องรอยเฉี่ยวชนที่ฝากระโปรงหน้าจนยุบ หม้อน้ำแตก นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบในที่เกิด บริเวณริมฟุตปาธหน้าร้านเสบียงบุญ ตั้งอยู่เลขที่ 138-139 ถ.พุทธบูชา ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก ยังพบศพผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อ คือ นายณัฐพงษ์ คุ้มภัย อายุ 23 ปี อยู่หมู่ 1 ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก สภาพศพสวมเสื้อแขนสั้นสีน้ำตาล นุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ นอนหงายจมกองเลือดและมีบาดแผลฉกรรจ์ที่บริเวณใบหน้า ในเวลาต่อมามี ร.ต.ต.ภาณุพงศ์ คุ้มภัย รอง สวป. สภ.เมืองพิษณุโลก บิดาของผู้เสียชีวิต หลังทราบข่าวได้เดินทางมาดูศพบุตรชายด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ส่วนคนขับรถแท็กซี่ ทราบชื่อ คือ นายศราวุฒิ แสงจันทร์ ยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายณัฐพงษ์ คุ้มภัย ผู้เสียชีวิต ได้ขี่รถเวสป้ากลับมาจากบ้านเพื่อน และกำลังเดินทางมุ่งหน้ากลับบ้านพัก แต่ระหว่างทางขี่มาถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นสี่แยกเชิงสะพานเอกาทศรถ มีรถยนต์แท็กซี่ขับลงมาจากสะพานด้วยความเร็ว จนเป็นเหตุทำให้พุ่งชนกันอย่างจัง ส่งผลให้ร่างของนายณัฐพงษ์กระเด็นไปกระแทกกับกระถางต้นไม้ริมฟุตปาธจนเสียชีวิตคาที่

ส่วนรถเวสป้าไถลครูดไปกับพื้นถนนห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 20 เมตร จนเกิดประกายไฟลุกไหม้ดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าร้านเสบียงบุญ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบสำนวนคดีดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ส่วนศพของผู้เสียชีวิตได้ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยส่งนิติเวชโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อผ่าชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนมอบให้ญาติรับกลับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนาต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ชาวบ้านตะโกนทับคนแล้ว!หนุ่มชะตาขาดจยย.ล้มรถพ่วงเหยียบเละสยองที่พระประแดง

 เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 28 ก.ค. ร.ต.อ.สามารถ สัตยา พงส.สภ.พระประแดง ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิต บริเวณจุดกลับรถปากซอยวัดชมนิมิต (สุขสวัสดิ์ 74) หมู่ที่ 3 ต.บางครุ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลบางจาก และเจ้าหน้าที่อาสามัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 เลนมุ่งหน้าเข้าอำเภอพระสมุทรเจดีย์ บริเวณเลนที่ 2 นับจากเกาะกลางถนน พบรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อบรรทุกเหล็กม้วนจำนวน 3 ม้วนหนักกว่า 45 ตัน ของบริษัท อินแลน์ เซอร์วิส จำกัด ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียนหัวพ่วง 76-1410 กรุงเทพมหานคร หมายเลขทะเบียนหางพ่วง 78-2211 กรุงเทพมหานคร จอดเปิดไฟฉุกเฉิน ห่างกันเล็กน้อยบริเวณท้ายรถ พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น เวฟ 125 I สีดำ-เทา หมายเลขทะเบียน อษย187 กทม. ล้มตะแคงอยู่บนพื้นถนน ในสภาพด้านหน้ารถพังยับ ในที่เกิดเหตุพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย สวมเสื้อเชิ้ตสีเทาคลุมทับด้วยเสื้อบุรุษไปรษณีย์ สวมกางเกงสแลคสีน้ำเงินรองเท้าผ้าใบสีขาว เสียชีวิตในลักษณะนอนคว่ำหน้าค่อมรถ ศีรษะแตก เลือดและมันสมองกระจายเกลื่อนพื้น ทราบชื่อภายหลังนาย สุริยา ศรีสังวาล อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27/5 หมู่ที่ 7 ต.บางจาก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นบุรุษไปรษณีย์อยู่ในสำนักงานไปรษณีย์สาขาพระประแดง ทางเจ้าหน้าที่จึงมอบศพให้เจ้าหน้าที่มูลนิธินำส่งชันสูตรที่สถาบันนิติเวช

จากการสอบถาม นายเกรียงไกร สว่างเมฆ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14/2 หมู่ที่ 2 ต.ท่าตะคร้อ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี โชว์เฟอร์บรรทุกให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนนำรถออกมาจากหน้าท่าเรือทรัพย์ศรีไทยบริเวณท้ายซอยสุขสวัสดิ์ 49 เพื่อนำเหล็กม้วนไปส่งให้กับลูกค้าย่านถนนพระรามที่ 2 เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นจุดกลับรถเห็นรถด้านหน้าชะลอจอดอยู่หลายคัน ตนจอดรถในเลนที่ 2 เพื่อเตรียมตัวกลับรถ โดยในเลนขวาสุดยังมีรถหลายคันจอดรอเพื่อกลับรถ ในระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนตัวได้ยินเสียงคล้ายมีรถมาชนบริเวณด้านท้าย ก่อนที่จะได้ยินเสียงหวีดร้องของประชาชนพร้อมตะโกนว่าทับคนแล้ว ตนจึงรีบจอดรถเดินลงมาดู พบรถจักรยานยนต์และผู้ตายล้มกองกันอยู่กับพื้นถนน จึงรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยให้มาช่วยเหลือ

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่า รถจักรยานยนต์น่าจะขับแทรกช่องระหว่างรถจอด เป็นจังหวะเดียวกันที่ด้านท้ายรถจักรยานยนต์ใส่ถุงจดหมายขนาดใหญ่ ทำให้ถุงไปเกี่ยวท้ายรถบรรทุกจนเสียหลักล้ม ทำให้ตัวผู้ตายกระเด็นเข้าไประหว่างล้อหลัง จนถูกทับเสียชีวิตหรือรถบรรทุกกำลังจะกลับรถ แต่ไม่ทันมองมามีรถจักรยานยนต์กำลังจะเลี้ยวกลับเหมือนกัน ทำให้ล้อไปเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์จนล้มคว่ำก่อนร่างกระเด็นเข้าล้อรถ จึงควบคุมตัวโชว์เฟอร์รถบรรทุกไปสอบสวนเพิ่มเติม ที่สถานีตำรวจก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ชนตูม-ชิ้นส่วนกระจาย! จยย.ซิ่งประสานงาเก๋งเต็มๆ คนขับกระเด็นดับสยอง (คลิป)

เว็บไซต์ เร็นทีวี ของรัสเซียเผยแพร่คลิปอุบัติเหตุที่บันทึกจากกล้องหน้ารถยนต์บนถนนในกรุงมอสโกของรัสเซียเมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา เผยภาพรถจักรยานยนต์ขับความเร็วสูงแล้วพุ่งชนรถเก๋งเข้าอย่างจังจนชิ้นส่วนกระจายเกลื่อนถนน ส่วนคนขับกระเด็นห่างออกไปราว 5 เมตร

ข่าวระบุว่า คนขับรถเก๋งไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ขณะที่คนขับมอเตอร์ไซค์เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ที่มา>>>ข่าวสด

จับ 2 โจ๋เชียงรายวิ่งราวทรัพย์นักท่องเที่ยวต่างชาติ ตร.ตามเช็กวงจรปิดล่าตัว (คลิป)

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 23 ก.ค. พล.ต.ต.มนตรี สัมบถุญณานนท์ ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ปรีชา วิมลไชยจิต รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ พ.ต.อ.อดุลย์ สมนึก ผกก.พ.ต.ท.สิทธิพร บัวสุก รอง ผกก.สส. ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาวิ่งราวทรัพย์นักท่องเที่ยว พร้อมของกลาง ผู้ต้องหาชื่อนายตั้ม หรือ นายเจริญ อายุ 19 ปี บ้านเดิมเลขที่ 89/พ หมู่ 23 ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย นายเจมส์ หรือนายอาเจอ หมื่นแหล่ อายุ 19 ปี บ้านเลขที่ 12 หมู่ 4 ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวงเชียงราย ในความผิด “ร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ของกลางเงินสด 4,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง กางเกงยีนส์ขายาวสีดำ ยี่ห้อ LTS จำนวน 1 คัน พล.ต.ต.มนตรี สัมบุญณานนท์ ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งเหตุคนร้าย 2 คน ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ ผู้เสียหายชาวต่างประเทศ ที่บริเวณหน้าโฮมเอนจอดนัยริ้ว ซอยข้างร้านทองเพชรทองคำ ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ ได้ทรัพย์สินไปจำนวนหนึ่ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนทั้งของจังหวัดและท้องที่ได้ประสานกันออกล่าตัวทันที และจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุ ที่สามารถจับกุมภาพคนร้ายดังกล่าวขณะก่อเหตุไว้ได้ จึงทำให้ทราบตำหนิรูปพรรณและพาหนะของคนร้าย ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ โดยศาลได้ออกหมายจับคนร้ายเลขที่ 438/2559 ลงวันที่ 12 ก.ค.59 ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ระบบโปลิสอายส์ ตามเส้นทางทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ จนกระทั่งสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองได้ที่บริเวณหน้าอาคารไลออนส์ โรงเรียนอาชีวะศึกษาแม่สาย และที่ห้างสรรพสินค้าแม๊คโคร ต.เวียงดาวคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยผู้ต้องหาทั้งสองได้ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาจริง ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามถนน เพื่อจะไปรับแฟนสาว แต่ได้เห็นเหยื่อเป็นชาวต่างประเทศ จึงได้วิ่งราวทรัพย์ดังกล่าว โดยนายเจมส์เป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์ นายตั้มเป็นคนซ้อนท้าย ร่วมกันก่อเหตุดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

กราดยิงเพื่อนร่วมงานวงแตก!! หนุ่มฉุนคิดว่าเบิ้ลเครื่องรถใส่-เดินเข้าไปถามมีปัญหาเหรอ

 วันที่ 12 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึก ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ชยุต แสงมณี พนักงานสอบสวน สภ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณห้องพักพนักงานของบริษัท น่ำเฮงคอนกรีต (1992) จำกัด หมู่ที่ 2 ต.สาวร้องไห้ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง หลังรับแจ้ง จึงรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สมาคมวีอาร์กู้ภัยจังหวัดอ่างทอง ที่เกิดเหตุบริเวณห้องพักพนักงาน พบเป็นอาคารห้องพักแบบหันหน้าเข้าหากันเป็นแถวยาว ในที่เกิดเหตุพบรอยเลือดหยดอยู่เป็นทาง นอกจากนั้นยังพบหัวกระสุนปืนขนาด .38 ตกอยู่ 1 หัว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนในที่เกิดเหตุ ผู้บาดเจ็บ 2 ราย พลเมืองดีและเพื่อนร่วมงาน ได้นำส่งโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้ ทราบชื่อ คือ นายวรวุฒิ ทองเกษม อายุ 20 ปี อยู่หมู่ 11 ต.โพงาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท โดนยิงที่ขาด้านซ้ายได้รับบาดเจ็บ นำส่งโรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ และ นางมาลินี เนียมสุข อายุ 29 ปี นำส่งโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี ซึ่งผู้บาดเจ็บทั้งสองรายเป็นพนักงานของบริษัทฯ ทั้งคู่ ส่วนมือปืนไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเพื่อนร่วมงานบริษัทเดียวกัน ทราบชื่อ คือ นายปริญญา อายุ 35 ปี อยู่หมู่ 7 ต.สาวร้องไห้ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ทำงานเป็นช่างไฟฟ้า จากการสอบถามนายประเทือง ปานมณี อายุ 45 ปี อยู่หมู่ 8 ต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนได้นั่งดื่มสุราอยู่กับเพื่อนๆ ผู้ร่วมงาน ขณะที่ตนและผู้ที่ถูกยิงทั้ง 2 คน พร้อมพนักงานคนอื่น รวม 6 คน นั่งดื่มสุราอยู่บริเวณด้านหน้าห้องพักคนงานตามปกติ สักพักสุราเกิดหมด จึงให้เด็กขับรถจักรยานยนต์ออกไปซื้อเพิ่ม จากร้านค้าด้านนอก หลังจากที่เด็กคนดังกล่าวขับรถกลับมาได้เบิ้ลเครื่องรถจักรยานยนต์จนเสียงดัง ใกล้ๆ กับป้อมยามซึ่งเป็นจุดที่นายปริญญา ผู้ก่อเหตุ ยืนอยู่ จึงทำให้นายปริญญาไม่พอใจ คิดว่าเด็กคนดังกล่าวเบิ้ลเครื่องรถใส่ ด้านนายอดิศร จำปาเงิน อายุ 21 ปี รปภ.ของบริษัทฯ กล่าวว่า ขณะที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ป้อมยาม ก่อนเกิดเหตุ นายปริญญาได้เดินมาที่ป้อมยาม และมาพูดคุยกัน ก่อนที่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจะขับมาและเบิ้ลรถเสียงดัง เลยทำให้นายปริญญาไม่พอใจ คิดว่ามาเบิ้ลเครื่องใส่ ประกอบกับอยู่ในอาการเมาสุรา นายปริญญาจึงเดินเข้าไปยังจุดที่เกิดเหตุแล้วตะโกนถามว่ามีปัญหาหรือไง แล้วก็คว้ารถจักรยานยนต์ขับขี่ออกไป ประมาณ 20 นาที ก็ขี่จักรยานยนต์เข้ามาอีกครั้ง คราวนี้กลับมาพร้อมอาวุธปืนลูกโม่ขนาด .38

เมื่อจอดรถก็ควักอาวุธปืนยิงออกมาจากด้านนอก 1 นัด แต่ไม่โดนใคร ส่วนคนในวงเหล้าข้างใน ก็พากันวิ่งหนีแตกกระเจิงกันไป ก่อนที่จะยิงสาดเข้าไปอีก 3-4 นัด จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว แล้วขี่รถหลบหนีไป จึงได้ช่วยกันพาคนเจ็บส่งโรงพยาบาล ร.ต.อ.ชยุต กล่าวว่า จากการตรวจสอบและสอบสวนในที่เกิดเหตุ ทราบว่าสาเหตุเกิดจากการที่กลุ่มเพื่อนผู้ร่วมงานกลุ่มหนึ่งได้นั่งดื่มสุรากันหน้าห้องพักพนักงาน แล้วสุราเกิดหมด ใช้ให้คนออกไปซื้อ เมื่อกลับเข้ามา คนที่ไปซื้อกลับเบิ้ลเครื่องรถเสียงดัง ซึ่งขณะนั้นนายปริญญาผู้ก่อเหตุ และอยู่ในอาการเมาสุรา ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็เข้าใจว่าเบิ้ลเครื่องรถใส่ตนเอง จึงไม่พอใจและเดินเข้าไปถามในกลุ่มของผู้บาดเจ็บ ว่ามีปัญหาหรือไง ก่อนที่จะมีปากเสียงกันเล็กน้อย ทำให้นายปริญญาโกรธ จึงขี่รถออกไปนำอาวุธปืนมายิงใส่กลุ่มเพื่อนร่วมงานที่ดื่มสุราอยู่ จนมีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งเบื้องต้นจะได้ประสานให้เข้ามอบตัว และหากไม่มามอบตัวก็จะออกหมายจับดำเนินคดีต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

หนูน้อยรอดตายปาฏิหาริย์ แต่เสียทั้งพ่อและแม่ อยู่กับปู่ย่ามีรายได้แค่เก็บผัก(คลิป)

ที่ จ.ตรัง ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีครอบครัวหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ โดยได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 236 หมู่ที่ 6 ตำบลนาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านของ นายสมเกียรติ และนางสุพิน นาศรี สองสามีภรรยา ผู้เป็นปู่และย่าของ เด็กชายณัฐนันท์ หรือ น้องหมู นาศรี อายุ 7 ขวบ ที่เพิ่งจะกำพร้าพ่อแม่ เนื่องจากได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ เมื่อปลายเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา  ขณะที่หนูน้อยซึ่งนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาด้วย แต่กลับรอดตายราวปาฎิหารย์ อย่างไรก็ตาม ชีวิตของน้องหมู ก็เกิดความลำบากขึ้นและแทบมองไม่เห็นอนาคต  เพราะไร้พ่อแม่ มีเพียงปู่และย่าที่แก่ชรา รวมทั้งยังมีรายได้เพียงแค่วันละน้อยนิดเท่านั้น

นายสมเกียรติ นาศรี ผู้เป็นปู่ กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า  ช่วงชีวิตที่ผ่านมาตนเองตั้งใจทำมาหากินด้วยความขยันขันแข็ง และมีอาชีพเป็นยามมานานกว่า 20 ปี  แต่จู่ๆ เมื่อช่วงปีที่ผ่านมากลับถูกเลิกจ้าง จนทำให้ชีวิตตกอับ มีเพียงรายได้จากภรรยา ที่พอเก็บผักขายได้วันละ 100 – 200 บาทเท่านั้น แถมยังมีเคราะห์กรรมซ้ำซัด เพราะต้องมาสูญเสียลูกชายและลูกสะใภ้ไปพร้อมๆ กันอย่างที่ไม่มีวันหวนกลับ ทิ้งหลานตัวน้อยๆ ไว้ให้ต้องดูแล และถือว่าเป็นภาระที่หนักมากทีเดียว เพราะเด็กต้องกินต้องใช้ทุกวัน แถมยังต้องเรียนหนังสืออยู่ชั้น ป.1 ที่โรงเรียนบ้านหนองไทร อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง โดยมีค่าใช้จ่ายวันละ 50-80 บาทอย่างไรก็ตาม โชคดีที่เมื่อตอนเปิดเทอม มีผู้ใจบุญซื้อชุดนักเรียน รองเท้า ถุงเท้า มาให้  และก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนก็ได้มีการมอบทุนช่วยเหลือ จำนวน 5,000 บาท โดยเรียกตนและภรรยาไปรับมอบซองเปล่า แต่ก็ยังไม่ได้รับเงิน และไม่สามารถทวงถามได้ เพราะทางโรงเรียนเกรงว่าตนจะเอาเงินจำนวนนี้ไม่ใช้จ่ายส่วนตัว แต่ขอบอกว่าตนไม่เคยมีความคิดแบบนั้น แม้ไม่มีใครช่วยเหลือ ตนก็ต้องดูแลอยู่แล้ว ส่วนความหวังสูงสุดของตน ก็แค่อยากให้หลานชายได้เรียนหนังสือสูงๆ ได้ทำงานดีๆ ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป ขณะที่ความฝันของ “น้องหมู” บอกว่า โตขึ้นอยากเป็นนักฟุตบอล 

ที่มา>>>ข่าวสด