Toyota VITZ ปรับปรุงใหม่ ครั้งแรกกับเครื่องยนต์ Hybrid

Toyota VITZ ปรับปรุงใหม่ ครั้งแรกกับเครื่องยนต์ Hybrid     ในวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา บริษัท Toyota Motor ได้ออกมาประกาศถึงการเปิดตัว VITZ รุ่นปรับปรุงใหม่กับเครื่องยนต์ Hybrid

     VITZ ในสเปกยุโรปได้มีการใช้เครื่องยนต์แบบ Hybrid มาอยู่แล้ว แต่ในส่วนของสเปกภายในประเทศญี่ปุ่นนั้น ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกกับเครื่องยนต์ Hybrid103     สำหรับระบบ Hybrid นั้นจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ โดยให้แรงม้าสูงสุด 74 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 11.3 kgm ส่วนของมอเตอร์ให้แรงม้าสูงสุด 61 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 17.2 kgm แล้วเมื่อขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ร่วมกับมอเตอร์จะให้กำลังแรงม้าสูงสุด 100 แรงม้า ซึ่งในจุดนี้ได้มีการปรับปรุงระบบการจัดการของเครื่องยนต์ มอเตอร์ และอินเวอเตอร์102     ส่วนของแบตเตอรี่สำหรับ Hybrid ใช้เป็นแบบ Nickel-Metal Hydride มีการติดตั้งอยู่บริเวณด้านใต้ของเบาะที่นั่งด้านหลัง ดังนั้นจึงรับประกันในเรื่องของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์แบบ Hybrid หรือธรรมดาก็มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายกว้างไม่ต่างกัน104     ส่วนของอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน JC08 Mode ก็ถือว่าอยู่ระดับที่ดีด้วยตัวเลขที่ทำได้ 34.4 km/l ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับส่วนลดของภาษีลง โดยเป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษลดลง 75% ของปี 2005 และในปี 2020 ที่จะดีกว่ามาตรฐานอีก 20%


“สำหรับชาวอ่างทอง ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ อ่างทอง ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO อ่างทอง ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

ตัดเล็บผิด ชีวิตเปลี่ยน! วิธีตัดเล็บที่ถูกต้อง ป้องกันเล็บขบ

ตัดเล็บผิด ชีวิตเปลี่ยน! วิธีตัดเล็บที่ถูกต้อง ป้องกันเล็บขบไม่ว่าจะผู้ชาย หรือผู้หญิง วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ หรือแม้แต่ตัดเล็บเอง หรือให้ร้านทำเล็บตัดให้ คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณกำลังตัดเล็บอย่างถูกวิธี ซึ่งการตัดเล็บผิดวิธีนี่แหละ ที่เป็นสาเหตุแรกๆ ของอาการ “เล็บขบ” ที่ทำให้สร้างความทรมานให้กับชายชาตรี จนต้องร้องไห้ ปวดบวมทรมาน จนต้องผ่าตัดถอดเล็บ รักษาอยู่เป็นเดือนๆ มาแล้ว

ก่อนจะไปดูว่าเราต้องตัดเล็บเท้าอย่างไรถึงจะถูกวิธี เรามาเช็คตัวเองกันก่อนดีกว่า ว่าเรากำลังตัดเล็บผิดวิธีกันอยู่หรือเปล่า

ถ้าคุณตัดเล็บ…

– ดันกรรไกรตัดเล็บเข้าไปจนสุดปลายนิ้ว ตัดจนเล็บสีขาวๆ ที่โผล่พ้นเนื้อขึ้นมาหายไปหมด

– ชอบตัดเล็บสั้นๆ กุดๆ จนบางครั้งตัดสั้นเสียจนเลือดไหลซิบๆ

– เห็นขี้เล็บติดอยู่ซอกเล็บเท้า ก็ใช้ตะไบแงะซอกเล็บขึ้นมา เพื่อเอาขี้เล็บออก

– ชอบตัดเล็บแหลมๆ ที่มุมเล็บ ให้รูปเล็บแหลมๆ เหลี่ยมๆ เพราะทาเล็บแล้วสวย

– ไม่ค่อยใส่ใจ ไม่ค่อยตัดเล็บเท้าตัวเอง

– ตัดเล็บไม่สุด ไม่เต็มเล็บ แล้วดึงกรรไกรตัดเล็บออก ทำให้เล็บฉีก แหว่ง กินเข้าไปในเนื้อปลายนิ้ว จนเป็นแผล

– ไม่ตัดเล็บ แต่เมื่อไรที่เล็บยาวจนข้างๆ เล็บฉีกเล็กน้อย ก็ดึงเล็บออกเองเลย จนเล็บฉีกไปกินเนื้อส่วนปลายนิ้ว และเป็นแผล

– ตัดเล็บแล้วไม่ตะไบเล็บให้มน

เหล่านี้คือวิธีตัดเล็บที่ผิด นำไปสู่อาการเล็บขบ หรือจมูกเล็บอักเสบ เป็นหนองได้

นอกจากนี้สาเหตุของเล็บขบ ยังมาจากการใส่รองเท้าที่หัวรองเท้าบีบนิ้วเท้ามากจนเกินไป บวกกับการตัดเล็บที่มีมุมแหลมๆ ที่ด้านข้าง เมื่อเล็บงอกเพิ่มขึ้นมา จึงอาจทำให้เล็บทิ่มเข้าไปในเนื้อข้างเล็บได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตัดเล็บ

วิธีตัดเล็บที่ถูกต้อง ป้องกันเล็บขบ จมูกเล็บอักเสบ เป็นหนอง

1. แช่เท้าในน้ำอุ่น หรือน้ำธรรมดาก่อนตัดเล็บสัก 5 นาที เพื่อให้เล็บ และปลายนิ้วอ่อนนุ่มขึ้น ตัดเล็บง่ายขึ้น หรือสามารถเลือกตัดเล็บหลังอาบน้ำก็ได้

2. ตัดเล็บให้เหลือเล็บสีขาวไว้เล็กน้อยราว 1-2 มิลลิเมตร ไม่ต้องตัดจนชิดติดเนื้อเล็บมากเกินไป

3. ตัดขอบเล็บด้านข้าง หรือส่วนของจมูกเล็บให้กลมมน อย่างตัดแหลมจนเล็บเป็นรูปสี่เหลี่ยมมากเกินไป

4. อย่าใช้ตะไบเล็บ หรือไม้ เหล็ก แท่งใดๆ แงะขอบเล็บขึ้น เพื่อแคะขี้เล็บออกจนลึกมากเกินไป หากอยากแคะขี้เล็บ ให้ตัดเล็บจนสั้นก่อน แล้วค่อยแคะเบาๆ อย่าแคะเล็บจนลึก

5. พยายามตัดเล็บให้ขาดออกจากนิ้วทุกครั้ง อย่าตัดเล็บไม่สุดแล้วดึงกรรไกรตัดเล็บออกมา จนทำให้เล็กฉีก กินเนื้อจนเป็นแผล

6. เมื่อเล็บฉีก อย่าฉีกเล็บออกด้วยตัวเอง ควรใช้กรรไกรตัดเล็บตัดออกเท่านั้น แล้วตะไบเล็บให้เรียบร้อย

7. หากตัดเล็บจนเป็นแผลขึ้นมาจริงๆ ควรทายาฆ่าเชื้อ พันพลาสเตอร์ปิดแผล หรือหากแผลเล็กมากจริงๆ อย่างไรก็ควรดูแลทำความสะอาดอย่างเคร่งครัด อย่าให้แผลติดเชื้อ

8. อย่าลืมตะไบเล็บหลังตัดเล็บทุกครั้ง

9. หากเป็นคนที่เล็บไม่แข็งแรง เปราะหัก หรือฉีกง่าย ควรหาโลชั่น น้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเล็บมาทาหลังตัดเล็บทุกครั้ง

10. ไม่ใส่รองเท้าที่บีบรัดนิ้วเท้ามากจนเกินไป ควรเลือกรองเท้าที่ปลายเท้าผายออกกว้าง และไม่เลือกซื้อรองเท้าที่คับแน่นจนปลายนิ้วชิดติดปลายรองเท้ามากจนเกินไป

11. หากมีอาการปวดบวม อักเสบบริเวณปลายนิ้ว หรือเล็บ มากกว่า 1-2 วัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด

เห็นว่าเป็นแค่เรื่องเล็บๆ จิ๊ดๆ แต่สามารถสร้างปัญหาใหญ่ให้กับการใช้ชีวิตของเราได้เลยนะคะ เพราะเพียงแค่ตัดเล็บไม่ถูกวิธี ชีวิตอาจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยทีเดียว แถมยังเสียค่ารักษาพยาบาลโดยใช่เหตุอีกด้วย ดังนั้นอย่าลืมใส่ใจดูแลเล็บมือเล็บเท้าของเรากันให้ดีด้วยนะคะ

ที่มา>>>Sanook

5 ค่าใช้จ่ายในวันออกรถที่คุณอาจไม่เคยรู้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รถมินิคูเปอร์  เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยซื้อรถป้ายแดงมาก่อน คงไม่ทราบว่าในวันรับรถออกจากโชว์รูมนั้น นอกจากเงินดาวน์ที่ตกลงไว้กับเซลส์แล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่คุณยังต้องเตรียมไปชำระด้วย จะมีอะไรบ้าง?

1.ค่าเบี้ยประกันภัย

     รถยนต์บางยี่ห้อไม่มีประกันภัยชั้น 1 แถมให้ลูกค้า หรืออาจมีเงื่อนไขดอกเบี้ยพิเศษที่บังคับให้ลูกค้าต้องจ่ายค่าประกันภัยเอง ซึ่งส่วนใหญ่รถป้ายแดงทุกคันจะต้องทำประกันภัยชั้น 1 ตามข้อบังคับของบริษัทไฟแนนซ์ (เว้นแต่ซื้อเงินสดก็ขึ้นอยู่กับลูกค้า) ดังนั้น คุณจะต้องกำเงินราว 2-3 หมื่นบาท สำหรับรถขนาด 1.5 ลิตร (ยิ่งรถราคาสูง เบี้ยประกันยิ่งแพง) เพื่อจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันในวันรับรถ

2.ค่าจดทะเบียน

     ค่าจดทะเบียนรถยนต์แต่ละรุ่นไม่เท่ากัน แต่ปกติศูนย์จะบวกค่าบริการเพิ่มไปนิดหน่อยให้กลายเป็นเลขกลมๆ เช่น 3,500 บาท หรือ 5,000 บาท เป็นต้น หากศูนย์ไม่ซัพพอร์ตค่าจดทะเบียนให้แล้วล่ะก็ คุณก็จำเป็นต้องเตรียมเงินจำนวนนี้ไปจ่ายด้วยเช่นกัน แต่หากใครต้องการประหยัดเงินก็สามารถนำรถไปจดทะเบียนเองได้ แต่ขั้นตอนอาจยุ่งยากสักนิด ทางที่ดียอมจ่ายเพิ่มเพื่อให้ศูนย์จัดการให้จะดีกว่า

5 ค่าใช้จ่ายในวันออกรถที่คุณอาจไม่เคยรู้

3.ค่ามัดจำป้ายแดง

     ปกติแล้วศูนย์บริการจะคิดค่ามัดจำป้ายแดงราว 2-3 พันบาท และจะจ่ายคืนให้กับลูกค้าเมื่อนำรถกลับมาเปลี่ยนเป็นป้ายดำ ทางที่ดีควรเช็คว่าป้ายแดงที่ได้รับเป็นป้ายแดงที่ถูกต้องตามกฏหมาย จะได้ไม่มีปัญหากับตำรวจเมื่อถูกตรวจสอบ

4.ค่าน้ำมัน

     รถใหม่ส่วนใหญ่จะเติมน้ำมันจากโรงงานมาให้เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่่งน้อยมากที่ศูนย์บริการจะเติมเพิ่มให้ลูกค้า ดังนั้น เมื่อขับรถออกจากศูนย์แล้ว คุณจำเป็นต้องนำรถไปเติมน้ำมันในวันที่ออกรถด้วย

5.ค่าอุปกรณ์อื่นๆ

     หากใครสั่งอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมที่ไม่รวมอยู่ในของแถม ก็จำเป็นต้องนำมาจ่ายในวันรับรถด้วย บางกรณีหากเป็นการติดตั้งเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการ คุณจำเป็นต้องจ่ายค่าอุปกรณ์นั้นเต็มจำนวนในวันรับรถ ไม่สามารถนำมารวมกับค่างวดที่ต้องชำระในแต่ละเดือนได้

     ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ อาจขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองกับเซลส์ด้วย หากสามารถร้องขอข้อใดเป็นพิเศษได้ ก็จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นด้วย

ที่มา>>>Sanook

น้ำมันหมู VS น้ำมันพืช ตกลงอันไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน?

น้ำมันหมู VS น้ำมันพืช ตกลงอันไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน?

หลังจากที่เป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลขึ้นมาอีกระลอก ว่าน้ำมันหมูดีกว่าน้ำมันพืช จากผลงานวิจัยของนายแพทย์ต่างประเทศ แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงเชื่อว่า น้ำมันพืชก็ต้องดีกว่าน้ำมันหมูสิ เพราะเราร่ำเรียนกันมาแบบนี้นับสิบๆ ปี จึงทำให้มีคำถามว่า ตกลงแล้วความจริงเป็นอย่างไร
ชนิดของไขมัน

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจประเภทของน้ำมันกันก่อน ว่ามีอะไรบ้าง แล้วน้ำมันแต่ละชนิดอยู่ในประเภทไหน

1. Transfat หรือไขมันชนิดทรานส์ คือไขมันแปรรูปชนิดหนึ่ง เกิดจากนำน้ำมันพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว มาอัดไฮโดรเจนเข้าไป เพื่อทำให้น้ำมันพืชเก็บได้นานยิ่งขึ้น คงตัวได้ดี ไม่เหม็นหืน และทำอาหารได้อร่อยขึ้น หรือสามารถเกิดขึ้นได้จากการนำน้ำมันพืชมาใช้ซ้ำ ผ่านความร้อนนานๆ เช่น การทอด สุดท้ายกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เหมือนกัน ถือเป็นไขมันที่อันตรายที่สุด เพราะไขมันทรานส์เป็นสาเหตุของโรคภัยต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันอุดตันเส้นเลือด มะเร็ง และเบาหวาน

2. ไขมันอิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ เช่นน้ำมันหมู และน้ำมันจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เหมาะแก่การนำไปทอด เพราะทนความร้อนได้ดีกว่า และอร่อยกว่า ไขมันอิ่มตัวทั้งมีประโยชน์ และให้โทษต่อร่างกายหากทานมากเกินไป แต่หากใช้ซ้ำๆ นานๆ ไขมันอิ่มตัวก็จะเปลี่ยนกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน

3. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ได้แก่ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งก็คือน้ำมันพืชที่เราใช้กันทั่วๆ ไป เหมาะสำหรับผัด หรือทำอาหารที่ใช้ความร้อนเร็วๆ เพราะทนความร้อนไม่ได้นาน เพราะสามารถกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน แต่ไขมันอิ่มตัวมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นไขมันดีมากกว่า

4. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมันมะกอก ทนความร้อนมากไม่ได้ เหมาะสำหรับทานสด ผสมน้ำสลัด หรือประกอบอาหารเพียงเล็กน้อย และถือว่าเป็นประเภทไขมันที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

แล้วทำไมถึงมีกระแสว่า น้ำมันพืช อันตรายกว่าน้ำมันหมู?

เพราะในผลงานวิจัยของแพทย์ต่างชาติ กล่าวถึงโทษของน้ำมันพืชแบบที่อัดไฮโดรเจนเข้าไป นั่นคือไขมันทรานส์นั่นเอง ไม่ใช่น้ำมันพืชปกติ

น้ำมันพืชที่ขายอยู่ตามท้องตลาดบ้านเรา เป็นแบบอัดไฮโดรเจนหรือไม่?

ไม่ใช่ น้ำมันพืชบ้านเราเดี๋ยวนี้ได้รับการผลิตในรูปแบบที่ไม่มีไฮโดรเจนมาเกี่ยวข้องแล้ว หลังจากที่มีการรณรงค์ให้เลิกใช้วิธีนี้ในการผลิตน้ำมันพืช เพื่อยืดอายุการใช้งาน

นอกจากน้ำมันพืชอัดไฮโดนเจน อาหารประเภทใดมีไขมันทรานส์อีกบ้าง?

เราจะพบไขมันทรานส์ได้จากอาหารหรือขนมที่ใช้เนยขาว หรือเนยเทียม (มาการีน) เช่น ขนมอบทั้งหลาย คุกกี้ แครกเกอร์ ครีมเทียม แป้งพิซซ่า เฟรนช์ฟรายด์ ไก่นักเก็ต ป็อปคอร์น ขนมปัง และอาหารหรือขนมจากโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง เพราะไขมันทรานส์มีราคาถูก

วิธีตรวจหาไขมันทรานส์จากอาหารที่ทาน

ดูที่ตารางส่วนประกอบของอาหารนั้นๆ บนบรรจุภัณฑ์ หาคำว่า transfat หรือคำอื่นๆ ที่ใช้แทน เช่น Hydrogenated vegetable oil, partially hydrogenated vegetable oil, vegetable oil shortening, Shortening, Hydrogenated margarine ถ้ามีปริมาณมาก ควรหลีกเลี่ยง

สรุปแล้วอย่างไร น้ำมันพืชก็ยังปลอดภัยและมีประโยชน์มากกว่าน้ำมันหมู แต่ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันชนิดไหน ห้ามใช้น้ำมันซ้ำ และหลังทานต้องออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีด้วยนะคะ

ที่มา>>>Sanook

10 ปัญหายอดฮิตจากไฟเอนจิ้นโชว์มีอะไรบ้าง?

10 ปัญหายอดฮิตจากไฟเอนจิ้นโชว์มีอะไรบ้าง?      เว็บไซต์ CarMD เผย 10 อันดับปัญหายอดฮิตที่ทำให้ไฟเอนจิ้นสว่างขึ้นบนแผงหน้าปัด พบว่าอันดับที่ 1 เป็นปัญหาเกี่ยวกับ ‘อ็อกซิเจนเซ็นเซอร์

      ผลสำรวจดังกล่าวรวบรวมสถิติจากรถที่ใช้งานอยู่ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่รุ่นปี 1996 จนถึงรุ่นปัจจุบัน คิดเป็นจำนวนครั้งในการตรวจพบอยู่ที่ 1,019,904 ครั้ง โดยพบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเมื่อไฟเอนจิ้นแสดงขึ้นต่อครั้งอยู่ที่ราว 387 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 13,600 บาท ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งรถใหม่ และรถเก่าที่มีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

ทั้งนี้ นายเดวิด ริช ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ CarMD ระบุว่า “วิธีที่จะช่วยประหยัดค่าซ่อมได้ดีที่สุด คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเสียแต่เนิ่นๆ เมื่อไฟเอนจิ้นสว่างขึ้น ควรรีบนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ซึ่งช่วยลดปัญหารถจอดตายกลางทาง รวมถึงเป็นการช่วยประหยัดน้ำมันอีกด้วย”att_1362427505_1643144      10 ปัญหายอดฮิตจากไฟเอนจิ้นโชว์ มีดังนี้

1.เปลี่ยนอ็อกซิเจนเซ็นเซอร์
2.เปลี่ยนหม้อพักแคทาไลติคคอนเวอร์เตอร์
3.เปลี่ยนคอยล์จุดระเบิดและหัวเทียน
4.ฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงไม่แน่น
5.เปลี่ยนเทอร์โมสตัท
6.เปลี่ยนคอยล์จุดระเบิด
7.เซ็นเซอร์วัดมวลอากาศ
8.เปลี่ยนสายหัวเทียนและหัวเทียน
9.เปลี่ยนวาล์วระบบควบคุมไอระเหยน้ำมันเชื้อเพลิง
10.เปลี่ยนโซลินอยด์ระบบควบคุมไอระเหยน้ำมันเชื้อเพลิง

ที่มา CarMD

5 สิ่งไม่ควรทำขณะเติมน้ำมัน

5 สิ่งไม่ควรทำขณะเติมน้ำมัน

     ระยะหลังๆมานี้ มีข่าวเหตุการณ์เพลิงลุกไหม่ในปั๊มน้ำมันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหลายครั้งเกิดจากความประมาทของเจ้าของรถ ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของปั๊มน้ำมัน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินตามมา

Sanook! Auto จึงขอแนะนำ 5 สิ่งที่ไม่ควรทำขณะเติมน้ำมันรถ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็ยังคงละเลย!

1212159752     

    1.ไม่สูบบุหรี่

     ถือเป็นกฎเหล็กพื้นฐานเลยก็ว่าได้ สำหรับการไม่สูบบุหรี่ในพื้นที่ปั๊่มน้ำมัน เนื่องจากบริเวณหัวจ่ายน้ำมัน อาจมีไอน้ำมันที่มองไม่เห็น ซึ่งจะทำให้เกิดการลุกไหม้ได้

1423118039

     2.ไม่โทรศัพท์

     เป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งที่มีการลุกไหม้ของเปลวไฟเนื่องจากการใช้โทรศัพท์มือถือใกล้กับหัวจ่าย เนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์อาจทำปฏิกิริยากับน้ำมัน จนก่อให้เกิดเพลิงลุกไหม้ได้ ดังนั้น จึงควรวางสายโทรศัพท์ก่อนเติมน้ำมัน และหากมีสายเข้าขณะเติมน้ำมัน ก็ไม่ควรรับเด็ดขาด และควรเก็บโทรศัพท์มือถือไว้ในรถเท่านั้น

ไม่ดับเครื่องยนต์

     3.ไม่ดับเครื่องยนต์

     จริงๆแล้วการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ อาจไม่มีผลต่อการเกิดเพลิงลุกไหม้จากน้ำมันมากนัก แต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนระอุในบ้านเรา ประกอบกับแรงดันในถังน้ำมัน ที่พวยพ่นไอระเหยจากน้ำมันอย่างต่อเนื่องขณะเติม อาจก่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝันได้

     4.เติมน้ำมันในถังพลาสติก

     จริงๆแล้วการเติมน้ำมันในถังพลาสติกถือเป็นเรื่องที่อันตรายกว่าที่คิดไว้ เพราะดูเผินๆอาจไม่มีปัจจัยเอื้อให้เกิดการติดไฟมากนัก แต่ถังพลาสติกอาจเต็มไปด้วยไฟฟ้าสถิตย์ที่มองไม่เห็น ซึ่งจะก่อให้เกิดเพลิงลุกไหม้ได้เช่นกัน

ไฟฟ้าสถิต

     5.ระวังไฟฟ้าสถิตย์ให้ดี

     นอกเหนือจากถังพลาสติกแล้ว ยังมีวัตถุอีกหลายอย่างที่มีไฟฟ้าสถิตย์ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า ฯลฯ หากไปสัมผัสกับไอน้ำมันที่มองไม่เห็น ก็จะทำให้เกิดการลุกไหม้ได้เช่นกัน

ที่มา>>>Sanook

ภัยแล้งพ่นพิษ ระดับน้ำกว๊านพะเยาลดต่อเนื่อง เพาะพันธุ์ปลาทำได้ยาก

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ชี้ภัยแล้งพ่นพิษ การเพาะพันธุ์ปลายากลำบาก วางแผนเตรียมพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาไว้ได้มากที่สุด เพื่อรอฤดูน้ำที่กำลังจะมาถึงนี้ เชื่อว่าสามารถผลิต-เพาะพันธุ์ปลา ลงสู่กว๊านพะเยาได้จำนวนมากขึ้น

เมื่อวันที่ 4 พ.ค.59 นายสนธิพันธ์ ผาสุขดี ผอ.กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กล่าวว่า ที่กว๊านพะเยาก่อนหน้านี้เคยเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาจำนวนมาก แต่ปัจจุบันกว๊านพะเยามีปริมาณน้ำเหลือเพียง 9.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งลดลงจำนวนมากกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ประสบปัญหาอย่างมากในการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ รวมทั้งน้ำที่จะใช้ในการอนุบาลพันธุ์ปลา ลงทุนมากขึ้นค่าใช้จ่ายทั้งน้ำมันในการสูบน้ำขึ้นจากกว๊านพะเยา หลังจากสภาพน้ำกว๊านพะเยาที่มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่องกลุ่มชาวบ้านในเขตเมืองพะเยากว่า 300 คนร่วมแรงร่วมใจกันเก็บขยะในกว๊านพะเยาออกหลังจากที่น้ำกว๊านพะเยาได้แห้งแล้ง

กว๊านพะเยานั้นมีเศษขยะกระจายเกลื่อน ชาวบ้านจึงช่วยกันเก็บ ทำความสะอาด

ทั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตและขยายพันธุ์ปลาในกว๊านพะเยา ทั้งนี้ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ก็ได้เตรียมทางพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาไว้ได้มากที่สุด ในฤดูน้ำที่กำลังจะมาถึงนี้ จะสามารถผลิตและเพาะพันธุ์ปลา ลงสู่กว๊านพะเยาได้อย่างแน่นอนเก็บขยะเศษแก้วขวดและเศษโลหะเกลื่อนในกว๊าน เพื่อให้สะอาดรอรับน้ำที่จะเติมเข้ามา

ช่วยกันเก็บเศษขยะในช่วงน้ำลด

โดยทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา พร้อมที่จะเพาะพันธุ์ปลาเพิ่มจากปีก่อนถึง กว่า 30 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในกว๊านพะเยาให้คงอยู่เพื่อเป็นระบบนิเวศของกว๊านพะเยาต่อไป

ต่อมาเวลา 10.00 น. เครือข่ายภาคีและชาวบ้านในเขตเมืองพะเยากว่า 300 คนร่วมแรงร่วมใจกันเก็บขยะในกว๊านพะเยาออกทิ้ง หลังจากที่นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้ทำการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำเข้ามาสมทบในกว๊านพะเยาจำนวน 2 ล้าน ลบ.ม. เมื่อวานที่ผ่านมา (3 พ.ค.) น้ำกำลังจะไหลเข้าในกว๊านพะเยาบ่ายวันนี้ โดยทางประชาชนและเครือข่ายภาคี เมืองพะเยาร่วมกันทำการเก็บเศษแก้ว ขวด ไม้ โลหะออกไปทิ้งเพื่อให้กว๊านพะเยาสะอาดปลอดภัย

ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมาจังหวัดพะเยาประสบภัยแล้งส่งผลกระทบให้อ่างเก็บน้ำ ลำน้ำ และกว๊านพะเยาได้เกิดภาวะน้ำแห้งโดยเฉพาะน้ำในกว๊านพะเยาเหลือเพียง 9 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น เมื่อน้ำในกว๊านแห้งส่งผลให้ตามแนวตลิ่งและในบริเวณกว๊านพะเยาเกิดการตื้นเขินจนเห็นเนินดินไปทั่วบริเวณ และพบว่าในบริเวณกว๊านพะเยานั้นมีเศษขยะกระจายเกลื่อนเต็มไปหมดทำให้ประชาชนและเครือข่ายภาคี ที่รักษ์กว๊านพะเยาร่วมกันทำการเก็บกวาดขยะออกจากกว๊านไปทิ้งก่อนที่น้ำจะไหลเข้ามาสมทบก่อนปริมาณน้ำจะเพิ่มขึ้น ตามฤดูกาลหน้าฝนต่อไป.

ที่มา>>>Thairath