5 เคล็ดลับผิวหน้าเนียนนุ่มเด้งแบบสาวญี่ปุ่นด้วยวิธีธรรมชาติ

5 เคล็ดลับผิวหน้าเนียนนุ่มเด้งแบบสาวญี่ปุ่นด้วยวิธีธรรมชาติ     เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นความเป็นญี่ปุ่นอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา ภาพยนตร์ หรือซีรีส์ญี่ปุ่น และในสื่อเหล่านี้เราก็มักจะเป็นสาวๆ ญี่ปุ่นหน้าใส ผิวดูเนียนนุ่มเด้งทะลุจอออกมาทีเดียว

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนก็คงอยากมีผิวหน้าเนียนนุ่มเด้งดูคาวาอี้แบบนั้น เราเลยเอาเคล็ดลับหน้าใสจากธรรมชาติง่ายๆ มาบอกต่อกันจ้า

1. ผิวหน้าขาวใสด้วยน้ำผึ้ง     น้ำผึ้งมีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื่นตามธรรมชาติ และมีเอนไซม์ที่ช่วยป้องกันแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการเกิดสิว วิธีใช้แค่พอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ก็จะได้ผิวหน้าที่สะอาดใสแล้ว

ส่วนใครที่อยากจะกำจัดสิวเสี้ยน ต้นเหตุที่ทำให้หน้าไม่เนียน ก็ผสมน้ำผึ้งกับโจโจบาออยล์หรือน้ำมันมะพร้าว จากนั้นนำไปทาหน้า นวดเบาๆ เป็นวงกลม ยกเว้นรอบดวงตา และล้างออกด้วยน้ำอุ่น หรือจะผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ กับเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำมานวดหน้าเบาๆ เป็นวงกลม ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ช่วยให้ใบหน้ากระจ่างใส

2. ผิวหน้าเนียนนุ่มด้วยโยเกิร์ต     โยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่ช่วยละลายเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวที่อ่อนโยน ฟื้นบำรุงผิวและช่วยให้ผิวนุ่ม รวมทั้งป้องกันสิวและลดริ้วรอยด้วย เคล็ดลับความสวยนี้ก็ไม่ยาก แค่ใช้โยเกิร์ตประมาณ 2 – 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับมะนาว 1 ซีก แล้วนำไปพอกหน้าสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ก็สวยแล้ว

 3. สครับบ์ธรรมชาติด้วยกาแฟ     หลังจากที่เราดื่มกาแฟ จะเหลือกากกาแฟกลิ่นหอมๆ อยู่ อย่าเพิ่งทิ้งนะ เพราะว่ากากกาแฟสามารถแปลงร่างเป็นสครับบ์สำหรับนวดหน้าได้

เพียงผสมกากกาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมันธรรมชาติที่คุณชอบ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันอัลมอนด์ 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นก็นำมานวดเบาๆ บนใบหน้า และล้างออกด้วยน้ำอุ่น เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผิวหน้าสะอาดใส แถมยังนุ่มอีกด้วย

4. ผิวหน้าชุ่มชื่นด้วยน้ำมันมะพร้าว     รู้หรือไม่ว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ชั้นเลิศที่เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแห้ง เพียงทาที่มือหรือใบหน้าทุกวัน วันละ 1 – 2 ครั้ง ผิวก็จะไม่แห้งหรือลอกเป็นขุย

ยิ่งกว่านั้น น้ำมันมะพร้าวยังสามารถใช้ล้างเครื่องสำอาง แถมยังไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวในส่วนที่บอบบางด้วย เพราะไม่มีสารเคมีเจือปน แค่ใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าวและนำมาซับที่ใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อนๆ น้ำมันมะพร้าวจะช่วยชำระล้างเครื่องสำอางส่วนใหญ่ออกไป

นอกจากนี้ ยังสามารถล้างมาสคาราและอายไลน์เนอร์ได้ โดยใช้สำลีแผ่นชุบน้ำมันมะพร้าวและนำมาแปะที่ตา ทิ้งไว้ประมาณ 2 – 3 นาที แล้วเช็ดออก หมดปัญหารูขุมขนอุดตันจนเกิดสิวไปเลย

5. ผิวหน้านุ่มเด้งและสดชื่นด้วย Biore Cleansing Milk
     สำหรับสาวๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลผิวหน้ามากนัก แต่อยากมีใบหน้าเนียนนุ่มเด้งแนะนำ Biore Cleansing Milk สูตรใหม่ โลชั่นน้ำนมสำหรับล้างทำความสะอาดเครื่องสำอาง ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เป็นคลีนซิ่งแล้ว ยังช่วยถนอมผิวหน้าของคุณให้นุ่มเด้ง สดชื่น เบาสบายด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

น้ำมันหมู VS น้ำมันพืช ตกลงอันไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน?

น้ำมันหมู VS น้ำมันพืช ตกลงอันไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน?

หลังจากที่เป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลขึ้นมาอีกระลอก ว่าน้ำมันหมูดีกว่าน้ำมันพืช จากผลงานวิจัยของนายแพทย์ต่างประเทศ แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงเชื่อว่า น้ำมันพืชก็ต้องดีกว่าน้ำมันหมูสิ เพราะเราร่ำเรียนกันมาแบบนี้นับสิบๆ ปี จึงทำให้มีคำถามว่า ตกลงแล้วความจริงเป็นอย่างไร
ชนิดของไขมัน

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจประเภทของน้ำมันกันก่อน ว่ามีอะไรบ้าง แล้วน้ำมันแต่ละชนิดอยู่ในประเภทไหน

1. Transfat หรือไขมันชนิดทรานส์ คือไขมันแปรรูปชนิดหนึ่ง เกิดจากนำน้ำมันพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว มาอัดไฮโดรเจนเข้าไป เพื่อทำให้น้ำมันพืชเก็บได้นานยิ่งขึ้น คงตัวได้ดี ไม่เหม็นหืน และทำอาหารได้อร่อยขึ้น หรือสามารถเกิดขึ้นได้จากการนำน้ำมันพืชมาใช้ซ้ำ ผ่านความร้อนนานๆ เช่น การทอด สุดท้ายกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เหมือนกัน ถือเป็นไขมันที่อันตรายที่สุด เพราะไขมันทรานส์เป็นสาเหตุของโรคภัยต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันอุดตันเส้นเลือด มะเร็ง และเบาหวาน

2. ไขมันอิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ เช่นน้ำมันหมู และน้ำมันจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เหมาะแก่การนำไปทอด เพราะทนความร้อนได้ดีกว่า และอร่อยกว่า ไขมันอิ่มตัวทั้งมีประโยชน์ และให้โทษต่อร่างกายหากทานมากเกินไป แต่หากใช้ซ้ำๆ นานๆ ไขมันอิ่มตัวก็จะเปลี่ยนกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน

3. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ได้แก่ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งก็คือน้ำมันพืชที่เราใช้กันทั่วๆ ไป เหมาะสำหรับผัด หรือทำอาหารที่ใช้ความร้อนเร็วๆ เพราะทนความร้อนไม่ได้นาน เพราะสามารถกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน แต่ไขมันอิ่มตัวมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นไขมันดีมากกว่า

4. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมันมะกอก ทนความร้อนมากไม่ได้ เหมาะสำหรับทานสด ผสมน้ำสลัด หรือประกอบอาหารเพียงเล็กน้อย และถือว่าเป็นประเภทไขมันที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

แล้วทำไมถึงมีกระแสว่า น้ำมันพืช อันตรายกว่าน้ำมันหมู?

เพราะในผลงานวิจัยของแพทย์ต่างชาติ กล่าวถึงโทษของน้ำมันพืชแบบที่อัดไฮโดรเจนเข้าไป นั่นคือไขมันทรานส์นั่นเอง ไม่ใช่น้ำมันพืชปกติ

น้ำมันพืชที่ขายอยู่ตามท้องตลาดบ้านเรา เป็นแบบอัดไฮโดรเจนหรือไม่?

ไม่ใช่ น้ำมันพืชบ้านเราเดี๋ยวนี้ได้รับการผลิตในรูปแบบที่ไม่มีไฮโดรเจนมาเกี่ยวข้องแล้ว หลังจากที่มีการรณรงค์ให้เลิกใช้วิธีนี้ในการผลิตน้ำมันพืช เพื่อยืดอายุการใช้งาน

นอกจากน้ำมันพืชอัดไฮโดนเจน อาหารประเภทใดมีไขมันทรานส์อีกบ้าง?

เราจะพบไขมันทรานส์ได้จากอาหารหรือขนมที่ใช้เนยขาว หรือเนยเทียม (มาการีน) เช่น ขนมอบทั้งหลาย คุกกี้ แครกเกอร์ ครีมเทียม แป้งพิซซ่า เฟรนช์ฟรายด์ ไก่นักเก็ต ป็อปคอร์น ขนมปัง และอาหารหรือขนมจากโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง เพราะไขมันทรานส์มีราคาถูก

วิธีตรวจหาไขมันทรานส์จากอาหารที่ทาน

ดูที่ตารางส่วนประกอบของอาหารนั้นๆ บนบรรจุภัณฑ์ หาคำว่า transfat หรือคำอื่นๆ ที่ใช้แทน เช่น Hydrogenated vegetable oil, partially hydrogenated vegetable oil, vegetable oil shortening, Shortening, Hydrogenated margarine ถ้ามีปริมาณมาก ควรหลีกเลี่ยง

สรุปแล้วอย่างไร น้ำมันพืชก็ยังปลอดภัยและมีประโยชน์มากกว่าน้ำมันหมู แต่ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันชนิดไหน ห้ามใช้น้ำมันซ้ำ และหลังทานต้องออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีด้วยนะคะ

ที่มา>>>Sanook