5 ข้อควรรู้ก่อนงด “อาหารมัน”

5 ข้อควรรู้ก่อนงด "อาหารมัน"ทุกคนคงทราบกันดีว่าถ้าอยากมีสุขภาพที่แข็งแรง และอยากลดน้ำหนัก ผอมหุ่นเพรียวใส่เสื้อผ้าเบอร์ M เบอร์ S ได้ ก็ต้องงด (หรือลด) การทานอาหารมันๆ แต่ก่อนที่จะตั้งหน้าตั้งตางดอาหารมันอย่างจริงจัง เรามาดูคำแนะนำดีๆ จากเฟซบุ๊คเพจ “ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว” ก่อนดีกว่า ว่าเราควรเตรียมตัวอย่างไร และงดอาหารมันอย่างถูกต้องอย่างไรค่ะ

____________________

ข้อควรรู้ก่อนงดอาหารมัน

(ห้ามตอบว่า ให้กินของเรา หรือเลี่ยงไปกินเผือก)

เนื่องจากมีบก.หนุ่มว่าที่คุณพ่อท่านหนึ่งเปิดประเด็นขึ้นมา ว่าจะใช้วิธีใดดีในการเลิกกินอาหารมัน

เลยเอาข้อควรรู้ที่ใช้แนะนำคนไข้คร่าวๆแล้วกัน

1. หาสาเหตุก่อนว่าเราอยากลดอยากเลิกของมันเพื่ออะไร

คือเพื่อสุขภาพนี่รู้อยู่แล้ว แต่เป้าหมายในการลดของเราคือเพื่อสุขภาพด้านไหน

– รูปร่าง

– น้ำหนัก

– กลัวโรคที่มากับความอ้วน

– มีค่าอะไรสักอย่างในเลือดที่ผิดปกติ

ที่ต้องรู้ก่อนเพราะว่า แต่ละเหตุมีการลดที่ไม่เหมือนกัน และบางครั้งการลดของมันอาจจะไม่ได้แก้เหตุเหล่านั้น

– อย่างบางคนลดของมันเพื่อลดน้ำหนัก … โดยที่ไม่ได้กินมากและไม่ได้ตรวจว่าน้ำหนักเพิ่มเพราะอะไร

– บางคนต้องการปรับรูปร่าง แต่ส่วนที่ต้องการปรับมันไม่ได้เกี่ยวกับของมัน (เช่น อยากแขนล่ำ เลยอดมัน … แต่ไม่เล่นเวท แล้วมันจะล่ำไหม)

– บางคนต้องการลดไขมันเพื่อลดน้ำหนัก ทั้งที่ปัจจุบันพบว่าหากลดไขมันแต่ไม่ลดน้ำตาล ในระยะยาวก็ลดไม่ได้ผล

2. หลักการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ได้ให้อดของมัน

– คือไขมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ได้มากไปก็ไม่ดี ได้น้อยไปก็ไม่ดี

– ปัจจุบัน (จริงๆ ก็ตั้งแต่ปี 1980) การแพทย์แผนปัจจุบันเน้นการกินอาหารอย่างสมดุล , ไม่เน้นการไปเพ่งเล็งประโยชน์หรือโทษของสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง

– ตัวอย่างเช่น อาหารกลุ่มเมดิเตอร์เรเนียน ก็มีไขมันพอสมควร ไม่ได้เป็นอาหารไขมันต่ำ

3. เรากินของมันแค่ไหน รู้หรือยัง

บางคนอยากลดมัน แต่ไม่รู้ว่าตนเองกินมันแค่ไหน

พอไม่รู้ว่าแต่แรกเรากินมันแค่ไหน ทำให้เวลาลดแล้วประเมินผลลำบาก ทำให้กำหนดเป้าหมายไม่ได้

4. ลดของมัน แต่ต้องระวังการลดมากเกินไป

– หลักในการงดของมัน ต้องไม่งดจนขาด … เพราะไขมันก็เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องใช้

– ถ้าลดไขมันและจำกัดพลังงาน ร่างกายจะปรับระบบไปอยู่โหมดขาดอาหาร กล้ามเนื้อจะหายไป ในระยะยาวจะกลับมาอ้วนใหม่ง่ายขึ้น

5. ไขมันที่ควรหยุดจริงๆ คือ ไขมันทรานส์

ส่วนไขมันอื่น เช่นไขมันหมู มันสัตว์ มันปาล์ม น้ำมันพืชอื่นๆ กินได้แต่ต้องคุมปริมาณที่เหมาะสม

(อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ไขมันทรานส์ และไขมันประเภทต่างๆ ที่นี่)

_____________________

ลดอาหารมันอย่างถูกต้องแล้ว ก็อย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียดด้วยนะคะ เท่านี้ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ทั้งกาย และใจ พร้อมหุ่นสวยเพรียวบาง หรือจะบึ้กหนากล้ามโต ก็เป็นของคุณแล้วล่ะค่ะ

ที่มา>>>Sanook

8 ประโยชน์ของน้ำยาซักผ้า ที่ทำให้คุณแม่บ้านคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

8 ประโยชน์ของน้ำยาซักผ้า ที่ทำให้คุณแม่บ้านคุ้มยิ่งกว่าคุ้มน้ำยาซักผ้าที่เราซื้อมาทำความสะอาดเสื้อผ้าของเรานั้น นอกจากประโยชน์หลักๆของมันแล้ว คุณแม่บ้านคุณพ่อบ้านเชื่อไหมว่าน้ำยาซักผ้ายังมีประโยชน์อื่นแอบแฝงอยู่ Sanook! Home รวบรวมมาให้ทั้งหมด 10 ข้อ มีอะไรบ้างมาดูกันผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ซักผ้า

1.ทำความสะอาดคราบสกปรกบนพรมได้อย่างง่ายดาย เพียงผสมน้ำยาซักผ้า 2 ช้อนชากับน้ำ 1 ถ้วย แล้วนำไปทาลงบนพื้นผิวที่เปื้อนแล้วใช้แปรงขัดคราบสกปรกนั้นออก

2.ใช้ทำความสะอาดของเล่นพลาสติก โดยผสมน้ำยาซักผ้าครึ่งถ้วยกับน้ำ 1 ถ้วย นำของเล่นลงไปแช่ ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก

3.ป้องกันแมลงเข้าบ้าน ผสมน้ำยาซักผ้า 1 ส่วนกับน้ำ 1 ส่วน สเปรย์ให้ทั่วบริเวณที่ต้องการจะไม่ให้มีแมลงมารบกวน

4.ทำความสะอาดมือเมื่อเปื้อนสี จาระบี โดยผสมน้ำยาซักผ้า 1 ช้อนชาเข้ากับน้ำมันพืช 1 ช้อนชาแล้วนำมาล้างทำความสะอาดมือ

5.ทำความสะอาดครัวและห้องน้ำ ด้วยการผสมน้ำยาซักผ้าครึ่งถ้วยกับน้ำ 4 ถ้วย นำไปสเปรย์ให้ทั่วบริเวณที่ต้องการทำความสะอาด สูตรนี้สามารถใช้ขจัดคราบมันได้ดี

6.ใช้ป้ายคราบสกปรกก่อนการซัก โดยทาน้ำยาซักผ้าลงบนคราบที่ติดอยู่ที่เสื้อ ทิ้งไว้สักพักก่อนนำไปซักตามขั้นตอนปกติ

7.ขจัดคราบเลอะน้ำมัน เทน้ำยาซักผ้าให้ทั่วบริเวณที่เลอะน้ำมันในโรงรถหรือลานจอดรถแล้วขัดออก

8.ทำความสะอาดภายในรถ ผสมน้ำยาซักผ้า 1 ถ้วยกับน้ำ 2 ถ้วย นำไปสเปรย์ในจุดที่ต้องการทำความสะอาดเช่นตามเบาะ ตามพื้นรถ และสูตรนี้ยังสามารถใช้ได้กับโซฟา และที่นอนที่บ้านด้วย

ที่มา>>>Sanook

น้ำมันหมู VS น้ำมันพืช ตกลงอันไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน?

น้ำมันหมู VS น้ำมันพืช ตกลงอันไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน?

หลังจากที่เป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลขึ้นมาอีกระลอก ว่าน้ำมันหมูดีกว่าน้ำมันพืช จากผลงานวิจัยของนายแพทย์ต่างประเทศ แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงเชื่อว่า น้ำมันพืชก็ต้องดีกว่าน้ำมันหมูสิ เพราะเราร่ำเรียนกันมาแบบนี้นับสิบๆ ปี จึงทำให้มีคำถามว่า ตกลงแล้วความจริงเป็นอย่างไร
ชนิดของไขมัน

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจประเภทของน้ำมันกันก่อน ว่ามีอะไรบ้าง แล้วน้ำมันแต่ละชนิดอยู่ในประเภทไหน

1. Transfat หรือไขมันชนิดทรานส์ คือไขมันแปรรูปชนิดหนึ่ง เกิดจากนำน้ำมันพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว มาอัดไฮโดรเจนเข้าไป เพื่อทำให้น้ำมันพืชเก็บได้นานยิ่งขึ้น คงตัวได้ดี ไม่เหม็นหืน และทำอาหารได้อร่อยขึ้น หรือสามารถเกิดขึ้นได้จากการนำน้ำมันพืชมาใช้ซ้ำ ผ่านความร้อนนานๆ เช่น การทอด สุดท้ายกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เหมือนกัน ถือเป็นไขมันที่อันตรายที่สุด เพราะไขมันทรานส์เป็นสาเหตุของโรคภัยต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันอุดตันเส้นเลือด มะเร็ง และเบาหวาน

2. ไขมันอิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ เช่นน้ำมันหมู และน้ำมันจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เหมาะแก่การนำไปทอด เพราะทนความร้อนได้ดีกว่า และอร่อยกว่า ไขมันอิ่มตัวทั้งมีประโยชน์ และให้โทษต่อร่างกายหากทานมากเกินไป แต่หากใช้ซ้ำๆ นานๆ ไขมันอิ่มตัวก็จะเปลี่ยนกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน

3. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ได้แก่ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งก็คือน้ำมันพืชที่เราใช้กันทั่วๆ ไป เหมาะสำหรับผัด หรือทำอาหารที่ใช้ความร้อนเร็วๆ เพราะทนความร้อนไม่ได้นาน เพราะสามารถกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน แต่ไขมันอิ่มตัวมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นไขมันดีมากกว่า

4. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมันมะกอก ทนความร้อนมากไม่ได้ เหมาะสำหรับทานสด ผสมน้ำสลัด หรือประกอบอาหารเพียงเล็กน้อย และถือว่าเป็นประเภทไขมันที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

แล้วทำไมถึงมีกระแสว่า น้ำมันพืช อันตรายกว่าน้ำมันหมู?

เพราะในผลงานวิจัยของแพทย์ต่างชาติ กล่าวถึงโทษของน้ำมันพืชแบบที่อัดไฮโดรเจนเข้าไป นั่นคือไขมันทรานส์นั่นเอง ไม่ใช่น้ำมันพืชปกติ

น้ำมันพืชที่ขายอยู่ตามท้องตลาดบ้านเรา เป็นแบบอัดไฮโดรเจนหรือไม่?

ไม่ใช่ น้ำมันพืชบ้านเราเดี๋ยวนี้ได้รับการผลิตในรูปแบบที่ไม่มีไฮโดรเจนมาเกี่ยวข้องแล้ว หลังจากที่มีการรณรงค์ให้เลิกใช้วิธีนี้ในการผลิตน้ำมันพืช เพื่อยืดอายุการใช้งาน

นอกจากน้ำมันพืชอัดไฮโดนเจน อาหารประเภทใดมีไขมันทรานส์อีกบ้าง?

เราจะพบไขมันทรานส์ได้จากอาหารหรือขนมที่ใช้เนยขาว หรือเนยเทียม (มาการีน) เช่น ขนมอบทั้งหลาย คุกกี้ แครกเกอร์ ครีมเทียม แป้งพิซซ่า เฟรนช์ฟรายด์ ไก่นักเก็ต ป็อปคอร์น ขนมปัง และอาหารหรือขนมจากโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง เพราะไขมันทรานส์มีราคาถูก

วิธีตรวจหาไขมันทรานส์จากอาหารที่ทาน

ดูที่ตารางส่วนประกอบของอาหารนั้นๆ บนบรรจุภัณฑ์ หาคำว่า transfat หรือคำอื่นๆ ที่ใช้แทน เช่น Hydrogenated vegetable oil, partially hydrogenated vegetable oil, vegetable oil shortening, Shortening, Hydrogenated margarine ถ้ามีปริมาณมาก ควรหลีกเลี่ยง

สรุปแล้วอย่างไร น้ำมันพืชก็ยังปลอดภัยและมีประโยชน์มากกว่าน้ำมันหมู แต่ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันชนิดไหน ห้ามใช้น้ำมันซ้ำ และหลังทานต้องออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีด้วยนะคะ

ที่มา>>>Sanook

ยืนยันชัดๆ! “แมลงเข้าหู” ปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร?

ยืนยันชัดๆ! “แมลงเข้าหู” ปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร?

เจ้าแมลงร้ายภายในบ้านเรา นอกจากจะสร้างความรำคาญให้เราแล้ว บางครั้งบางคราพวกมันยังแอบเข้าไปในรูหูของเราขณะนอนพักผ่อน แล้วไม่ยอมออกมาง่ายๆ ด้วยเนี่ยสิ หากแมลงเข้าหูขึ้นมาจริงๆ เราจะมีวิธีเอาแมลงออกมาจากหูอย่างถูกต้อง ไม่เป็นอันตรายต่อภายในหูของเราได้อย่างไร Sanook! Health เอาวิธีที่ถูกต้องมาฝากกันค่ะ

“แมลงเข้าหู” ปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร?

1. แน่นอนว่าห้ามใช้ไม้พันสำลี ก้านไม้ หรือวัตถุใดๆ ลงไปเขี่ยแมลงในหูเด็ดขาด เพราะอาจเป็นการดันให้แมลงลงไปในหูลึกกว่าเดิม หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อแก้วหู และหูชั้นกลางได้

2. หากไม่มั่นใจว่าเป็นอะไรเข้าไปในหู ให้ลองเอียงหูข้างนั้นลงต่ำ แล้วค่อยๆ โยกศีรษะข้างนั้นลงเบาๆ เผื่อเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่มีชีวิตเข้าหู จะได้หลุดออกมาได้

3. หากมั่นใจจริงๆ ว่าเป็นแมลง ให้เอียงหูข้างนั้นขึ้น หยอดเบบี้ออยล์ (น้ำมันทาตัวเด็ก)น้ำมันพืช น้ำมันมะกอก หรือยาหยอดหู (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) ลงไปในรูหู ดึงใบหูไปด้านหลัง เพื่อให้รูหูอยู่ในแนวตรง และแมลงอาจปีนหนีออกมาจากในรูหู หรือตายแล้วลอยขึ้นมาที่ปากรูหูได้

4. แต่หากมีอาการอื่นๆ เช่น เจ็บแก้วหู ปวดหู หูอื้อ มีเลือด หรือของเหลวไหลออกมาจากรูหู หรืออาการผิดปกติอื่นๆ อย่าเพิ่งใช้อะไรหยอดหูเด็ดขาด ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ear_1

วิธีหลีกเลี่ยง ไม่ให้แมลงเข้าหู

1. ดูแลทำความสะอาดบริเวณที่นอน และภายในบ้านให้ดี อย่าให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ต่างๆ ได้

2. อย่าทำความสะอาดรูหูด้วยการใช้สำลีพันปลายไม้ หรือคอตตอนบัดเช็ดภายในหู ควรหมั่นเช็ดขี้หูที่ไหลออกมาภายนอกเท่านั้น เพราะขี้หูเป็นกลไกธรรมชาติที่มาพร้อมกลิ่นที่แมลงไม่พึงประสงค์ และความเหนียวของขี้หูจะช่วยกันไม่ให้แมลงเข้าไปภายในหูได้

อย่างไรก็ตาม หากใช้วิธีดังกล่าวแล้วไม่ได้ผล ให้รีบแพทย์หูคอจมูกโดยด่วนค่ะ เพราะหากปล่อยไว้อาจทำการรักษายากขึ้นกว่าเดิม

ที่มา>>>Sanook