‘สุไหงโก-ลก’ น้ำแห้ง สันทรายโผล่ ชาวบ้านแห่เล่นน้ำคลายร้อน

น้ำแห้ง ‘สุไหงโก-ลก’ หลังประสบภัยแล้งมา 1 เดือน ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำโก-ลก ลดลงต่อเนื่อง จนมีสันทรายโผล่ ชาวบ้านแห่เล่นน้ำคลายร้อนกันอย่างคึกคัก

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ประสบกับปัญหาภัยแล้งมานานกว่า 1 เดือน จนทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลก ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลก ขณะนี้ต่ำกว่าตลิ่ง 5.32 เมตร และสูงกว่าพื้นน้ำประมาณ 30 เซนติเมตร จนต้องมีการสร้างฝายเพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้เป็นน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปาแม่น้ำโกลกแห้ง ประชาชนลงเล่นน้ำคลายร้อน

ขณะที่ ริมแม่น้ำโก-ลก ชุมชนบือเร็ง เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก มีประชาชนกว่า 500 คน เดินทางไปเล่นน้ำในแม่น้ำโก-ลก ที่ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องจนมีสันทรายโผล่ขึ้นมา และสามารถลงไปเล่นน้ำคลายร้อนได้อย่างสนุกสนาน ทำให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ที่ทราบข่าวพาบุตรหลานและสมาชิกในครอบครัวเดินทางมาเล่นน้ำในช่วงอากาศร้อนอบอ้าวอย่างไม่ขาดสาย และมีพ่อค้าแม่ค้านำอาหารเครื่องดื่มมาจำหน่ายสร้างร้ายได้กันอย่างคึกคัก โดยจากการสอบถามพบว่าสร้างรายได้เฉลี่ยวันละ 1,000-2,000 บาทประชาชนที่ นราธิวาส ถ่ายเซลฟี่ ขณะลงเล่นน้ำคลายร้อน

ที่มา>>>Thairath

รายได้ดี! ชาวนาหันคาสู้ภัยแล้ง เก็บผักตบชวาขาย ได้กำไรอื้อ

ภัยแล้งขยายวงกว้าง! เกษตรกรในพื้นที่หันคา จ.ชัยนาท ไม่สามารถเพาะปลูกได้ เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ หลายครอบครัวหันเก็บผักตบชวาตามห้วย หนอง คลอง บึงขาย ได้กำไรงาม วันละ 500-600 บ.

วันที่ 20 เม.ย.59 สภาวะภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ยังคงขยายวงกว้างและทวีความรุนแรง ตรวจสอบระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พบว่า ระดับน้ำเหนือเขื่อนทรงตัวอยู่ที่ 14.11 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ขณะที่ ระดับน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ 5.96 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อผลักดันน้ำเค็ม รักษาระบบนิเวศ และเพื่อการผลิตน้ำประปาในพื้นที่ภาคกลางและ กทม. และไม่มีท่าที หรือนโยบาย ที่จะส่งน้ำให้เกษตรกร แต่อย่างใดขณะเดียวกันในพื้นที่ ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา ที่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากตกอยู่ในสภาวะภัยแล้ง ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการทำเกษตรกรรม เกษตรกรหลายครอบครัว จึงหันมาเก็บก้านผักตบชวาที่มีอยู่มากมายตามห้วย หนอง คลองบึง เพื่อนำมาตากแห้ง ส่งขายให้ผู้ผลิตเครื่องจักสานจากผักตบชวา ทั้งในและนอกพื้นที่ ราคากลางผักตบชวาที่ตากแห้งแล้วจะตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ 18 บาท ซึ่งชาวบ้านสามารถมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเฉลี่ยวันละ 500-600 บาท โดยลงทุนเพียงเรือ 1 ลำ และแรงงานของคนในครอบครัว ที่ช่วยกันตัด ตากแห้งและมัดรวมขาย ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำเงินได้ในช่วงวิกฤตการณ์ภัยแล้งขณะนี้

ที่มา>>>Thairath