ไวรัสตับอักเสบเอ อันตรายถึงชีวิต จริงหรือ?

ไวรัสตับอักเสบเอ อันตรายถึงชีวิต จริงหรือ?ไวรัสตับอักเสบบี น่าจะเป็นโรคที่หลายคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ที่พบบ่อยๆ น่าจะเป็นไวรัสตับอักเสบชนิด “บี” มากกว่าชนิดอื่นๆ เพราะพบบ่อยกว่า แต่ไวรัสตับอักเสบ “เอ” ก็มีโอกาสพบได้ในหมู่คนไทยเช่นเดียวกัน ไวรัสตับอักเสบเอ เหมือนหรือแตกต่างจากชนิดบี หรือซีอย่างไร ติดต่อกันทางไหน และป้องกันอย่างไร มาดูกันค่ะ

ก่อนอื่นมาดูความแตกต่างของไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นๆ ก่อนเลยดีกว่า

ไวรัสตับอักเสบ คืออะไร?

โรคไวรัสตับอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ หรือติดเชื้อของตับ มีอาการเฉียบพลัน หรืออาจเป็นเรื้อรัง จนกลายเป็นตับแข็งได้ บางคนมีเชื้อไวรัสในร่างกาย แต่ไม่แสดงอาการของโรค หรือเรียกว่าเป็นพาหะของโรคได้

ไวรัสตับอักเสบ มีกี่ชนิด?

จริงๆ แล้ว ไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิดมาก แต่ที่พบได้บ่อยๆ จะมีไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และ อี

ไวรัสตับอักเสบเอ

เป็นเชื้อที่แพร่กระจายได้ง่ายจากการดื่มน้ำ หรือทานอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หรือติดต่อผ่านทางน้ำลาย หรือปัสสาวะจากผู้ป่วย ระบาดได้ง่ายในสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันอย่างแออัด หรือแชร์น้ำแชร์อาหารร่วมกัน เช่น บ้านเด็กอ่อน ค่ายทหาร เป็นต้น แต่การระบาดยังไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในประเทศไทย

ไวรัสตับอักเสบบี

ร้อยละ 3 ของประชากรในแถบ AEC มีเชื้อไวรัสนี้อยู่ในตัว หรือเป็นพาหะนำโรค สาเหตุมักเกิดจากการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการป่วยอาจพัฒนากลายเป็นโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ โดยโรคนี้ติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่ง น้ำเหลือง  เลือด และทางเพศสัมพันธ์ (คล้ายเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์) เช่น ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ใช้เข็มสักที่ไม่สะอาด ใช้ของมีคมอื่นๆ ร่วมกัน

ไวรัสตับอักเสบซี

พบมากรองลงมาจากชนิดบี มีวิธีติดต่อเหมือนกันกับชนิดบี และยังสามารถกลายเป็นไวรัสตับอักเสบชนิดเรื้อรังที่อาจเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ในภายหลังเหมือนกัน แต่หากผมในระยะแรกๆ จะสามาระรักษาให้หายขาดได้

ไวรัสตับอักเสบดี

ไวรัสตับอักเสบดี เป็นไวรัสที่แฝงมากับไวรัสตับอักเสบบี พบในยุโรปมากกว่าเอเชีย เป็นเชื้อไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอาศัยส่วนประกอบของไวรัสตับอักเสบบีในการแบ่งตัว ดังนั้การติดเชื้อชนิดดี จึงอาจมาพร้อม หรือหลังจากที่ได้รับเชื้อชนิดบีเข้าไปแล้ว

ไวรัสตับอักเสบอี

เป็นชนิดที่ตรวจพบเจอในภายหลัง ผู้ป่วยจะแสดงอาการตับอักเสบเฉียบพลัน ตัวเหลืองตาเหลือง มีสาเหตุของการติดเชื้อมาจากการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ที่มีเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ด้วย

แล้วไวรัสตับอักเสบเอ อันตรายมากน้อยแค่ไหน?

ในเมื่อในประเทศไทยพบไวรัสตับอักเสบบี หรือซีมากกว่า แล้วชนิดเอจะอันตราย หรือพบได้บ่อยมากน้อยแค่ไหน อันที่จริงหากพูดถึงความรุนแรงของโรคแล้ว ไวรัสตับอักเสบเอ จะรุนแรงน้อยกว่าชนิดบี และซี และไม่ค่อยพบกรณีที่เสียชีวิต แต่ในรายที่มีอาการหนักมาก ตับอักเสบรุนแรงมาก ประกอบกับตับอาจสุขภาพไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เช่น ดื่มแอลกอฮอล์จัด และไม่ได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกๆ ก็อาจอันตรายถึงตับวายเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อจากผู้ป่วย สู่ผู้ป่วยอีกคนหนึ่งได้ง่ายกว่าไวรัสตับอักเสบบี หรือซีที่ต้องผ่านเลือด น้ำเหลือง หรือเพศสัมพันธ์ เพราะไวรัสตับอักเสบเอติดต่อทางอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อ ติดต่อผ่านน้ำลาย ที่อาจเกิดจากการใช้ช้อน หรือแก้วน้ำร่วมกับผู้ป่วย ดังนั้นไวรัสตับอักเสบเอจึงอันตรายในแง่ของการแพร่กระจายได้โดยไม่รู้ตัว และยากต่อการควบคุมvirus-liver-1

ไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อผ่านทางใดบ้าง?

– ใช้ช้อนส้อม แก้วน้ำ ร่วมกับผู้ป่วย หรือไม่ใช้ช้อนกลางในการตักอาหารทานร่วมกัน

– ไม่ล้างมืออย่างสะอาดหลังเข้าห้องน้ำ

– มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วย

– รับประทานอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

ใครที่มีความเสี่ยงต่อโรคไวรัสตับอักเสบเอ?

ผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุข ที่ต้องดูแลผู้ป่วย ผู้ที่ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับตับอยู่แล้ว ผู้ที่เพิ่งเดินทางมาจากประเทศที่กำลังมีการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบเอ ผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด หรือต้องแชร์น้ำอาหารร่วมกันกับคนหมู่มาก ผู้ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด รวมถึงชายรักชาย และผู้ที่เป็นโรคที่ต้องเข้ารับการถ่ายเลือดบ่อยๆ

ไวรัสตับอักเสบเอ มีอาการอย่างไร?

– มีไข้ อ่อนเพลีย

– เบื่ออาหาร

– คลื่นไส้อาเจียน

– ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด

– ท้องร่วง ท้องเสีย

– ตาเหลือง ตัวเหลือง

ไวรัสตับอักเสบเอ มีวิธีป้องกันอย่างไร?

  1. รักษาความสะอาดอยู่เสมอ ล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ ล้างมือก่อนทานอาหาร
  2. ไม่ใช้อุปกรณ์ในการทานอาหาร หรือดื่มน้ำจากแก้วร่วมกับผู้อื่น
  3. ทานอาหารที่สด สะอาด ถูกหลักอนามัยอยู่เสมอ
  4. ฉีดวัคซีนป้องกนโรคไวรัสตับอักเสบเอ อาจรับพร้อมกันกับวัคซีนโรคอื่นๆ ได้พร้อมกัน เช่น ไวรัสตับอักเสบบี บาดทะยัก คอตีบ ไข้สมองอักเสบ เป็นต้น

ที่มา>>>Sanook

จริงหรือไม่? ผู้ชายไม่สวมกางเกงใน เสี่ยงโรคไส้เลื่อน?

จริงหรือไม่? ผู้ชายไม่สวมกางเกงใน เสี่ยงโรคไส้เลื่อน?คุณผู้ชายหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อโรคนี้กันแล้ว และน่าจะเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า “ไม่สวมกางเกงใน เสี่ยงโรคไส้เลื่อน” กันมาแล้วด้วย แค่ไม่ใส่กางเกงใน ก็เสียงเป็นโรคไส้เลื่อนได้จริงหรือ มีคำตอบให้ค่ะ

โรคไส้เลื่อน มีสาเหตุมาจากอะไร?

โรคไส้เลื่อน เป็นอาการที่ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ อวัยวะภายใน หรือเนื้อเยื่อบางส่วนเคลื่อนตัวยื่นออกมานอกช่องท้อง จากบริเวณที่ผนังหน้าท้องไม่แข็งแรง อาจมีอาการเจ็บ หรือเห็นเป็นลักษณะก้อนๆ ยื่นออกมาให้เห็นได้ชัดเจนจากภายนอกได้

โรคไส้เลื่อน มีกี่ชนิด

ไส้เลื่อนไม่ได้มีชนิดเดียว แต่มีอยู่หลายชนิด โดยแบ่งออกเป็นตำแหน่งที่เกิดไส้เลื่อน มีทั้งไส้เลื่อนบริเวณอัณฑะ ไส้เลื่อนบริเวณผนังหน้าท่องส่วนล่าง ไส้เลื่อนโคนขาหนีบ ไส้เลื่อนบริเวณสะดือ ไส้เสื่อนจากแผลผ่าตัด ไส้เลื่อนกระบังลม และบริเวณอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่อาจพบได้น้อย

ผู้หญิงเป็นโรคไส้เลื่อนได้หรือไม่?

ทุกเพศทุกวัย มีโอกาสเป็นโรคไส้เลื่อนได้หมด หากแต่ผู้ชายอาจมีความเสี่ยงมากกว่าเล็กน้อย จากการใช้ชีวิตโดยมีพฤติกรรมที่รุงแรงต่อผนังหน้าช่องท้องมากกว่าผู้หญิง

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อน

สาเหตุที่ทำให้ผนังหน้าท้องขาดความแข็งแรง จนลำไส้ยื่นออกมาได้ มีดังนี้

  1. มีความผิดปกติของช่องท้องมาตั้งแต่กำเนิด อาจขาดกล้ามเนื้อท้องช่องบางส่วน ทำให้ลำไส้เลื่อนตัว ยื่นออกมานอกช่องท้อง บริเวณระหว่างช่องท่องกับลูกอัณฑะได้มากกว่าคนอื่นๆ
  2. อายุที่มากขึ้น อาจทำให้ผนังหน้าท้องเสื่อมลง จนขาดความแข็งแรง และลำไส้ยื่นออกมานอกช่องท้องได้
  3. เกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงกับหน้าท้อง จนทำให้ผนังหน้าท้องบาดเจ็บ หรือเกิดความเสีบหาย
  4. มีภาวะแรงดันในช่องท้องสูง จากการออกแรงยกของหนัก ไอหรือจามอย่างหนักบ่อยๆ เบ่งอุจจาระหรือปัสสาวะเป็นประจำ จนทำให้มีแรงดันในช่องท้องบ่อยๆ เป็นสาเหตุให้ผนังช่องท้องด้านหน้าถูกทำลายอย่างช้าๆ
  5. ผนังช่องท้องมีความอ่อนแอหลังการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เพราะเนื่อเยื่อในช่องท้องยังบอบบาง และขาดความยืดหยุ่น หากแผลผ่าตัดเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อนมากขึ้น
  6. สูบบุหรี่
  7. เป็นโรคอ้วน

    ดังนั้นการไม่สวมกางเกงใน ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อนแต่อย่างใด

โรคไส้เลื่อน มีอาการอย่างไร?

– ปวดบริเวณที่เกิดไส้เลื่อน ปวดแบบตื้อๆ หน่วงๆ และเป็นๆ หายๆ

– บางรายอาจไม่มีอาการปวดเลย แต่พบก้อนเนื้อนูนๆ ออกมาบริเวณที่เกิดไส้เลื่อน

โรคลำไส้เลื่อน อันตรายมากไหม?

ในกรณีที่เป็นโรคไส้เลื่อน และมีอาการปวดเฉียบพลัน อาจอยู่ในภาวะลำไส้ขาดเลือด อาจต้องทำการผ่าตัดโดยทันที หากปล่อยให้มีอาการลำไส้ขาดเลือดนานๆ อาจทำให้ลำไส้เกิดเนื้อตายและเน่า จนเกิดภาวะแทรกซ้อน ติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้

โรคไส้เลื่อน วิธีป้องกันอย่างไร?

  1. ควบคุมร่างกายไม่ให้มีแรงดันภายในช่องท้องมากเกินไป โดยหยุดอาการไอและจามเรื้อรัง และไม่ออกแรงยกของหนักเกินกำลังอยู่บ่อยๆ
  2. ระมัดระวังไม่ออกกำลังกาย โดยทำให้ผนังช่องท้องด้านหน้าเกิดอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยๆ
  3. หากเพิ่งผ่าตัด ควรงดการออกกำลังกายหนักๆ โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง
  4. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  5. รัปประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ที่เพิ่มกากใยอาหาร เพื่อลดอาการท้องผูก
  6. หากมีอาการผิดปกติ เช่น ท้องผูกบ่อย ปวดท้อง หรือพบก้อนเนื้อนูนผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด

ที่มา>>>Sanook