โซเชี่ยลอาลัย-ขออโหสิกรรม “น้องเจนี่” สาวสวยป่วยมะเร็งใบหน้า เสียชีวิตแล้ว!

วันที่ 24 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “น้องเจนี่” หญิงสาวที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งบริเวณใบหน้า เสียชีวิตแล้วอย่างสงบ เมื่อเวลา 00.10 น. ของวันนี้

โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก Natrada Siriboon ได้โพสต์ข้อความประกาศข่าวเศร้า ระบุว่า “วันนี้เมื่อเวลา 00.10 น้องเจนี่ได้จากไปอย่างสงบแล้วนะคะ ทางเราจึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน” ด้านเฟซบุ๊กเพจ Social Hunter ได้โพสต์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ระบุว่า “ขอแสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวของน้อง เจนี่ ที่วันนี้น้อง เจนี่ ได้สิ้นใจไปอย่างสงบ กรรมใดที่ทางเพจเคยล่วงเกินต่อกันและกัน ทางเพจก็ขออโหสิกรรม แล้วให้ดวงวิญญานของน้อง เจนี่ ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะคะ …..RIP”

สำหรับ น้องเจนี่ หรือ น.ส.รัตนาภรณ์ อายุ 28 ปี ป่วยด้วยโรคมะเร็งใบหน้า ทำให้หน้ามีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ ดวงตาข้างหนึ่งแทบใช้การไม่ได้ ทั้งนี้ เธอได้โพสต์ขอความช่วยเหลือในการรักษาผ่านทางเฟซบุ๊ก จนได้รับเงินบริจาคจากชาวเน็ต ก่อนจะมีกระแสดราม่าเรื่องเงินบริจาคตามมา กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

สัตวแพทย์ถึงกับน้ำตาไหล เห็นสภาพเจ้าบูลด๊อกถูกทิ้งสุดทรุดโทรม

เมื่อ 9 ส.ค. เว็บไซต์เมโทรรายงานภาพสุนัขบูลด๊อกที่ถูกทอดทิ้งในประเทศอังกฤษ สัตวแพทย์ถึงกับน้ำตาไหลที่เห็นสภาพมัน ขณะที่อาสาสมัครจากกลุ่มลินบี ด๊อก หาบ้านใหม่ให้สุนัข เมืองออฟัตต์ ใกล้เมืองเวกฟีลด์ ในยอร์กเชอร์ พามาให้ช่วยรักษา

วิลเลียม เป็นสุนัขเพศผู้ อายุ 2 ปี ถูกทิ้งจนเล็บยาวงอกขบเข้าไปในเนื้อของตัวเอง เนื้อตัวเป็นขี้เรื้อนแทบไม่เหลือขน โชคดีที่ตอนนี้มีผู้มาช่วยเหลือจนสุขภาพเริ่มฟื้นฟูแล้ว และคาดว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ใน 6 เดือนนี้

บูลด๊อกเป็นสุนัขพันธุ์ที่ได้ชื่อว่า ดีไซเนอร์ ด๊อก เพราะน่ารักเป็นที่นิยม แต่คนเลี้ยงส่วนหนึ่งไม่มีศักยภาพและความตั้งใจจริงที่จะดูแลมัน มันจึงถูกทอดทิ้งได้ง่ายๆ

ลินดา วิตเทกเกอร์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มลินบี กล่าวว่า สภาพของวิลเลียมเมื่อตอนที่พบแย่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา สัตวแพทย์ถึงกับร้องไห้ออกมาเลย แต่ตอนนี้มันปลอดภัยแล้ว ตอนนี้ต้องรักษาดวงตามัน และทำหมัน พร้อมกับหาบ้านใหม่ให้มัน

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

10 สาเหตุ “ตาแดง” แบบไหนหายได้เอง แบบไหนอันตราย

10 สาเหตุ “ตาแดง” แบบไหนหายได้เอง แบบไหนอันตรายเมื่อเรามีอาการตาแดงเกิดขึ้น แน่นอนว่า จะมีคำถามที่มากมายจากคนรอบข้าง เช่น “ไม่สบายหรือเปล่า” “เสียใจเรื่องอะไร” “เมื่อคืนเมาหนักเหรอ” แต่จริงๆ แล้ว อาการตาแดงสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และบางครั้งก็เป็นอาการที่ที่บ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่สำคัญเช่นกัน

Andrew Holzman แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก TLC Laser Eye Center ในแมรี่แลนด์ บอกว่า อาการตาแดงนั้น อาจจะเกิดจาก 10 สาเหตุต่อไปนี้

  1. ตาแดงเพราะตาแห้ง

เมื่อตาแห้ง ก็จะเกิดความระคายเคืองและมีการอักเสบได้ และการอักเสบนี่เอง ที่ทำให้ตาแดง ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเรามีอายุมากขึ้น คือประมาณ 50 ปีขึ้นไป ก็จะมีอาการตาแห้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากยังอยู่ในวัยเด็ก หรือวัยหนุ่มสาว แล้วมีอาการดังกล่าว อาจจะเป็นเพราะการจ้องมองจอคอมพิวเตอร์มากเกินไป ในขณะที่เราดูจอคอมพิวเตอร์นั้น เรามักจะไม่กระพริบตา และนั่นก็เป็นสาเหตุให้ตาแห้ง

นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่นร่วมได้อีกเช่น เคืองตา ปวดแสบปวดร้อน คันตา วิธีแก้ก็คือ ใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อให้ความชุ่มชื้น และลดการอักเสบ ที่เป็นสาเหตุให้ตาแดง นอกจากนั้น เวลาดูจอคอมพิวเตอร์ ก็ให้กระพริบตาให้บ่อยขึ้น โดยใช้กฏ 20-20-20 นั่นคือ ในทุก ๆ 20 นาทีที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้หันไปมองอย่างอื่น ที่อยู่ห่างจากตัวเราออกไปประมาณ 20 ฟุต สัก 20 วินาที แต่หากทดลองวิธีที่แนะนำไปแล้ว อาการตาแดงยังไมดีขึ้น ก็ควรปรึกษาแพทย์

  1. ตาแดงเพราะมีอาการแพ้อากาศ

บางคนมีอาการแพ้ต่างๆ เกิดขึ้นตามฤดูกาล ที่สภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมมีความเปลี่ยนแปลงไป เช่นแพ้ละอองเกสรดอกไม้ แพ้หญ้า อาการเหล่านี้ทำให้ตาบวม แดง อักเสบได้ นอกจากนี้เมื่อเรามีอาการแพ้ เรามักจะคันตา เป็นเหตุให้ต้องขยี้ตา ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้อักเสบ และแดงมากขึ้นไปอีก

นอกจากอาการคัน และเคืองตาแล้ว อาจจะมีน้ำตาไหลได้ด้วย วิธีแก้ก็คือ ใช้ของเย็นๆ ปิดด้วยตาไว้ประมาณ 15 นาที ทำวันละหลาย ๆ ครั้ง หรืออาจจะปรึกษาแพทย์ เพื่อหาทางควบคุมอาการแพ้ เพื่อรักษาที่ต้นเหตุ

  1. ตาแดงเพราะการใช้ยาบางชนิด

ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮีสตามีน (antihistamine)ไม่ใช้ยาชนิดเดียว ที่ทำให้เราเกิดอาการตาแห้ง ยังมียาอีกหลายชนิดที่มีผลข้างเคียงดังกล่าว เช่น ยานอนหลับ ยาคลายเครียด หรือแม้กระทั่งยาแก้ปวด พวก ibuprofen ยาพวกนี้ ทำให้ตาแห้ง และแดง เพราะมันไปลดการไหลเวียนของเลือดบริเวณเนื้อเยื่อรอบดวงตา วิธีแก้คือ การหยอดน้ำตาเทียม รวมทั้งอาจจะปรึกษาแพทย์ เพื่อลดผลข้างเคียงโดยปรับการใช้ยาบางอย่าง

  1. ตาแดงเพราะนอนไม่พอ

การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนดึก ก็ทำให้ตื่นขึ้นมาตาแดงในตอนเช้าได้ เพราะตาก็ต้องการการปิดพักผ่อน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมเช่นกัน กล้ามเนื้อดวงตา ก็ต้องการพัก หากไม่ได้พักอย่างเพียงพอ การโฟกัส ก็ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ วิธีการแก้ไขก็คือ ใช้น้ำตาเทียมช่วย และควรจัดเวลาสำหรับการนอนหลับพักผ่อนให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง

  1. ตาแดงเพราะดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ก็ทำให้ตาแดง ไม่ใช่แค่ทำให้หน้าแดงเท่านั้น เพราะแอลกอฮอล์ ทำให้เส้นเลือดขยายตัว มีปริมาณเลือดไหลเวียนที่ดวงตามากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ปวดศีรษะ ร่างกายขับน้ำ คลื่นไส้ วิธีแก้ ต้องใช้ยาหยอดตาชนิด eye whitening drop จะช่วยลดอาการได้ ภายใน 15 นาที

  1. ตาแดงเพราะสูบบุหรี่

การสูบบุหรื่ ก็ทำให้ตาแดง เพราะบุหรี่จะไปบีบเส้นเลือดในดวงตา นอกจากนี้ ยังอาจจะเกิดอาการตาแห้งได้ด้วย อาการดังกล่าวนี้ หากเป็นไปในระยะยาว อาจจะส่งผลถึงขั้นทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือตาบอดได้ วิธีแก้ก็คือ การเลิกบุหรี่ และพยายามอยู่ในที่ที่อากาศบริสุทธิ์

  1. ตาแดงเพราะติดเชื้อ

โรคตาแดงของจริงแล้วล่ะทีนี้ โรคตาแดงเกิดอาการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่ดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง โรคตาแดงนี้ แพร่กระจายไปติดคนอื่นได้ง่ายมาก เมื่อติดก็จะเกิดอาการอักเสบ ตาบวม แดง และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ปวดแสบปวดร้อน น้ำตาไหล ตาปิด ไวต่อแสง โรคตาแดงหากเป็นแล้วต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา หากแพทย์ตรวจพบว่าเป็นไวรัส ก็อาจจะให้พักผ่อน 2-3 สัปดาห์ ให้ยาหยดตาเพื่อลดอาการ และรอให้เชื้อไวรัสนั้นหายไปเอง หากเป็นแบคทีเรีย ก็จะต้องใช้ยาหยอดตาแอนตี้ไปโอติก เพื่อรักษาอาการ

  1. ตาแดงเพราะว่ายน้ำ

น้ำทะล มีความเค็ม ซึ่งนำไปสู่อาการตาแดงได้  ส่วนน้ำในสระว่ายน้ำ ก็มีสารเคมีอย่างคลอรีน ซึ่งทำให้เกิดอาการระคายเคืองและตาแดงได้เช่นกัน วิธีแก้คือ ให้ล้างตาด้วยน้ำเกลือสำหรับล้างตา หรือใช้น้ำตาเทียมหยอดตา จะช่วยบรรเทาอาการได้ ที่สำคัญ ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ไม่ควรใส่ลงน้ำ

  1. ตาแดงเพราะเส้นเลือดในตาแตก

อาการดังกล่าวนี้ อาจจะเกิดขึ้นเพราะไอบ่อย มีแรงกดที่ตา มีโรคบางอย่าง หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุ อาการแบบนี้ มักไม่ทำให้เจ็บปวด เพียงแต่จะรู้สึกหนักๆ ที่ตาเท่านั้น และแก้ไขไม่ได้ ต้องรอให้ค่อย ๆ หายไปเอง ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

  1. ตาแดงเพราะใช้น้ำยาหยอดตาประเภท eye whitening drops มากเกินไป

น้ำยาหยอดตาประเภทนี้ อาจทำให้ปัญหาตาแดงยิ่งแย่ลงไปอีกหากใข้ไม่เหมาะสม เพราะมันไปลดปริมาณเลือดที่เข้ามาหล่อเลี้ยงบริเวณดวงตา  เมื่อหยอดตาแดงก็หายไป แต่เมื่อหยุด มันก็กลับมาใหม่ และอาจจะเกิดผลที่เรียกว่า rebound effect ทำให้ตายิ่งแดงมากขึ้นอีก ยาประเภทนี้ ไม่ควรใช้บ่อย หรือใช้เป็นประจำ หากนาน ๆ ใช้ทีก็จะไม่ก่อให้เกิดผลเสียแต่อย่างใด

ที่มา>>>Sanook

มาดูแลถนอมดวงตากันเถอะ

    ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้ถ้าเกิดโรคภัยหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับดวงตาก็อาจทำให้ดวงตาพิการมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ไม่ชัดเจน หรือตาอาจบอดได้ แม้ว่าการแพทย์ปัจจุบัน จะสามารถเปลี่ยนดวงตาบางส่วน (กระจกตา) ที่เสียไปแล้วได้ โดยการรับบริจาคดวงตาของผู้ที่เสียชีวิตแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องที่ยุงยากมากและอาจใช้การได้ไม่ดีเท่าเดิม นอกจากนี้ตายังเป็นสิ่งเสริมความสวยงามให้แก่ใบหน้าอีกด้วย ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องถนอมสายตาและระวังป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสายตาของเรามิให้เกิดโรคภัยและเสื่อมเสียไปก่อนเวลาอันสมควร
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดวงตา
การดูแลถนอมดวงตา
    1.อ่านหรือเขียนหนังสือให้ห่างจากดวงตาประมาณ 1 ฟุต โดยมีแสงสว่างอย่างเพียงพอ ไม่นอนอ่านหนังสือ หรืออ่านหนังสือบนพาหนะที่กำลังเคลื่อนไหว และสั่นสะเทือน
    2.ไม่ดูโทรทัศน์ใกล้เกินไป ควรดูห่างจากจออย่างน้อย 6 ฟุต หรือ 4 เท่าของเส้นทะแยงมุมของจอ และด้านหลังคนดูควรมีแสงสว่างไม่ต่ำกว่า 20 แรงเทียน
    3.เมื่อใช้สายตาทำงานมากจนรู้สึกเมื่อยหรือเพลียตา ให้พักสายตาโดยมองออกไปไกลๆ บริเวณที่มีต้นไม้สีเขียว หรือหลับตาชั่วครู่จะช่วยให้ดีขึ้น
    4.หลีกเลี่ยงการมองของที่มีสีขาวหรือวัตถุที่สะท้อนแสงมากๆ กลางแดด เมื่อจำเป็นต้องมองให้สวมแว่นตากันแดด
    5.ใช้หลอดไฟหรือหลอดนีออนชนิดที่มีฝาครอบกรองแสง
    6. กินอาหารที่บำรุงสายตา เช่น นม ไข่ ตับ ผักใบเขียว ผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง หรือสีส้ม เช่น ฟักทอง และ มะละกอสุก เป็นต้น
    7. พบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจเมื่อมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับตา เช่น น้ำตาไหล ตาอักเสบ ตามัว ตาพร่า กระพริบตาถี่ มองตัวหนังสือไม่ชัดและปวดศรีษะ เป็นต้น
8. คนทุกวัยที่สายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียงควรวัดสายตาและประกอบแว่นโดยผู้มีความรู้ความชำนาญ และควรสวมแว่นนั้นเป็นประจำมิฉะนั้นสายตาจะผิดปกติมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ควรตรวจสายตาปีละครั้งเนื่องจากสายตาอาจเปลี่ยนแปลงโดยที่ท่านไม่ทราบ
 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แว่นตา
หลักการรักษาแว่นตา
    1. หลีกเลี่ยงการสวมแว่นตาหรือเก็บแว่นตาไว้ในที่ๆ มีความร้อน เช่น ห้องอบไอน้ำ (SAUNA) ที่เก็บของในรถยนต์ด้านหน้าเพราะว่าความร้อนนั้นสร้างปัญหาให้กับกรอบแว่นและเลนส์ได้
    2.กรอบแว่นตานั้นสกปรกได้ง่าย ซึ่งอาจเป็นเพราะผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาและเสริมสร้างเรือนผม
ดังนั้นควรทำความสะอาดกรอบแว่นตาอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
    3.ให้ใช้แปรงสีฟันที่ไม่ใช้แล้วทำความสะอาดด้านหลังแป้นจมูกทั้งสอง
    4.กรณีล้างแว่นตาอย่าลืมใช้น้ำชะล้างออกให้หมดก่อน (โดยเฉพาะเลนส์พลาสติก) เพราะการเช็ดถูด้วยผ้าแห้งทันทีหลังจากล้างน้ำสบู่ อาจทำให้เลนส์ขุ่นมัวและเกิดรอยขีดข่วน
    5.เช็ดเลนส์ให้แห้งทันทีหลังจากที่ใช้น้ำทำความสะอาดเสร็จหรือเมื่อเลนส์โดนน้ำฝนเพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นจะเกิดรอยคราบน้ำบนเลนส์ได้
    ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำแล้วเราจะได้มองเห็นโลกที่สดใสนี้ได้นานเท่านาน
ที่มา>>>ข่าวสด

10 วิธีเลิกบุหรี่ด้วยตัวเอง ง่ายๆ แบบนี้ใครๆ ก็ทำได้

10 วิธีเลิกบุหรี่ด้วยตัวเอง ง่ายๆ แบบนี้ใครๆ ก็ทำได้

เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. 2559 เราเชื่อว่าทุกคนทราบดีกันอยู่แล้วว่าโทษของบุหรี่มีอะไรบ้าง นอกจากปอดพังแล้วยังทำลายอวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกาย เช่นหลอดเลือด ดวงตา เลยไปจนถึงเป็นสาเหตุของมะเร็งอีกด้วย เพราะฉะนั้นใครที่คิดอยากเลิกบุหรี่ คุณคิดถูกแล้วค่ะ เลิกบุหรี่ด้วยตัวเองอย่างไรให้ได้ผล รับรองไม่ยาก ทำตามนี้เลย

showimage_from_db

1. สร้างแรงจูงใจให้ชัดเจน จะเขียนแปะเอาไว้ในห้อง หน้าประตู หน้ากระจก หรือที่ไหนก็ได้ ว่าเราจะเลิกบุหรี่เพื่ออะไร เพื่อคนรัก เพื่อลูก เพื่อครอบครัว เพื่อสุขภาพของตัวเอง หรือแม้กระทั่งเพื่อลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

2. ขอคำปรึกษาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นจากแพทย์โดยตรง โทร Quit Line 1600 สถาบันธัญญารักษ์ หรือคลิกนิกเลิกบุหรี่ตามโรงพยาบาลทั่วไป

3. กำหนดเวลาในการเลิกบุหรี่ที่แน่นอน กางปฏิทินขึ้นมา เอาปากกาวงไว้เลย วันนี้จะต้องเป็นวันเลิกบุหรี่วันแรก นับไป 3 เดือน ต้องไม่หยิบบุหรี่ขึ้นมาอีกเด็ดขาด เป็นต้น

4. ขนอุปกรณ์ในการสูบบุหรี่เอามาทิ้งให้หมด อย่าให้เหลือ และนำขนมคบเคี้ยวที่แก้อยากบุหรี่เอาไว้ใกล้ๆ ตัว เช่น หมากฝรั่ง ลูกอม ผลไม้ เป็นต้น

5. ไม่อยู่ใกล้คนสูบบุหรี่ อันนี้สำคัญ หากเพื่อนๆ รอบตัวเรายังสูบบุหรี่ แล้วเราไปยืนข้างๆ มีโอกาสสูงที่เราจะเอาชนะความอยากไม่ได้ เหมือนลดน้ำหนักและเพื่อนลากไปกินบุฟเฟ่ต์นั่นแหละ

6. ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป ทราบดีว่าของแบบนี้ต้องมีวินัย แต่อย่าหมกมุ่นเคร่งเครียดจนเกินไป แทนที่สมองจะคิดแต่เรื่องเลิกบุหรี่ ห้ามใจตัวเองไม่ให้อยากบุหรี่ เราเอาสมองไปคิดเรื่องอื่นดีกว่า ให้ลืมๆ เรื่องบุหรี่ไปเลยจะดีกว่า

7. หากิจกรรมอื่นๆ ทำทดแทน หากเวลาเดิมๆ ที่คุณเคยสูบบุหรี่มาถึง เช่น พักกลางวัน พักบ่าย พักช่วงเย็น ต้องเดินลงไปสูบสักมวน ให้เอาเวลาช่วงนั้นไปทำอย่างอื่นแทน อาจจะออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ดูทีวี ฟังเพลง หรือทำกิจกรรมอะไรก้ได้ที่ตัวเองชอบ ฆ่าเวลาเหล่านั้นไป

8. ต้องใจแข็งให้ถึงที่สุด ไม่มีการหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบโดยเด็ดขาด หากคุณลดน้ำหนักไปได้ 5 กิโลกรัม แล้วจะให้รางวัลกับตัวเองด้วยไอศกรีมถ้วยเล็กๆ ถ้วยหนึ่ง แบบนี้ไม่ได้ผิดอะไร แต่สำหรับบุหรี่ ที่เปรียบเสมือนยาเสพติด เลิกแล้ว ห้ามกลับไปลองโดยเด็ดขาด มวนเดียว ดูดซู้ดเดียว ก็ไม่ได้

9. ดูแลสุขภาพตามหลักง่ายๆ 3 ข้อ 1) ทานอาหารที่มีประโยชน์ 2) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3) พักผ่อนให้เพียงพอ หากทำได้ตามนี้ รับรองว่าสุขภาพของคุณ รูปร่างของคุณดีขึ้นทันตาเห็นแน่นอน แล้วคุณจะไม่อยากกลับไปทรมายตัวเองอีก เชื่อเถอะ

10. ทุกครั้งที่รู้สึกท้อ สู้ไม่ไหว แข็งใจไม่ได้ ความอยากครอบงำอย่างถึงที่สุด ให้กลับไปดู “แรงจูงใจ” ที่เราเขียนเอาไว้อีกครั้ง ว่าเราเลิกบุหรี่เพื่ออะไร เพื่อใคร แล้วตั้งต้นสู้ใหม่ กิจกรรมที่ทำเพื่อหนีห่างบุหรี่ก็ขอให้ทำติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ช่วงเวลาเดิมๆ ให้ติดเป็นนิสัย

e_abdghrxz1478

ที่มา>>>Sanook