ปิดตำนาน “ถนนข้าวสุก” ไม่มีน้ำ แก้ปัญหาจัดสงกรานต์แค่ 1 วัน

ถนนข้าวสุก1

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (11 เม.ย.) สภาพคลองชลประทาน ริมถนนสายชันสูตร-เสนา ตั้งแต่แยกไฟแดงวิเศษชัยชาญผ่านหน้าสำนักงานเทศบาลวิเศษไชยชาญ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ระยะทางกว่า 5 กม. อยู่ในสภาพที่ไม่มีน้ำติดก้นคลอง หลังประสบปัญหาภัยแล้ง

โดยบริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลสงกรานต์ ถนนข้าวสุก ที่โด่งดังแห่งหนึ่งของภาคกลาง ซึ่งเป็นที่นิยมของวัยรุ่นในอ่างทองและจังหวัดใกล้เคียง แต่ในปีนี้เหลืออีกเพียงวันเดียวก็จะถึงเทศกาลสงกรานต์ ก็ยังไม่มีน้ำที่จะให้ประชาชนเล่นสาดน้ำในสงกรานต์ปีนี้

นายวิชัย ลิมป์วัฒนชัย นายกเทศมนตรีเทศบาลวิเศษไชยชาญ เปิดเผยว่า ปีนี้ทางเราจัดกิจกรรมขบวนแห่งานสงกรานต์ในวันที่ 13 เม.ย.เพียงวันเดียวเท่านั้น ส่วนการละเล่นสาดน้ำบนถนนข้าวสุกปีนี้ ทางเราไม่มีการปิดถนนเพื่อจัดงานเช่นทุกปี เนื่องจากประสบปัญหาขาดน้ำ และไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพอเพียงในการดูแลความปลอดภัย แต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็จะมีประชาชนเดินทางเข้ามาเล่นน้ำในบริเวณดังกล่าว ซึ่งทางเราก็ไม่ได้ห้ามแต่อย่างใดเพียงแต่ไม่มีน้ำสนับสนุนให้เช่นทุกปี

ถนนข้าวสุก2

จากการตรวจสอบบริเวณพื้นที่ซึ่งเคยเป็นสถานที่จัดงานถนนข้าวสุกของจังหวัดอ่างทอง บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่คึกคักเช่นทุกปี โดยไม่มีการนำป้ายปิดถนนหรือป้ายประเพณีสงกรานต์มาติดตั้งเพื่อประกาศให้คนมาร่วมงานแต่อย่างใด ทำให้งานสงกรานต์ถนนข้าวสุกปีนี้น่าจะไม่มีความคึกคักเช่นทุกปีที่ผ่านมา

ที่มา>>>Thairath

ศปถ.คุมเข้ม 5 มาตรการ ลดอุบัติเหตุทางถนน ‘สงกรานต์’

ศปถ.มท.1 เปิดศูนย์อุบัติเหตุสงกรานต์ จัด 5 มาตรการเข้มข้น เผยโซนนิ่งเล่นน้ำ เป็นพื้นที่ปลอดแอลกอฮอล์ ย้ำ เมา-จับ-ยึด ตามคำสั่ง คสช. ตั้งเป้าลดความสูญเสียน้อยที่สุด

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.59 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน หรือ ศปถ. ขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2559 ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์ปลอดภัย ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย สร้างวินัยจราจร” โดยเฉพาะช่วงควบคุมเข้มข้น ระหว่างวันที่ 11 – 17 เม.ย. ให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลัง มุ่งเน้นการใช้กลไกบูรณาการบริหารจัดการในมิติเชิงพื้นที่ และแนวทางประชารัฐ โดยเน้นย้ำให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินการตาม 5 มาตรการหลัก ทั้งด้านการบริหารจัดการ ให้จังหวัดเป็นเจ้าภาพบูรณาการทุกภาคส่วน ลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับพื้นที่ พร้อมจัดตั้งด่านชุมชน “1 ชุมชน 1 หมู่บ้าน 1 ด่านตรวจ” ควบคู่กับการจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ให้มีความปลอดภัย และปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ ให้ท้องถิ่นดูแลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนโดย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้เน้นการแก้ไขจุดเสี่ยง จุดอันตรายบนท้องถนนและปรับปรุงสภาพแวดล้อมริมทางให้ปลอดภัย รวมถึงเปิดช่องทางพิเศษ และเตรียมพร้อมจุดพักรถบนเส้นทางสายต่างๆ ด้านยานพาหนะที่ปลอดภัย ตรวจสอบยานพาหนะทุกประเภทให้มีความปลอดภัย โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ ด้านผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ให้ตั้งด่านตรวจบนถนนสายหลัก สายรอง บังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด รวมถึงดำเนินการตามคำสั่ง คสช. ที่ 46/ 2558 “เมา จับ ยึด” โดยผู้ขับขี่ที่ขับรถเร็ว และเมาแล้วขับ จะถูกยึดใบอนุญาตขับขี่และรถเป็นการชั่วคราว ควบคุมการจำหน่าย และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาและสถานที่ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้หวังว่ามาตรการต่างๆ ดังกล่าว จะสามารถลดความสูญเสีย และลดสถิติอุบัติเหตุ บาดเจ็บ เสียชีวิต ให้ได้มากที่สุด

ที่มา>>>Thairath

น้องสาวถูกสามีทำร้าย! พี่เข้าห้าม ยื้อมีดพลาดปาดคอน้องเขยดับ

หนุ่มคนงานวัย 51 จ.นนทบุรี ตั้งวงนั่งดื่มสุราพร้อมภรรยาและพี่เขย จนเมา จึงพูดจาต่อว่าเมียเชิงหึงหวง จากนั้นได้เข้ามาทำร้ายเมีย ขณะนั้น พี่เขยที่นั่งอยู่ไม่พอใจกับการกระทำ จึงเกิดการต่อว่า ชกต่อย จนเกิดการยื้อแย่งมีด พลาดปาดคอน้องเขย เสียชีวิต…

เมื่อคืนวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา ร.ต.ท.วุฒิกิจ บัวนวล รอง สว.(สอบสวน) พนักงานสอบสวน สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ได้รับแจ้ง มีเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดจนมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เหตุเกิดภายในแคมป์พักคนงานก่อสร้าง บริษัท ส.บุญมีหมู่ 4 ถนนไทรน้อย-ต้นเชือก ต.หนองเพรางาย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี จึงพร้อมด้วยแพทย์เวร จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุ เป็นแคมป์พักคนงานก่อสร้าง ตั้งอยู่ภายใน ซอยวัดอ่วมอ่อง 19 แยกจากถนนไทรน้อย-ต้นเชือก บริเวณหน้าห้องพักของแคมป์ พบร่าง นายสังวาลย์ ดวงจันทร์ อายุ 51 ปี เป็นคนงานก่อสร้าง เสียชีวิตในสภาพนอนหงาย บริเวณลำคอ มีบาดแผลถูกอาวุธมีดปาดจำนวน 1 แห่ง และใกล้กัน พบอาวุธมีดพกยาว ประมาณ 20 ซม. ตกอยู่ใต้แคร่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ขณะเดียวกัน ตำรวจยังได้ควบคุมตัว นายธนพจน์ อินลอย อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นพี่เขย ของผู้เสียชีวิต และเป็นผู้ก่อเหตุไว้ได้

นางสายหยุด ภรรยานายสังวาลย์ กล่าวว่า ตนและสามีรวมถึงพี่ชายทั้งหมด 3 คน ได้นั่งดื่มสุรากัน จนกระทั่งนายสังวาลย์ เริ่มมีอาการเมาสุรา พูดต่อว่าตนในเชิงหึงหวง จนเริ่มรุนแรงขึ้น โดยสามีนั้นได้เข้ามาทำร้ายร่างกายและทำลายข้าวของ ซึ่งขณะนั้นพี่ชายที่นั่งดื่มสุราอยู่ด้วย จึงไม่พอใจกับการกระทำ จึงมีการต่อว่า จนก่อเหตุเข้าชกต่อยกัน โดยที่ในมือของนายธนพจน์ ถือมีดเพียงแค่ข่มขู่ และเพื่อป้องกันตัว แต่สามีตนนั้นพยายามเข้าไปชกต่อยและมีการยื้อแย่ง จนเป็นเหตุให้มีดนั้นไปถูกเข้าที่บริเวณลำคอของนายสังวาลย์จนเสียชีวิต

ด้าน นายธนพจน์ เผยว่า นายสังวาลย์ชอบทะเลาะกับภรรยา จนถึงขั้นทุบตีกันเป็นประจำ ซึ่งทางตนเคยว่ากล่าวหลายครั้ง จนกระทั่งครั้งนี้ ได้มีการนั่งดื่มสุราเหมือนเช่นเคย ตนเองก็ยังคงว่ากล่าวตักเตือนไป จนทำให้ตัวนายสังวาลย์เกิดความไม่พอใจประกอบกับเมาสุรา และเข้ามาทำร้ายชกต่อยกับตน ซึ่งขณะนั้นตนได้ถือมีดเพื่อป้องกันตัว แต่เป็นช่วงจังหวะที่มีการยื้อแย่งและชกต่อยกัน จนทำให้มีดเกิดไปโดนนายสังวาลย์เสียชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้เก็บมีดของกลางไว้เป็นหลักฐาน รวมถึงสอบปากคำผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นพี่เขยของผู้ตายและเป็นพี่ชายของภรรยาผู้ตาย โดยผู้ก่อเหตุ อ้างว่า เหตุดังกล่าวไม่ได้ตั้งใจในการจะก่อเหตุทำร้ายน้องเขยจนเสียชีวิต ซึ่งขณะนั้นมีการยื้อแย่งและชกต่อยจนทำให้อาวุธมีดที่ถืออยู่ไปโดนนายสังวาลย์ เสียชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องนำตัวพี่เขย และภรรยาผู้ตาย ไปสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง ส่วนผู้เสียชีวิตได้มอบให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู นำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รังสิต เพื่อชันสูตรต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ดักยิงเฒ่าชุมพร ทะลุท้ายทอย ดับคาหน้าบ้าน คาดปมแค้นส่วนตัว

ดับแค้น!! ซุ่มพงหญ้าควักลูกซองกระหน่ำยิงเฒ่าวัย 65 ปี อดีตเคยพัวพันคดีชิงทรัพย์ดับคาหน้าบ้าน ตำรวจคาดปมแค้นส่วนตัว…

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 9 เม.ย. 59 ร.ต.อ.สมยศ อิ้ววังโส รอง สว.สอบสวน สภ.ละแม รับแจ้งเหตุคนถูกยิงเสียชีวิตในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลสวนแตง อ.ละแม จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.สำราญ อุชุภาพ ผกก.สภ.ละแม พ.ต.ท.นวัชนันท์ ศิธราชู รอง ผกก.ป พ.ต.ท.อิทธิพัทธ์ กุลรัศมีชลากร สวป. พ.ต.ต.นพรัตน์ มาเมือง สารวัตรสอบสวน แพทย์โรงพยาบาลละแม ชุดสืบสวนและหน่วยกู้ภัยสมาคมพุทธประทีปเขตอำเภอละแม โดยที่เกิดเหตุบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 32 หมู่ 1 ต.สวนแตง อ.ละแม จ.ชุมพร ติดกับถนนลูกรังในหมู่บ้านซึ่งเป็นที่เปลี่ยวและมืด พบศพนายอุทัย จันทร์ประดิษฐ์ อายุ 65 ปี เจ้าของบ้านหลังดังกล่าว สภาพศพสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีแดง สวมกางเกงขาสั้นสีดำ นอนคว่ำหน้า ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองเข้าที่กลางหลัง 1 นัด และที่กกหูด้านขวาทะลุท้ายทอยจนกะโหลกเปิดเป็นแผลขนาดใหญ่ 1 นัด เสียชีวิตคาที่

ใกล้ๆ กับศพผู้ตายพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าคลิกสีดำ หมายเลขทะเบียน คงธ 393 สุราษฎร์ธานี ล้มตะแคงอยู่ ตรวจสอบที่เกิดเหตุเบื้องต้นพบปลอกกระสุนลูกซองเบอร์ 12 ตกอยู่ 3 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้ตายเคยถูกจับ และพัวพันคดีชิงทรัพย์เมื่อหลายปีก่อน ขณะเกิดเหตุผู้ตายได้ไปดูหนังตะลุงซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผู้ตายประมาณ 1 กม. และกำลังกลับเข้าบ้าน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุก็ถูกคนร้ายคาดว่าไม่ต่ำกว่า 2 คน ซึ่งซุ่มรออยู่ในพงหญ้าข้างทาง ใช้อาวุธปืนลูกซองกระหน่ำยิงผู้ตายจนเสียชีวิตดังกล่าว โดยมุ่งประเด็นความแค้นส่วนตัว ส่วนสาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา>>>Thairath

ควบคุม 3 ผู้ต้องสงสัย จับผัวเมีย-ยัดคาร์บอมบ์ หวังถล่มเมืองยะลา

(เครดิตภาพจากเจ้าหน้าที่) 

จนท.ควบคุมตัว 3 ผู้ต้องสงสัย จับสองผัวเมียยัดคาร์บอมบ์ใส่รถกระบะ ให้ขับมาจอดกลางยะลา เมื่อ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังเข้าค้นบ้าน 3 จุด นำตัวเข้าสู่กระบวนการซักถาม ที่ศูนย์พิทักษ์สันติฯ หากไม่พบความผิดจะปล่อยตัวกลับ

จากเหตุการณ์คนร้ายปล้นรถยนต์กระบะ โตโยต้า ไฮลักซ์ สีเทา แบบตอนครึ่ง หมายเลขทะเบียน บต 1845 ยะลา พร้อมจับตัวสองสามีภรรยา ก่อนที่จะแยกทั้งสองออก แล้วบังคับให้ฝ่ายสามีขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าว ที่ได้นำระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนักรวมกว่า 100 กก. มาบรรจุไว้ในรถ ไปจอดที่หน้าบริษัทโตโยต้า พิธานพาณิชย์สาขายะลา เขตเทศบาลนครยะลา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ภ.จว.ยะลา จะสามารถเข้าเก็บกู้ได้อย่างปลอดภัย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 เม.ย.59 ที่ผ่านมาความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 8 เม.ย. พ.อ.ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์ ผบ.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 พร้อมด้วยพ.อ.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผบ.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 พ.ต.อ.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน ผกก.สส.ภ.ยะลา นำเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่ทหารพราน ฉก.ทพ.47 ฉก.ทพ.41 เข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่รวม 3 จุด ในพื้นที่ อ.บันนังสตา และ อ.เมือง จ.ยะลา พร้อมควบคุม 3 ผู้ต้องสงสัย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่มีหลักฐาน โดยเฉพาะดีเอ็นเอ ที่ตรวจสอบพบภายในรถยนต์กระบะ ตรงกับ 1 ใน 3 ของผู้ต้องสงสัยที่ควบคุมตัวได้ จึงเชื่อว่าบุคคลทั้ง 3 มีส่วนร่วมในการก่อเหตุครั้งนี้

ภายหลังจากควบคุม ได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน ไปยังศูนย์พิทักษ์สันติ ตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อที่จะเข้าสู่กระบวนการซักถาม ขยายผลต่อไป อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการซักถามแล้วพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการส่งตัวกลับ.

ที่มา>>>Thairath

ญาติรับศพผู้เสียชีวิต เหตุ 6 ล้อชนรถตู้คณะแพทย์ฯ กลับบ้านเกิด

คืบหน้า เหตุสลด รถ 6 ล้อชนรถตู้ทีมแพทย์ บนทางด่วนบูรพาวิถี ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตหลายราย ล่าสุด ญาติผู้เสียชีวิตเดินทางมาดูศพ ร่ำไห้กับเหตุการณ์และรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว ด้าน ตร.แจ้งข้อหาคนขับรถตู้ดำเนินคดีต่อไป …

วันที่ 8 เม.ย. 59 จากกรณี อุบัติเหตุรถบรรทุกหกล้อชนท้ายรถตู้ของคณะแพทย์ ที่จอดเสียข้างทางบนทางด่วนบูรพาวิถี และมีรถเก๋งชนซ้ำซ้อน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บสาหัส 1 ราย ช่วงเช้ามืด ได้มีญาติเดินทางมาดู และรับศพกลับไปทำพิธีในช่วงสายที่ผ่านมา

หลังเกิดเหตุกับทีมแพทย์ นายแพทย์สิทธิวัฒน์ หรือ หมอแบงค์ อินทรขาว อายุ 37 ปี ที่ร่วมเดินทางมากับรถตู้ โตโยต้า อัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน 1กพ 6013 กรุงเทพมหานคร แล้วถูกรถบรรทุกหกล้อ อีซูซุ สีขาว ทะเบียน 82-9251 พระนครศรีอยุธยา โดยมี นายเกรียงไกร ถาใบ อายุ 38 ปี ขับชนท้าย และรถเก๋ง โตโยต้า ยาริส สีขาว ทะเบียน ฌค 3492 กรุงเทพมหานคร ชนซ้ำ ทำให้ นายสุพัฒน์ หวังพิทักษ์วงศ์ อายุ 34 ปี กระเด็นตกมาจากทางด่วนบูรพาวิถี เสียชีวิต น.ส.กัญญาพัชร แก้วบรรจง อายุ 35 ปี น.ส.ปรางทิพย์ บุญสถิต อายุ 36 ปี คนขับรถตู้ และนางวรนิตย์ หงษาชาติ อายุ 44 ปี เสียชีวิตรวม 4 ราย ส่วน น.ส.แสงทอง อัศวธรรมวงษ์ อายุ 46 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ทั้งนี้ ช่วงเช้ามืดได้มีญาติผู้เสียชีวิตเดินทางมาดูศพ และร่ำไห้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และประสานเดินทางมารับศพในช่วง 10.00 น. ที่ผ่านมา โดยทั้ง 4 ศพ ทางญาติจะนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ภูมิลำเนาต่อไป

สอบถาม นายเอก อายุ 37 ปี เพื่อนชายคนสนิทของ น.ส.กัญญาพัชร เล่าว่า เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว น.ส.กัญญาพัชร ได้พูดว่าตัวเองนั้นหมดอายุขัยแล้ว จะเสียชีวิตอีกไม่กี่วัน ให้ทำใจด้วย ซึ่งนายเอกไม่เชื่อ พร้อมพูดจาต่อว่ากลับไป ซึ่งช่วงที่รถเสีย น.ส.กัญญาพชร ได้ถ่ายรูปส่งไลน์มาให้ดู พร้อมโพสรูปถ่ายกับคณะ บนทางด่วนบูรพาวิถี ก่อนจะขาดการติดต่อไป จนมาทราบข่าวในช่วงเช้าว่า ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หลังถ่ายรูปไม่ถึง 1 นาที

ด้าน ตำรวจได้สอบปากคำ นายเกรียงไกร ให้การว่า ขณะที่กำลังขับรถมุ่งหน้าไปส่งสินค้าที่ กทม. โดยขับตามรถตู้ที่ขับอยู่เลนซ้ายสุด แต่พอถึงที่เกิดเหตุ รถตู้ได้หักเข้าเลนกลางอย่างรวดเร็ว ทำให้ตนมองไม่เห็นรถตู้ของคณะแพทย์ที่จอดเสียอยู่ข้างทางจึงชนท้ายเต็มแรง และมีรถเก๋งมาชนซ้ำ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

เบื้องต้น ทางตำรวจจึงแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาททำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ที่มา>>>Thairath

ผูกคอ 3 ศพ! ชาวนากำแพงเพชร เครียดภัยแล้ง-2 เฒ่าเมืองคอนป่วยเรื้อรัง

หนุ่มใหญ่กำแพงเพชร เครียดหนัก แล้งทำนาไม่ได้ ปลูกมันก็ตาย ผูกคอใต้ต้นมะยมดับ ขณะเมืองคอน 2 เฒ่าต่างอำเภอป่วยเรื้อรัง ตัดสินใจแขวนคอลาโลก

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 7 เม.ย. 59 ร.ต.ท.ไกรเนตร โกสุม รอง สว.สส.สภ.พรานกระต่าย ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนผูกคอเสียชีวิต ที่ ม.14 บ้านบ่อโพง ต.ถ้ำกระต่ายทอง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ชลิต วิริยะไกร ผกก.สภ.พรานกระต่าย ทราบ ก่อนประสานแพทย์เวร รพ.พรานกระต่าย กู้ภัยสว่างพรานกระต่าย และตำรวจชุดสืบสวนไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุบริเวณต้นมะยม หน้าบ้านเลขที่ 38 ม.14 บ้านบ่อโพง ต.ถ้ำกระต่ายทอง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร พบศพของ นายเสาร์ คำบรรลือ อายุ 56 ปี เจ้าของบ้าน ใช้เชือกไนลอนผูกคอกับกิ่งต้นมะยม โดยแพทย์ไม่สามารถระบุถึงสาเหตุการเสียชีวิตได้ จึงส่งศพไปชันสูตรที่ รพ.มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก

เบื้องต้น สอบสวน นางกาหลง คำบรรลือ อายุ 50 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต ทราบว่าก่อนหน้านี้ออกรถปั่นข้าวมา 1 คัน แต่เนื่องจากเกิดภัยแล้งอย่างหนัก ไม่สามารถทำนาได้ มันสำปะหลังที่ปลูกไว้เฉาตาย จึงทำให้เกิดหนี้สินพะรุงพะรังมากมาย ประกอบกับเป็นคนชอบคิดมาก และบ่นบ่อยครั้งว่าอยากตาย แต่ไม่คิดว่าจะคิดสั้น

ขณะที่ จ.นครศรีธรรมราช ร.ต.อ.ถาวร จันทระพงศ์ รอง สว.สส.สภ.ท่าศาลา ได้รับแจ้งเหตุคนผูกคอตาย ในบ้านเลขที่ 11 หมู่ 7 ต.ไทยบุรี จึงพร้อมด้วยกำลังตำรวจ แพทย์เวร รพ.ท่าศาลา และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยท่าศาลา รุดตรวจสอบ พบศพ นายสมโภช แก้วประดับ อายุ 72 ปี ใช้ผ้าขาวม้าผูกคอตายกับลูกกรงเหล็กหน้าต่าง สภาพศพใบหน้าและลำคอเขียวคล้ำ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ชม.

สอบสวนญาติ ทราบว่าผู้ตายเป็นอัมพฤกษ์ต้องใช้ไม้เท้าค้ำพยุงเดิน และยังมีโรคประจำตัวตามประสาผู้สูงอายุ ลูกๆ แยกย้ายไปมีครอบครัวและทำงานในต่างพื้นที่ ผู้ตายจึงมักจะบ่นน้อยใจที่ไม่มีใครมาดูแล จึงคิดว่าเป็นสาเหตุให้ตัดสินใจผูกคอตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมอบศพให้นำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

ด้าน ร.ต.อ.หญิงนาลิน ปรีชาชาญ รอง สว.สส.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งเหตุคนผูกคอตายกับต้นมังคุดเมื่อคืนที่ผ่านมา ข้างบ้านเลขที่ 124/1 หมู่ 1 ต.โพธิ์เสด็จ จึงพร้อมด้วยแพทย์เวร และหน่วยกู้ภัยนคร ไปที่เกิดเหตุ พบศพ นายปลื้ม เนาวกร อายุ 73 ปี ใช้ผ้าขาวม้าผูกคอตายกับกิ่งต้นมังคุด ข้างบ้าน จากการสอบสวนเบื้องต้น นายปลื้ม ป่วยเป็นโรคประจำตัวมานาน พยายามรักษามาตลอดแต่ก็ไม่หาย จึงอาจจะทำให้เกิดความเครียดจนคิดสั้นดังกล่าว.

ที่มา>>>Thairath

ช็อก! นักล่ามือโปรมะกันปราบจระเข้ยักษ์ หนักเกือบ 400 กก.ยิงร่วงคาสระ

(ภาพจากยูทูบ:BBC)

สุดตะลึง… ตัวแอลลิเกเตอร์ หรือจระเข้ตีนเป็ดยักษ์ ตัวใหญ่มาก​ หนักเกือบ 400 กก. โดนนักล่าจระเข้มือโปร ในรัฐฟลอริดา ใช้ปืนไรเฟิลยิงปลิดชีพ ความใหญ่โตของจระเข้ยักษ์ตัวนี้ถึงกับต้องเรียกรถแทรกเตอร์มาช่วยยกออกไปจากริมสระ

สำนักข่าวบีบีซีเผยแพร่ภาพที่สร้างความตกตะลึง ได้เห็น ตัวแอลลิเกเตอร์ (alligator) หรือจระเข้ตีนเป็ด ซึ่งเป็นจระเข้น้ำเค็ม มีความดุร้าย ตัวใหญ่มาก มีความยาวถึง 4.5 เมตร และน้ำหนักถึง 360 กก. ถูกนายลี ไลต์ซีย์ นักล่าจระเข้มือโปร ในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐฯ ได้ใช้ปืนไรเฟิล ยิงตายในสระที่ฟาร์มของเขา ระหว่างที่นายไลต์ซีย์ได้พยายามติดตามหาจระเข้ยักษ์ตัวนี้ หลังมันได้งาบวัวในฟาร์มของเขาไปกินหลายตัว โดยเขาและไกด์ล่าจระเข้อีกคน ได้เจอแอลลิเกเตอร์ยักษ์ตัวนี้ในสระ เมื่อวันเสาร์ที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมาบุตรชายของลี ไลต์ซีย์ (ซ้าย)ถ่ายรูปคู่จระเข้ตีนเป็ดยักษ์ ที่ต้องใช้รถแทรกเตอร์มายกมันออกจากสระ

‘ตอนที่มันโผล่ขึ้นเหนือน้ำ มันอยู่ห่างจากพวกเราแค่ประมาณ 6 เมตร เราจึงได้ระดมสาดกระสุนยิงใส่มันทันที จนมันสิ้นใจตาย’ นายไลต์ซีย์ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทจัดเตรียมเกี่ยวกับการล่าจระเข้ตีนเป็ด ให้แก่ผู้คนที่อยากเป็นนักล่าจระเข้ เล่านาทีระทึก พร้อมกับเผยด้วยความตื่นเต้นว่า จระเข้ตีนเป็ดยักษ์ตัวนี้เป็นสัตว์ดุร้ายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยปลิดชีพในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา และด้วยความใหญ่โตของมัน ถึงกับต้องเรียกรถแทรกเตอร์ให้มาช่วยยกขนย้ายมันออกไปจากริมสระในฟาร์มของเขาเลยทีเดียว

ที่มา>>>Thairath

ไม่สนทหารค้าน!สภาเมียนมาผ่านร่าง กม.ตั้ง’ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’ เพื่อ ซูจี

สมาชิกรัฐสภาเมียนมา ‘ไฟเขียว’ ผ่านร่างกฎหมาย ตั้งตำแหน่งใหม่ ‘ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’แล้ว เปิดทาง ‘ออง ซาน ซูจี’ ได้รับตำแหน่ง มีอำนาจเทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรี แม้จะถูกคัดค้านอย่างหนักจากสมาชิกสภาสายทหาร จนถึงขั้น ‘บอยคอต’ ไม่ร่วมโหวต

เมื่อ 6 เม.ย.59 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกเมียนมาผ่านร่างกฎหมาย ตั้งตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’ ซึ่งมีอำนาจเทียบเท่ากับ นายกรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันอังคารที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา เหลือเพียงแต่รอการอนุมัติเห็นชอบจากประธานาธิบดีถิ่น จอ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายเท่านั้น

สำหรับการตั้งตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’ ขึ้นมาใหม่นี้ ถูกมองว่า เพื่อเป็นการเปิดทางให้ นางออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(เอ็นแอลดี) ซึ่งนั่งเก้าอี้ รมต.ต่างประเทศและรมต.ประจำทำเนียบประธานาธิบดีในรัฐบาลประธานาธิบดีถิ่น จอแล้วนั้น ได้รับตำแหน่งนี้ ซึ่งจะทำให้ซูจี มีอำนาจและบทบาทหน้าที่เทียบเท่ากับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน ได้ถูกคัดค้านจากสมาชิกสภาสายทหาร ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามานั่งในสภา คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของสมาชิกสภาทั้งหมดประธานาธิบดีถิ่น จอ และภริยา นางซู ซู ลินบีบีซีแจ้งว่า สมาชิกสภาสายทหาร ถึงกับ ‘บอยคอต’ เดินออกจากห้องประชุม ไม่ยอมร่วมลงมติร่างกฎหมาย ตั้งตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐ โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญของเมียนมา ตามมาตรา 59 ที่ห้ามไม่ให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมีคู่สมรส หรือบุตร ถือสัญชาติอื่นที่ไม่ใช่เมียนมา ขณะที่นางซูจี มีบุตรชาย 2 คนถือสัญชาติอังกฤษ

ด้านโจนาห์ ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงเมียนมา ชี้ว่า รัฐสภาเมียนมา ในกรุงเนปิดอว์ ไม่เคยมีวาระประชุมในลักษณะเช่นนี้มาก่อน ขณะที่สมาชิกสภาสายทหารคัดค้านร่างกฎหมายอย่างเต็มที่ ทั้งลุกขึ้นยืนประท้วง ไปจนถึงการ บอยคอต ไม่ร่วมโหวต และวิจารณ์ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ.

ที่มา>>>Thairath

ซูจีเริ่มงานใหญ่คุยกับรมว.ต่างประเทศจีน

(ภาพ: AFP)

สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อ 5 เม.ย.ว่านางอองซาน ซูจี รมว.ต่างประเทศและ รมว.สำนักประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่เริ่มงานใหญ่ครั้งแรกด้วยการพบปะเจรจากับนายหวัง อี้รมว.ต่างประเทศจีนที่กรุงเนปิดอว์ เมื่อ 5 เม.ย. หลังรัฐบาลเอ็นแอลดีซึ่งมีประธานาธิบดีถิ่น จอ คนสนิทของซูจี ขึ้นกุมอำนาจเมื่อ 1 เม.ย.

หัวข้อเจรจาหลักคือเรื่องพรมแดนและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของจีนในเมียนมา ซึ่งรัฐบาลทหาร และรัฐบาลกึ่งพลเรือนของเต็ง เส่ง ถูกโจมตี ว่าเอื้อประโยชน์ให้จีนเข้าไปตักตวงทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป และเมื่อเดือน มี.ค. ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรคเอ็นแอลดีเผยว่า รัฐบาลใหม่อาจทบทวนโครงการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ “มิตโซน” ที่รัฐคะฉิ่นทางภาคเหนือ ซึ่งจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ด้วย.

ด้านพล.อ.เต็ง เส่ง อดีตประธานาธิบดีเมียนมา ถอดเครื่องแบบทหาร ปลงผมบวชเป็นพระสงฆ์แล้วเมื่อ 4 เม.ย. 4 วันหลังเป็นประธานพิธีถ่ายโอนอำนาจให้รัฐบาลพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางอองซาน ซูจี ซึ่งชนะการเลือกตั้งถล่มทลายเมื่อ 8 พ.ย.2558 โดยภาพ ในสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นเต็ง เส่ง โกนศีรษะห่มผ้าเหลืองอยู่ร่วมกับพระสงฆ์อื่นๆ ส่วนกระทรวงข่าวสารเมียนมาแถลงในเฟซบุ๊กว่า เต็ง เส่งจะบวชนาน 5 วัน

ที่มา>>>Thairath