ญาติรับศพผู้เสียชีวิต เหตุ 6 ล้อชนรถตู้คณะแพทย์ฯ กลับบ้านเกิด

คืบหน้า เหตุสลด รถ 6 ล้อชนรถตู้ทีมแพทย์ บนทางด่วนบูรพาวิถี ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตหลายราย ล่าสุด ญาติผู้เสียชีวิตเดินทางมาดูศพ ร่ำไห้กับเหตุการณ์และรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว ด้าน ตร.แจ้งข้อหาคนขับรถตู้ดำเนินคดีต่อไป …

วันที่ 8 เม.ย. 59 จากกรณี อุบัติเหตุรถบรรทุกหกล้อชนท้ายรถตู้ของคณะแพทย์ ที่จอดเสียข้างทางบนทางด่วนบูรพาวิถี และมีรถเก๋งชนซ้ำซ้อน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บสาหัส 1 ราย ช่วงเช้ามืด ได้มีญาติเดินทางมาดู และรับศพกลับไปทำพิธีในช่วงสายที่ผ่านมา

หลังเกิดเหตุกับทีมแพทย์ นายแพทย์สิทธิวัฒน์ หรือ หมอแบงค์ อินทรขาว อายุ 37 ปี ที่ร่วมเดินทางมากับรถตู้ โตโยต้า อัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน 1กพ 6013 กรุงเทพมหานคร แล้วถูกรถบรรทุกหกล้อ อีซูซุ สีขาว ทะเบียน 82-9251 พระนครศรีอยุธยา โดยมี นายเกรียงไกร ถาใบ อายุ 38 ปี ขับชนท้าย และรถเก๋ง โตโยต้า ยาริส สีขาว ทะเบียน ฌค 3492 กรุงเทพมหานคร ชนซ้ำ ทำให้ นายสุพัฒน์ หวังพิทักษ์วงศ์ อายุ 34 ปี กระเด็นตกมาจากทางด่วนบูรพาวิถี เสียชีวิต น.ส.กัญญาพัชร แก้วบรรจง อายุ 35 ปี น.ส.ปรางทิพย์ บุญสถิต อายุ 36 ปี คนขับรถตู้ และนางวรนิตย์ หงษาชาติ อายุ 44 ปี เสียชีวิตรวม 4 ราย ส่วน น.ส.แสงทอง อัศวธรรมวงษ์ อายุ 46 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ทั้งนี้ ช่วงเช้ามืดได้มีญาติผู้เสียชีวิตเดินทางมาดูศพ และร่ำไห้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และประสานเดินทางมารับศพในช่วง 10.00 น. ที่ผ่านมา โดยทั้ง 4 ศพ ทางญาติจะนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ภูมิลำเนาต่อไป

สอบถาม นายเอก อายุ 37 ปี เพื่อนชายคนสนิทของ น.ส.กัญญาพัชร เล่าว่า เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว น.ส.กัญญาพัชร ได้พูดว่าตัวเองนั้นหมดอายุขัยแล้ว จะเสียชีวิตอีกไม่กี่วัน ให้ทำใจด้วย ซึ่งนายเอกไม่เชื่อ พร้อมพูดจาต่อว่ากลับไป ซึ่งช่วงที่รถเสีย น.ส.กัญญาพชร ได้ถ่ายรูปส่งไลน์มาให้ดู พร้อมโพสรูปถ่ายกับคณะ บนทางด่วนบูรพาวิถี ก่อนจะขาดการติดต่อไป จนมาทราบข่าวในช่วงเช้าว่า ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หลังถ่ายรูปไม่ถึง 1 นาที

ด้าน ตำรวจได้สอบปากคำ นายเกรียงไกร ให้การว่า ขณะที่กำลังขับรถมุ่งหน้าไปส่งสินค้าที่ กทม. โดยขับตามรถตู้ที่ขับอยู่เลนซ้ายสุด แต่พอถึงที่เกิดเหตุ รถตู้ได้หักเข้าเลนกลางอย่างรวดเร็ว ทำให้ตนมองไม่เห็นรถตู้ของคณะแพทย์ที่จอดเสียอยู่ข้างทางจึงชนท้ายเต็มแรง และมีรถเก๋งมาชนซ้ำ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

เบื้องต้น ทางตำรวจจึงแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาททำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ที่มา>>>Thairath

ผูกคอ 3 ศพ! ชาวนากำแพงเพชร เครียดภัยแล้ง-2 เฒ่าเมืองคอนป่วยเรื้อรัง

หนุ่มใหญ่กำแพงเพชร เครียดหนัก แล้งทำนาไม่ได้ ปลูกมันก็ตาย ผูกคอใต้ต้นมะยมดับ ขณะเมืองคอน 2 เฒ่าต่างอำเภอป่วยเรื้อรัง ตัดสินใจแขวนคอลาโลก

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 7 เม.ย. 59 ร.ต.ท.ไกรเนตร โกสุม รอง สว.สส.สภ.พรานกระต่าย ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนผูกคอเสียชีวิต ที่ ม.14 บ้านบ่อโพง ต.ถ้ำกระต่ายทอง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ชลิต วิริยะไกร ผกก.สภ.พรานกระต่าย ทราบ ก่อนประสานแพทย์เวร รพ.พรานกระต่าย กู้ภัยสว่างพรานกระต่าย และตำรวจชุดสืบสวนไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุบริเวณต้นมะยม หน้าบ้านเลขที่ 38 ม.14 บ้านบ่อโพง ต.ถ้ำกระต่ายทอง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร พบศพของ นายเสาร์ คำบรรลือ อายุ 56 ปี เจ้าของบ้าน ใช้เชือกไนลอนผูกคอกับกิ่งต้นมะยม โดยแพทย์ไม่สามารถระบุถึงสาเหตุการเสียชีวิตได้ จึงส่งศพไปชันสูตรที่ รพ.มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก

เบื้องต้น สอบสวน นางกาหลง คำบรรลือ อายุ 50 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต ทราบว่าก่อนหน้านี้ออกรถปั่นข้าวมา 1 คัน แต่เนื่องจากเกิดภัยแล้งอย่างหนัก ไม่สามารถทำนาได้ มันสำปะหลังที่ปลูกไว้เฉาตาย จึงทำให้เกิดหนี้สินพะรุงพะรังมากมาย ประกอบกับเป็นคนชอบคิดมาก และบ่นบ่อยครั้งว่าอยากตาย แต่ไม่คิดว่าจะคิดสั้น

ขณะที่ จ.นครศรีธรรมราช ร.ต.อ.ถาวร จันทระพงศ์ รอง สว.สส.สภ.ท่าศาลา ได้รับแจ้งเหตุคนผูกคอตาย ในบ้านเลขที่ 11 หมู่ 7 ต.ไทยบุรี จึงพร้อมด้วยกำลังตำรวจ แพทย์เวร รพ.ท่าศาลา และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยท่าศาลา รุดตรวจสอบ พบศพ นายสมโภช แก้วประดับ อายุ 72 ปี ใช้ผ้าขาวม้าผูกคอตายกับลูกกรงเหล็กหน้าต่าง สภาพศพใบหน้าและลำคอเขียวคล้ำ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ชม.

สอบสวนญาติ ทราบว่าผู้ตายเป็นอัมพฤกษ์ต้องใช้ไม้เท้าค้ำพยุงเดิน และยังมีโรคประจำตัวตามประสาผู้สูงอายุ ลูกๆ แยกย้ายไปมีครอบครัวและทำงานในต่างพื้นที่ ผู้ตายจึงมักจะบ่นน้อยใจที่ไม่มีใครมาดูแล จึงคิดว่าเป็นสาเหตุให้ตัดสินใจผูกคอตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมอบศพให้นำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

ด้าน ร.ต.อ.หญิงนาลิน ปรีชาชาญ รอง สว.สส.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งเหตุคนผูกคอตายกับต้นมังคุดเมื่อคืนที่ผ่านมา ข้างบ้านเลขที่ 124/1 หมู่ 1 ต.โพธิ์เสด็จ จึงพร้อมด้วยแพทย์เวร และหน่วยกู้ภัยนคร ไปที่เกิดเหตุ พบศพ นายปลื้ม เนาวกร อายุ 73 ปี ใช้ผ้าขาวม้าผูกคอตายกับกิ่งต้นมังคุด ข้างบ้าน จากการสอบสวนเบื้องต้น นายปลื้ม ป่วยเป็นโรคประจำตัวมานาน พยายามรักษามาตลอดแต่ก็ไม่หาย จึงอาจจะทำให้เกิดความเครียดจนคิดสั้นดังกล่าว.

ที่มา>>>Thairath

ช็อก! นักล่ามือโปรมะกันปราบจระเข้ยักษ์ หนักเกือบ 400 กก.ยิงร่วงคาสระ

(ภาพจากยูทูบ:BBC)

สุดตะลึง… ตัวแอลลิเกเตอร์ หรือจระเข้ตีนเป็ดยักษ์ ตัวใหญ่มาก​ หนักเกือบ 400 กก. โดนนักล่าจระเข้มือโปร ในรัฐฟลอริดา ใช้ปืนไรเฟิลยิงปลิดชีพ ความใหญ่โตของจระเข้ยักษ์ตัวนี้ถึงกับต้องเรียกรถแทรกเตอร์มาช่วยยกออกไปจากริมสระ

สำนักข่าวบีบีซีเผยแพร่ภาพที่สร้างความตกตะลึง ได้เห็น ตัวแอลลิเกเตอร์ (alligator) หรือจระเข้ตีนเป็ด ซึ่งเป็นจระเข้น้ำเค็ม มีความดุร้าย ตัวใหญ่มาก มีความยาวถึง 4.5 เมตร และน้ำหนักถึง 360 กก. ถูกนายลี ไลต์ซีย์ นักล่าจระเข้มือโปร ในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐฯ ได้ใช้ปืนไรเฟิล ยิงตายในสระที่ฟาร์มของเขา ระหว่างที่นายไลต์ซีย์ได้พยายามติดตามหาจระเข้ยักษ์ตัวนี้ หลังมันได้งาบวัวในฟาร์มของเขาไปกินหลายตัว โดยเขาและไกด์ล่าจระเข้อีกคน ได้เจอแอลลิเกเตอร์ยักษ์ตัวนี้ในสระ เมื่อวันเสาร์ที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมาบุตรชายของลี ไลต์ซีย์ (ซ้าย)ถ่ายรูปคู่จระเข้ตีนเป็ดยักษ์ ที่ต้องใช้รถแทรกเตอร์มายกมันออกจากสระ

‘ตอนที่มันโผล่ขึ้นเหนือน้ำ มันอยู่ห่างจากพวกเราแค่ประมาณ 6 เมตร เราจึงได้ระดมสาดกระสุนยิงใส่มันทันที จนมันสิ้นใจตาย’ นายไลต์ซีย์ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทจัดเตรียมเกี่ยวกับการล่าจระเข้ตีนเป็ด ให้แก่ผู้คนที่อยากเป็นนักล่าจระเข้ เล่านาทีระทึก พร้อมกับเผยด้วยความตื่นเต้นว่า จระเข้ตีนเป็ดยักษ์ตัวนี้เป็นสัตว์ดุร้ายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยปลิดชีพในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา และด้วยความใหญ่โตของมัน ถึงกับต้องเรียกรถแทรกเตอร์ให้มาช่วยยกขนย้ายมันออกไปจากริมสระในฟาร์มของเขาเลยทีเดียว

ที่มา>>>Thairath

ไม่สนทหารค้าน!สภาเมียนมาผ่านร่าง กม.ตั้ง’ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’ เพื่อ ซูจี

สมาชิกรัฐสภาเมียนมา ‘ไฟเขียว’ ผ่านร่างกฎหมาย ตั้งตำแหน่งใหม่ ‘ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’แล้ว เปิดทาง ‘ออง ซาน ซูจี’ ได้รับตำแหน่ง มีอำนาจเทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรี แม้จะถูกคัดค้านอย่างหนักจากสมาชิกสภาสายทหาร จนถึงขั้น ‘บอยคอต’ ไม่ร่วมโหวต

เมื่อ 6 เม.ย.59 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกเมียนมาผ่านร่างกฎหมาย ตั้งตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’ ซึ่งมีอำนาจเทียบเท่ากับ นายกรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันอังคารที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา เหลือเพียงแต่รอการอนุมัติเห็นชอบจากประธานาธิบดีถิ่น จอ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายเท่านั้น

สำหรับการตั้งตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’ ขึ้นมาใหม่นี้ ถูกมองว่า เพื่อเป็นการเปิดทางให้ นางออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(เอ็นแอลดี) ซึ่งนั่งเก้าอี้ รมต.ต่างประเทศและรมต.ประจำทำเนียบประธานาธิบดีในรัฐบาลประธานาธิบดีถิ่น จอแล้วนั้น ได้รับตำแหน่งนี้ ซึ่งจะทำให้ซูจี มีอำนาจและบทบาทหน้าที่เทียบเท่ากับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน ได้ถูกคัดค้านจากสมาชิกสภาสายทหาร ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามานั่งในสภา คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของสมาชิกสภาทั้งหมดประธานาธิบดีถิ่น จอ และภริยา นางซู ซู ลินบีบีซีแจ้งว่า สมาชิกสภาสายทหาร ถึงกับ ‘บอยคอต’ เดินออกจากห้องประชุม ไม่ยอมร่วมลงมติร่างกฎหมาย ตั้งตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐ โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญของเมียนมา ตามมาตรา 59 ที่ห้ามไม่ให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมีคู่สมรส หรือบุตร ถือสัญชาติอื่นที่ไม่ใช่เมียนมา ขณะที่นางซูจี มีบุตรชาย 2 คนถือสัญชาติอังกฤษ

ด้านโจนาห์ ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงเมียนมา ชี้ว่า รัฐสภาเมียนมา ในกรุงเนปิดอว์ ไม่เคยมีวาระประชุมในลักษณะเช่นนี้มาก่อน ขณะที่สมาชิกสภาสายทหารคัดค้านร่างกฎหมายอย่างเต็มที่ ทั้งลุกขึ้นยืนประท้วง ไปจนถึงการ บอยคอต ไม่ร่วมโหวต และวิจารณ์ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ.

ที่มา>>>Thairath

ซูจีเริ่มงานใหญ่คุยกับรมว.ต่างประเทศจีน

(ภาพ: AFP)

สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อ 5 เม.ย.ว่านางอองซาน ซูจี รมว.ต่างประเทศและ รมว.สำนักประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่เริ่มงานใหญ่ครั้งแรกด้วยการพบปะเจรจากับนายหวัง อี้รมว.ต่างประเทศจีนที่กรุงเนปิดอว์ เมื่อ 5 เม.ย. หลังรัฐบาลเอ็นแอลดีซึ่งมีประธานาธิบดีถิ่น จอ คนสนิทของซูจี ขึ้นกุมอำนาจเมื่อ 1 เม.ย.

หัวข้อเจรจาหลักคือเรื่องพรมแดนและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของจีนในเมียนมา ซึ่งรัฐบาลทหาร และรัฐบาลกึ่งพลเรือนของเต็ง เส่ง ถูกโจมตี ว่าเอื้อประโยชน์ให้จีนเข้าไปตักตวงทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป และเมื่อเดือน มี.ค. ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรคเอ็นแอลดีเผยว่า รัฐบาลใหม่อาจทบทวนโครงการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ “มิตโซน” ที่รัฐคะฉิ่นทางภาคเหนือ ซึ่งจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ด้วย.

ด้านพล.อ.เต็ง เส่ง อดีตประธานาธิบดีเมียนมา ถอดเครื่องแบบทหาร ปลงผมบวชเป็นพระสงฆ์แล้วเมื่อ 4 เม.ย. 4 วันหลังเป็นประธานพิธีถ่ายโอนอำนาจให้รัฐบาลพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางอองซาน ซูจี ซึ่งชนะการเลือกตั้งถล่มทลายเมื่อ 8 พ.ย.2558 โดยภาพ ในสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นเต็ง เส่ง โกนศีรษะห่มผ้าเหลืองอยู่ร่วมกับพระสงฆ์อื่นๆ ส่วนกระทรวงข่าวสารเมียนมาแถลงในเฟซบุ๊กว่า เต็ง เส่งจะบวชนาน 5 วัน

ที่มา>>>Thairath

คุก 12 ปี ‘ป๋าชื่น’ คนสนิท ‘พงศ์พัฒน์’ อ้างเบื้องสูงออกโฉนดทับซ้อนเขาใหญ่

ศาลอาญาสั่งจำคุก 16 ปี ‘ป๋าชื่น’ คนสนิท ‘พงศ์พัฒน์’ แอบอ้างเบื้องสูง ออกโฉนดทับซ้อนเขาใหญ่ นำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือ 12 ปี …

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 เม.ย. ศาลอาญา รัชดาฯ อ่านคำพิพากษาในคดีหมิ่นสถาบัน ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้อง นายบุญธรรม หรือป๋าชื่น บุญเทพประทาน อาชีพนายหน้าค้าที่ดินเป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง

สืบเนื่องจากกรณีเมื่อระหว่างปี 2550 – 2551 จำเลยได้ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินจำนวนหลายร้อยไร่บริเวณเขาหนองเชื่อม ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา บางส่วนมีสภาพเขาสูงชัน บางส่วนเป็นพื้นที่ทับซ้อน กับที่ดินที่ฝ่ายทหารมีหนังสือขอใช้พื้นที่อย่างเป็นทางการ และบางส่วนกันไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำ โดยจำเลยอ้างว่า สนิทสนมกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และแอบอ้างว่าจะนำที่ดินไปสร้างวังฯ ถวาย

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลย แอบอ้างเบื้องสูง สร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันให้ลงโทษสถานหนัก พิพากษาว่า จำเลยกระทำผิด 2 กรรม ต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมละ 8 ปี รวม 16 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 4 เหลือกระทงละ 6 ปี รวมโทษจำคุกจำเลย 12 ปี ขณะที่จำเลยเตรียมปรึกษาญาติและทนายความว่า จะยื่นอุทธรณ์หรือไม่.

ที่มา>>>Thairath

หน้าร้อน! ทำแคนตาลูปหวานกรอบ ยอดสั่งซื้อเพียบ หวั่นไม่พอขาย

ชาวสวนอรัญฯ เผย อากาศแห้งแล้งส่งผลให้แคนตาลูปหวานกรอบ อร่อย ทำให้มียอดสั่งจองเข้ามามาก หวั่นไม่พอขาย นทท.ในงาน ‘ของดีเมืองอรัญประเทศ ‘ ชี้ ถึงจะขายดี แต่ไม่ขึ้นราคา

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด เนื่องจากภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยทั่วไป แต่กลับเป็นผลดีสำหรับชาวสวนแคนตาลูปเนื่องจากทำให้แตงมีรสชาติกอบและหอมหวานอย่างมาก เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ทำให้ชาวสวนแตงที่ปลูกแคนตาลูปต่างยิ้มออก เนื่องจากมีคนสั่งจองแคนตาลูปกันอย่างมากมาย แต่ชาวสวนก็ไม่ยอมเก็บแตงออกไปขาย เนื่องจากกลัวไม่มีแตงจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวงานแคนตาลูปของดีเมืองอรัญประเทศ ในวันที่ 6-15 เม.ย. 59ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปยังไร่แคนตาลูปของ นางเพ็ญ มิตรผักแว่น อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15/5 กม.2 ฝั่งซ้ายถนนสุวรรณศร ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งที่ไร่ของนางเพ็ญ ได้ปลูกแคนตาลูปเอาไว้หลากหลายชนิด แต่ละชนิดกำลังเก็บขายได้ นางเพ็ญ พาผู้สื่อข่าวเข้าไปชมในแปลงแคนตาลูป พบว่า แม้ในปีนี้จะแล้งอย่างหนักหน่วง แต่แคนตาลูปกลับไม่เป็นอะไร กลับออกผลผลิตจำนวนมาก นางเพ็ญบอกว่า ปีนี้ต้องซื้อน้ำมารด หมดไปกว่า 1 หมื่นบาทเลยทีเดียว แต่ก็ยังคุ้มกับการลงทุน เพราะเป็นอาชีพของเรา จะไปทำอย่างอื่นก็ไม่ถนัด ซึ่งในไร่มีพันธุ์ เมลอน เกตนิว เป็นต้น

ด้าน นายสำเริง วงษ์ป้อม เกษตรอำเภออรัญประเทศ กล่าวว่า ส่วนที่แผงขายแคนตาลูป บริเวณริมถนนสุวรรณศร ขาเข้าเมืองอรัญประเทศ พบว่า พ่อค้าแม่ค้า ต่างนำผลแคนตาลูปมาวางขายกันเป็นจำนวนมาก และขายดีเช่นเดียวกัน ได้รับจากเจ้าของแผงจำหน่ายแคนตาลูป ว่า ปีนี้อากาศร้อนมากและแห้งแล้ง แต่กลับเป็นผลดีกับแคนตาลูป เพราะว่า เนื้อแตงจะกรอบและหอมหวานมากกว่าทุกๆ ปี ทำให้ตอนนี้แตงขายดีมาก แต่ก็ไม่ได้ขึ้นราคา ยังขายอยู่ในราคาเดิม คือ 3 กก./ร้อย และ 4 กก./ร้อย แต่ถ้าเป็นเมลอนก็จะขายในราคาดีมาก สำหรับกลุ่มที่ปลูกแตงขายในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จำนวน 10 ราย ทางเกษตรได้ให้ความรู้ในการปลูกแตง และใช้ยาให้ถูกวิถี ไม่ให้สารตกค้างเพื่อความปลอดภัยกับผู้บริโภคดังกล่าว

ที่มา>>>Thairath

ตรวจสอบ คาด ซากแรดชวาที่สูญพันธ์ุ จมชายทะเลกุยบุรี ประจวบฯ

(ภาพจาก: พันธุ์พงษ์ โพธิ์จินดา ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเพชรบุรี)

จนท.เร่งตรวจสอบซากแรดชวาที่สูญพันธุ์จากไทยไปแล้วกว่า 100 ปี โดยชาวบ้านขุดพบกะโหลกศีรษะขนาดใหญ่จมอยู่ในน้ำ ที่ชายทะเลกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เร่งนำซากไปตรวจสอบ

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 3 เม.ย. 59 นายชาตรี จันทร์วีระชัย นายอำเภอกุยบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชนะ สุวรรณโกมล ผกก.สภ.กุยบุรี นายวรรณ ชาตรี ผอ.ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักบริหารและจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิหลวงพ่อในกุฏิวัดกุยบุรี ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ชายทะเล บ้านเขาขวาง ม.9 ต.กุยเหนือ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังได้รับแจ้งจาก นายอภิรักษ์ รักชม อายุ 37 ปี ชาวบ้านเขาขวางที่ออกร่อนเพรียงในทะเล ว่า พบกะโหลกศีรษะขนาดใหญ่จมอยู่ในน้ำทะเลห่างจากชายฝั่ง ประมาณ 100 เมตร

จากการตรวจสอบพบ เป็นศีรษะสัตว์ขนาดใหญ่และโครงกระดูกไม่ทราบชนิด เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยจึงช่วยกันขุดขึ้นมาจากทรายนำขึ้นฝั่ง ที่ศีรษะมีฟันยาวประมาณ 45 ซม. กว้าง 30 ซม. บริเวณปลายกรามล่างทั้งสองข้าง มีร่องรอยถูกของมีคมตัดออกไป ส่วนโครงกระดูกที่เก็บมาได้มีมากกว่า 100 ชิ้น แต่อยู่ในสภาพเก่า

นายวรรณ ชาตรี ผอ.ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล กล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่กล้าให้ความเห็นว่าเป็นสัตว์ชนิดใด แต่เท่าที่ตรวจสอบ คาดว่าไม่น่าจะเป็นสัตว์ทะเล โดยจะนำศีรษะและโครงกระดูกทั้งหมดที่พบ ส่งให้สัตวแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานก็จะทราบผลโครงกระดูกขนาดใหญ่ ชาวบ้านพบในทะเล อ.กุยบุรี คาดเป็นซากแรดชวา ซึ่งสูญพันธุ์จากไทยไปแล้ว กว่า 100 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2554 ได้เคยมีการขุดพบโครงกระดูกของแรดชวา ที่สูญพันธุ์จากประเทศไทยไปแล้ว กว่า 100 ปี บริเวณทางเข้าหาดพระยานคร อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ห่างจากจุดที่พบในครั้งนี้ ประมาณ 5 กิโลเมตร โดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้นำเข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้

สำหรับแรดชวา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ใกล้สูญพันธุ์จากโลก ในธรรมชาติคาดว่า เหลือประมาณ 50 ตัวเท่านั้น ในประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเชื่อว่าแรดชวาเป็นสัตว์ร่วมสายพันธุ์ไดโนเสาร์ และการที่ได้พบโครงกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ในครั้งนี้ เบื้องต้น ได้นำโครงกระดูก และศีรษะเปรียบเทียบกับแรดชวาที่พบ มีลักษณะคล้ายคลึงกันถ้าเป็นสัตว์สงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครองก็คงต้องส่งให้ทางกรมอุทยานฯ นำไปเก็บรักษา ต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ปั๊มน้ำมันอ่างทองรักษ์โลก ปลูกต้นไม้หายาก-ร่มรื่นสวยงาม

ฮือฮา! ปั๊มน้ำมันปลูกต้นไม้หายากนานาชนิดเพื่อปรับภูมิทัศน์ ด้านเจ้าของปั๊ม เผย มีความชื่นชอบต้นไม้เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว จึงได้หามาปลูกในปั๊มเพื่อให้ประชาชนที่มาใช้บริการได้ศึกษา พร้อมได้บรรยากาศร่มรื่น สวยงาม

วันที่ 4 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบปั๊มน้ำมันร่มรื่นสวยงาม มีต้นไม้ป่าหายากนานาชนิด ปลูกปรับภูมิทัศน์ไว้โดยรอบปั๊มน้ำมันที่บริเวณปั๊มบริการน้ำมัน ริมถนนสายโพธิ์พระยา-ท่าเรือ ตำบลหัวตะพาน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีการปลูกต้นไม้ใหญ่นานาชนิด โดยรอบบริเวณปั๊มน้ำมัน เช่น ต้นแก้วป่า ต้นหว้า ต้นจันอิน ต้นตะคร้ำ ต้นกระดุมช้าง ต้นประดู่ป่า ต้นตะโก ต้นแคนา ต้นมหาโชค ต้นกระโดน ต้นพะยอม และต้นจิกนมสาว เป็นต้นด้าน นายแสน จันทร์ทัสโต อายุ 56 ปี เจ้าของปั๊มน้ำมัน กล่าวว่า ตนเองเป็นคนที่ชื่นชอบต้นไม้ และเมื่อมาสร้างปั๊มน้ำมัน จึงได้หาต้นไม้นานาชนิดมาปลูกไว้ให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้ดูชม พร้อมได้เขียนชื่อติดไว้ให้ได้รู้ เป็นการปรับภูมิทัศน์ให้ร่มรื่นสวยงามต่อไป 

ที่มา>>>Thairath

วิทยา เชื่อ ‘บิ๊กหมู’ แค่อำเล่นพาลงใต้ ปรับทัศนคติ

วิทยา แก้วภราดัย เชื่อ “บิ๊กหมู” อำเล่นพาลงใต้ ปรับทัศนคติ ชี้ อยากให้คำถามประชามตินำไปสู่การปฏิรูปประเทศ ยัน ไม่เห็นด้วยคำถาม ส.ว.สรรหา โหวตนายกฯ ได้หรือไม่

วันที่ 2 เม.ย. นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า การให้ถามว่า ส.ว.สรรหาโหวตนายกฯ ได้หรือไม่ เป็นการแก้ปัญหาเพียงชั่วคราว แต่ส่วนตนไม่เห็นด้วยกับการถามแบบนี้ เพราะจะนำไปสู่การต้องแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญ ซึ่ง กรธ. อาจต้องใช้เวลากว่า 2 เดือน ตนว่าถ้าถามจะมีปัญหามากกว่าข้อดี ทั้งนี้สงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ถามคำถาม ที่จะช่วยปฏิรูปประเทศ เช่น ถามในทำนองว่า จะต้องการให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดบางจังหวัดหรือไม่

นายวิทยา กล่าวถึงกรณี พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.เผยความคืบหน้าหลักสูตรอบรมนักการเมือง ที่มีความเห็นต่างกับรัฐบาล และ คสช.โดยอาจจัดที่ค่ายทหาร จ.ปัตตานี หรือยะลา ว่า ฟังจากน้ำเสียง ตนเชื่อว่าการปรับทัศนคติ ผบ.ทบ. อาจทำจริง แต่เรื่องพาลงไปอบรมภาคใต้ ท่านคงพูดเล่น ไม่ทำจริงหรอกอย่าถามไปจับประเด็นเป็นข่าวกันเลย

ที่มา>>>Thairath