รู้จัก “อาการแพ้ท้อง” อาการคนท้องที่แม่มือใหม่ควรรีบทำความเข้าใจ

รู้จัก “อาการแพ้ท้อง” อาการคนท้องที่แม่มือใหม่ควรรีบทำความเข้าใจผู้หญิงเราเมื่อตั้งครรภ์กลายเป็นว่าที่คุณแม่มือใหม่แล้ว อาการคนท้องต่างๆ ก็เริ่มมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอาการแพ้ท้อง ซึ่งเป็นอาการคนท้องประจำหลักๆ เลยก็ว่าได้ คุณแม่มือใหม่ที่กำลังเริ่มแพ้ท้อง เรามาทำความรู้จักอาการนี้กันดีกว่า อาการแพ้ท้องเกิดจากอะไร และมีอาการใดบ้าง จะได้เตรียมรับมือกันอย่างเท่าทันค่ะ

สาเหตุของอาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง เป็นอาการคนท้องที่มักเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกับคุณแม่แทบจะทุกคน และนี่ก็คือ สัญญาณของการตั้งครรภ์อย่างเด่นชัด สำหรับอาการแพ้ท้องนั้นเกิดขึ้นมาจากฮอร์โมน HCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin โดยฮอร์โมนนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากรกเพื่อกระตุ้นรังไข่กับการสร้างฮอร์โมนชนิดอื่นๆ ในช่วงระยะเวลาแรกของการตั้งครรภ์ อีกทั้งระดับฮอร์โมน HCG ก็ยังมีระดับที่สูงขึ้นจนทำให้คุณแม่มีอาการแพ้ท้อง กล่าวคือ ประสาทการรับกลิ่นจะสูงขึ้น ไวต่อกลิ่น ประสาทการรับรู้รสชาติเปลี่ยนแปลงไป และยังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายตามมาอีกด้วย เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ และอ่อนเพลีย สำหรับอาการแพ้ท้องนั้นจะเกิดขึ้นช่วงคุณแม่ตั้งครรภ์อ่อนๆ ประมาณ 1-3 เดือนแรก และอาการจะค่อยๆ บรรเทาเบาลงไปเองเรื่อยๆ แต่ในคุณแม่บางท่านอาจจะมีอาการแพ้ท้องนานกว่า 3 เดือน หรือเกิดอาการแพ้ไปตลอดอายุครรภ์เลยก็มี

แม่มือใหม่ควรรู้ อาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร ?

1.คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ

คุณแม่จะมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ร่วมกับอาการพะอืดพะอมจนอยากจะอาเจียนอยู่ตลอดเวลา และหากอาเจียนบ่อยก็อาจเกิดอาการหน้ามืดตามมาด้วยได้ แต่อาการนี้มักจะเกิดขึ้นในตอนเช้า หรือในคุณแม่บางรายก็อาจมีอาการดังกล่าวตลอดทั้งวันเช่นกัน

2.ไวต่อกลิ่น รู้สึกเหม็นง่ายขึ้น

คุณแม่จะมีประสาทสัมผัสทางการได้กลิ่นที่ไวมากขึ้น และยังทำให้รู้สึกเหม็นกับกลิ่นรอบตัวบางอย่างได้ง่ายอย่างมาก จากที่เคยชอบกลิ่นบางอย่างหรือไม่รู้สึกอะไรกับกลิ่นๆ นั้น แต่เมื่อแพ้ท้องก็จะรู้สึกเหม็นกลิ่นนั้นๆ และไม่ชอบจนพาลเกิดอาการอยากอาเจียนขึ้นในทันที ขณะเดียวกัน กลิ่นบางอย่างที่ไม่เคยชอบก็อาจจะกลับกลายมาเป็นชอบ และในคุณแม่บางท่านก็ยังเหม็นแม้แต่กลิ่นสามีด้วย

3.ประสาทในการรับรสเปลี่ยนไป

เนื่องจากประสาทในการรับรู้รสชาติเปลี่ยนไป บางครั้งจึงทำให้กินอาหารอะไรก็ไม่อร่อย จากเดิมที่เคยชอบอาหารแบบนี้ก็จะกลายเป็นไม่ชอบ หรือคุณแม่บางคนก็จะมีอาการอยากกินอาหารแปลกๆ ที่ไม่เคยกินหรือไม่ชอบกินมาก่อน รวมถึงอาหารรสเปรี้ยว โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยวอย่างมะนาว มะยม และมะม่วงเปรี้ยวๆ เป็นต้น ในขณะคุณแม่บางรายที่มีอาการแพ้ท้องหนักมากก็จะไม่อยากกินอะไรเลย เพราะรู้สึกได้ถึงรสขมเฝื่อนในปากตลอดเวลา แม้แต่ดื่มน้ำก็ยังขม สร้างความทุกข์ทรมานในการกินอาหารได้เป็นอย่างมากทีเดียว

4.อ่อนเพลียง่าย

อาการเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนเพลียง่าย และอาการง่วงนอนบ่อยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งอาการแพ้ท้องเช่นกัน ทำให้คุณแม่บางท่านอยากจะนอนตลอดทั้งวันทั้งคืน เรียกว่านอนเท่าไรก็ไม่อิ่ม นั่นเพราะเป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนภายในร่างกายแปรเปลี่ยน อีกทั้งร่างกายยังต้องการใช้พลังงานมาก เพราะทารกในครรภ์กำลังอยู่ในระหว่างช่วงพัฒนากระบวนการเจริญเติบโต

5.อารมณ์แปรปรวน

นอกจากอาการแพ้ท้องดังที่กล่าวมาแล้ว คุณแม่ยังมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดและอ่อนไหวง่ายอีกด้วย โดยเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

และนี่ก็คือ อาการแพ้ท้องที่คุณแม่มือใหม่ควรทำความรู้จักไว้ ซึ่งอาการแพ้ท้องนั้น เป็นอาการคนท้องที่ส่งสัญญาณให้เรารู้ชัดเจนแน่นอนว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ทารกน้อย รู้แบบนี้แล้วก็ควรใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี และควรมองโลกในแง่ดี ทำใจให้สบายๆ อย่าไปวิตกกังวลกับอาการแพ้ท้องมากจนเกินไป เพราะว่ากันว่ายิ่งแพ้ท้องหนักมากนั่นหมายถึงทารกน้อยปลอดภัย แข็งแรงนั่นเอง เห็นทียิ่งแพ้หนักก็ยิ่งเป็นสัญญาณให้หมดห่วงนะคะคุณแม่

ที่มา>>>ข่าวสด

10 อาหารต้านมะเร็ง ยิ่งทานยิ่งสตรอง!

10 อาหารต้านมะเร็ง ยิ่งทานยิ่งสตรอง!ใครๆ ก็ไม่อยากเป็นโรคมะเร็งใช่ไหมคะ แต่จะให้ซื้อยา หรืออาหารเสริมมาทานก็ไม่แน่ใจในเรื่องของประสิทธิภาพ ผลข้างเคียง หรือแม้กระทั่งราคาที่แพงลิบลิ่ว จึงขอแนะนำอาหารธรรมดาๆ หาได้ตามท้องตลาด แต่ต้านมะเร็งได้อยู่หมัดมาให้เลือกทานกันตามใจชอบเลยค่ะ

1. ผัก

ผักหลายชนิดที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น

– ผักสีเข้ม ไม่ว่าจะเป็นสีเขียว ส้ม แดง ม่วง เช่น ผักโขม แครอท มะเขือเทศ

– กะหล่ำต่างๆ เช่น กะหล่ำปลี บล็อกโคลี กะหล่ำดอก

– หัวหอม และกระเทียม

2. ถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ที่นอกจากจะช่วยต้านมะเร็งแล้ว ยังดีต่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยโปรตีนที่ดี และกากใยอาหารตามธรรมชาติ ขับถ่ายได้สะดวกอีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ธัญพืช

3. ธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเล่ย์ ข้าวโพด ข้าวสาลี ต้านมะเร็งก็ดี วิตามินบีก็ได้ ลดความดันโลหิตก็เยี่ยม

4. สาหร่ายทะเล เป็นแหล่งแร่ธาตุชั้นดี เต็มไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกายมากมาย มีให้เลือกทานหลายชนิด แต่ควรเลือกทานสลับชนิดกันไปเรื่อยๆ ไม่ควรทานสาหร่ายชนิดเดียวติดต่อกันนานเกินไป หรือใครอยากลองสาหร่ายพวงองุ่นก็ดีนะคะ เทรนด์กำลังมาเลยล่ะ (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่น ที่นี่)

5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ทั้งสตอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ เชอร์รี่ ทั้งอร่อยสดชื่น และมีประโยชน์มากมาย ทั้งวิตามินต่างๆ และกากใยอาหาร ทานสดจะได้คุณค่าสูงสุดค่ะ

6. ปลาน้ำเย็น ส่วนใหญ่จะเป็นปลาทะเล เช่น แซลมอน ที่มีโอเมก้า 3 และไขมันที่ดีต่อร่างกาย ปลาคอท ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน

7. เครื่องเทศต่างๆ เช่น เก๋ากี้ (หรือโกจิเบอร์รี่) พริกไทย กระเทียม หัวหอม ขิง โรสแมรี่ สามารถนำมาทำอาหาร หรือทานสดได้ (หากทานได้) ช่วยต้านมะเร็ง และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้อีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โยเกิร์ต

8. โยเกิร์ต ไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องการขับถ่าย และช่วยควบคุมน้ำหนักได้เท่านั้น แต่ยังช่วยต้านมะเร็ง เพราะมีสารอนุมูลอิสระ ช่วยการหมุนเวียนของโลหิต และชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย หรือจะลองกรีกโยเกิร์ต ที่เข้มข้นกว่า สารอาหารมากกว่า และมีโปรไบโอติกส์ที่ช่วยลดโอกาสในการเกิดเชื้อราในช่องคลอดได้ดีกว่าด้วย

9. เห็ดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดออรินจิ และอื่นๆ ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด มีเส้นใยอาหารที่ช่วยเรื่องการย่อย และการขับถ่ายให้ง่ายขึ้น  นอกจากนี้ยังมีวิตามินต่างๆ ที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

10. น้ำดื่มธรรมดาๆ นี่แหละ น้ำดื่มสะอาด ช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้คล่องตัวขึ้น เป็นตัวกลางสำคัญที่จะทำให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการนำพาเอาของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้นอีกด้วย

ที่มา>>>Sanook

ข้อกำหนดอุปกรณ์ HomeKit ของ Apple: บังคับใช้ชิพเฉพาะ, ผลิตในโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน

แพลตฟอร์มสำหรับอุปกรณ์ภายในบ้าน HomeKit ก็ออกมาในระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร โดยจากรายงานข่าวล่าสุดกล่าวว่า เนื่องจาก Apple นั้นมีข้อกำหนดให้ผู้ผลิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชิพ หรือโรงงานว่าต้องผ่านมาตรฐาน Apple เท่านั้น

จากรายงานข่าวเผยว่า ชิพที่ Apple ต้องการให้อุปกรณ์ HomeKit ใช้งานนั้นมีราคาตั้งแต่ 50 เซนต์จนถึง 2 ดอลลาร์ (แต่ซื้อเยอะ ๆ ก็ได้ส่วนลด) รวมถึงตัวชิพ Wi-Fi หรือ Bluetooth ก็ถูกกำหนดให้ใช้งานเช่นกัน และราคาของชิพเหล่านี้สูงกว่าตัวเลือกอื่นในท้องตลาด และถ้านักพัฒนาไม่เลือกใช้ก็จะไม่ผ่านมาตรฐานของ Apple

นอกจากชิพแล้ว โรงงานผลิตอุปกรณ์ก็ต้องได้รับการรับรองจาก Apple เช่นกัน ถ้าหากผลิตในโรงงานที่ไม่ได้รับการรับรอง ก็จะไม่ผ่านมาตรฐาน โดยปัจจุบันโรงงานที่ได้รับการรับรองจาก Apple มีกว่า 800 แห่ง ซึ่งมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เป็นโรงงานผลิตสินค้าประเภทเทคโนโลยีเกี่ยวกับบ้าน

แม้ว่านักพัฒนาจะสามารถขอ Apple ให้รับรองโรงงานตัวเองก็ได้ แต่ก็ถูกปฏิเสธได้เช่นกัน (และอย่างที่รู้กันว่า ในกระบวนการตรวจสอบของ Apple นั้นละเอียดยิบมาก) โดยมีบริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งกล่าวว่า ตอนแรกที่ผลิตอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิของตัวเองก็จะให้สนับสนุน HomeKit ด้วย แต่ว่าโรงงานที่ผลิตนั้นไม่ผ่านมาตรฐาน แม้ว่าโรงงานนั้นจะเป็นบริษัทใหญ่ เป็นผู้ผลิตอย่างถูกต้องที่สามารถผลิตสินค้าเทคโนโลยีภายในบ้านได้

Apple ยังกำหนดให้นักพัฒนาส่งสินค้าที่เสร็จแล้วไปยังสำนักงานใหญ่ที่เมือง Cupertino ด้วย เพื่อทดสอบความเข้ากันได้ ระยะเวลาการทดสอบนี้อาจกินเวลา 3-5 เดือน ซึ่งในช่วงนี้บริษัทห้ามประกาศว่าผลิตภัณฑ์รองรับ HomeKit โดยกระบวนการทดสอบดังกล่าวนั้นดูเหมือนจะละเอียดยิบมาก ยิ่งกว่าการทดสอบอุปกรณ์ตามมาตรฐาน MFi ของ Apple เองอีก


“สำหรับชาวน่าน ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ น่าน ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO น่าน ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

จริงหรือไม่? ผู้ชายไม่สวมกางเกงใน เสี่ยงโรคไส้เลื่อน?

จริงหรือไม่? ผู้ชายไม่สวมกางเกงใน เสี่ยงโรคไส้เลื่อน?คุณผู้ชายหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อโรคนี้กันแล้ว และน่าจะเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า “ไม่สวมกางเกงใน เสี่ยงโรคไส้เลื่อน” กันมาแล้วด้วย แค่ไม่ใส่กางเกงใน ก็เสียงเป็นโรคไส้เลื่อนได้จริงหรือ มีคำตอบให้ค่ะ

โรคไส้เลื่อน มีสาเหตุมาจากอะไร?

โรคไส้เลื่อน เป็นอาการที่ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ อวัยวะภายใน หรือเนื้อเยื่อบางส่วนเคลื่อนตัวยื่นออกมานอกช่องท้อง จากบริเวณที่ผนังหน้าท้องไม่แข็งแรง อาจมีอาการเจ็บ หรือเห็นเป็นลักษณะก้อนๆ ยื่นออกมาให้เห็นได้ชัดเจนจากภายนอกได้

โรคไส้เลื่อน มีกี่ชนิด

ไส้เลื่อนไม่ได้มีชนิดเดียว แต่มีอยู่หลายชนิด โดยแบ่งออกเป็นตำแหน่งที่เกิดไส้เลื่อน มีทั้งไส้เลื่อนบริเวณอัณฑะ ไส้เลื่อนบริเวณผนังหน้าท่องส่วนล่าง ไส้เลื่อนโคนขาหนีบ ไส้เลื่อนบริเวณสะดือ ไส้เสื่อนจากแผลผ่าตัด ไส้เลื่อนกระบังลม และบริเวณอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่อาจพบได้น้อย

ผู้หญิงเป็นโรคไส้เลื่อนได้หรือไม่?

ทุกเพศทุกวัย มีโอกาสเป็นโรคไส้เลื่อนได้หมด หากแต่ผู้ชายอาจมีความเสี่ยงมากกว่าเล็กน้อย จากการใช้ชีวิตโดยมีพฤติกรรมที่รุงแรงต่อผนังหน้าช่องท้องมากกว่าผู้หญิง

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อน

สาเหตุที่ทำให้ผนังหน้าท้องขาดความแข็งแรง จนลำไส้ยื่นออกมาได้ มีดังนี้

  1. มีความผิดปกติของช่องท้องมาตั้งแต่กำเนิด อาจขาดกล้ามเนื้อท้องช่องบางส่วน ทำให้ลำไส้เลื่อนตัว ยื่นออกมานอกช่องท้อง บริเวณระหว่างช่องท่องกับลูกอัณฑะได้มากกว่าคนอื่นๆ
  2. อายุที่มากขึ้น อาจทำให้ผนังหน้าท้องเสื่อมลง จนขาดความแข็งแรง และลำไส้ยื่นออกมานอกช่องท้องได้
  3. เกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงกับหน้าท้อง จนทำให้ผนังหน้าท้องบาดเจ็บ หรือเกิดความเสีบหาย
  4. มีภาวะแรงดันในช่องท้องสูง จากการออกแรงยกของหนัก ไอหรือจามอย่างหนักบ่อยๆ เบ่งอุจจาระหรือปัสสาวะเป็นประจำ จนทำให้มีแรงดันในช่องท้องบ่อยๆ เป็นสาเหตุให้ผนังช่องท้องด้านหน้าถูกทำลายอย่างช้าๆ
  5. ผนังช่องท้องมีความอ่อนแอหลังการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เพราะเนื่อเยื่อในช่องท้องยังบอบบาง และขาดความยืดหยุ่น หากแผลผ่าตัดเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อนมากขึ้น
  6. สูบบุหรี่
  7. เป็นโรคอ้วน

    ดังนั้นการไม่สวมกางเกงใน ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อนแต่อย่างใด

โรคไส้เลื่อน มีอาการอย่างไร?

– ปวดบริเวณที่เกิดไส้เลื่อน ปวดแบบตื้อๆ หน่วงๆ และเป็นๆ หายๆ

– บางรายอาจไม่มีอาการปวดเลย แต่พบก้อนเนื้อนูนๆ ออกมาบริเวณที่เกิดไส้เลื่อน

โรคลำไส้เลื่อน อันตรายมากไหม?

ในกรณีที่เป็นโรคไส้เลื่อน และมีอาการปวดเฉียบพลัน อาจอยู่ในภาวะลำไส้ขาดเลือด อาจต้องทำการผ่าตัดโดยทันที หากปล่อยให้มีอาการลำไส้ขาดเลือดนานๆ อาจทำให้ลำไส้เกิดเนื้อตายและเน่า จนเกิดภาวะแทรกซ้อน ติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้

โรคไส้เลื่อน วิธีป้องกันอย่างไร?

  1. ควบคุมร่างกายไม่ให้มีแรงดันภายในช่องท้องมากเกินไป โดยหยุดอาการไอและจามเรื้อรัง และไม่ออกแรงยกของหนักเกินกำลังอยู่บ่อยๆ
  2. ระมัดระวังไม่ออกกำลังกาย โดยทำให้ผนังช่องท้องด้านหน้าเกิดอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยๆ
  3. หากเพิ่งผ่าตัด ควรงดการออกกำลังกายหนักๆ โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง
  4. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  5. รัปประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ที่เพิ่มกากใยอาหาร เพื่อลดอาการท้องผูก
  6. หากมีอาการผิดปกติ เช่น ท้องผูกบ่อย ปวดท้อง หรือพบก้อนเนื้อนูนผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด

ที่มา>>>Sanook

5 สัญญาณอันตราย เสี่ยง “ต้อลม”

5 สัญญาณอันตราย เสี่ยง “ต้อลม”คุณผู้หญิงคุณผู้ชายที่ปัญหากับค่าสายตา จนต้องใส่แว่น หรือคอนแทคเลนส์อยู่เป็นประจำ รวมไปถึงหนุ่มสาววัยรุ่น และชาวออฟฟิศที่ใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมมากเกินไป อาจเคยมีอาการเคืองตา ตาแห้ง แสบตามาบ้างใช่ไหมคะ บางทีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือน “โรคต้อลม” ที่อาจต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็ได้

โรคต้อลม คืออะไร?

โรคต้อลม เป็นโรคที่เกิดจากอาการเสื่อมของเยื่อบุตาขาวที่พบได้บ่อย มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนูนสีขาวหรือเหลือง มีขนาดเล็ก อยู่ที่บริเวณตาขาวค่อนไปทางหัวตา หรือหางตา (แต่พบที่บริเวณใกล้หัวตามากกว่า) ต้อลมไม่ใช่เนื้องอก แต่หากปล่อยให้มีขนาดใหญ่ขึ้น อาจลุกลามจนกลายเป็นแผ่นเนื้อที่บดบังตาดำ ทำให้การมองเห็นแย่ลง และกลายเป็นต้อเนื้อได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ต้อลม

โรคต้อลม เกิดจากสาเหตุใด?

แม้ว่าจะชื่อว่าต้อลม แต่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากลมแต่อย่างใด ต้อลมเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น รังสียูวีจากแสงแดด หลอดไฟ ฝุ่นควันจากสภาพแวดล้อม หรือความร้อนที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุตาขาว

นอกจากนี้หากมีอาการตาแห้งบ่อยๆ อาจเกิดจาดตาแห้งโดยธรรมชาติ หรือการใส่คอนแทคเลนส์ค่าอมน้ำต่ำ จนทำให้มาการตาแห้ง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคต้อลมได้เหมือนกัน

โรคต้อลม มีอาการอย่างไร?

สัญญาณเตือนว่าคุณอาจเป็นโรคต้อลม มีดังนี้

  1. เคืองตา แสบตา น้ำตาไหล
  2. พบก้อนเนื้อเล็กๆ เหมือนเยื่อๆ คล้ายเยลลี่สีใสอมเหลืองอ่อน ในเยื่อบุตาขาว
  3. อาจตาแดงในบริเวณที่พบก้อนเนื้อ
  4. ยิ่งใช้สายตาในบริเวณที่แดดแรง โดนลม ฝุ่นเข้าตา อาการจะยิ่งแย่ลง
  5. หากมีอาการหนักขึ้น ก้อนเนื้อที่พบขยายใหญ่จนลามไปที่ตาดำ อาจทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง ตาเบลอ มัว มองไม่ค่อยชัดได้

ดังนั้นหากใครที่พบอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่จะลามเป็นต้อเนื้อ โดยอาจได้รับเป็นยามาหยอดตา หรือพักการใช้สายตาให้น้อยลง ลดการใช้คอนแทคเลนส์ หรือหากมีอาการอักเสบมากจนรบกวนการมองเห็น หรือก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ แพทย์อาจพิจารณาวิธีผ่าตัดลอกต้อลมออกเป็นวิธีสุดท้าย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการร้ายแรงถึงขั้นต้องผ่าตัด เพราะฉะนั้นรีบพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุดค่ะ

ที่มา>>>ข่าวสด

5 วิธีทำให้นอนหลับง่าย แถมหลับสบายตลอดคืน

5 วิธีทำให้นอนหลับง่าย แถมหลับสบายตลอดคืนการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นปัจจัยส่งเสริมการมีสุขภาพดี แต่หากเมื่อไรที่เรานอนไม่หลับหรือมีปัญหานอนหลับยาก เห็นทีจะปล่อยปัญหานี้ให้เรื้อรังต่อไปไม่ได้แล้วนะคะ เพราะมันจะมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ทำให้ร่างกายทรุดโทรมและเจ็บป่วยง่าย วันนี้เราเลยนำ 5 มีวิธีทำให้นอนหลับง่ายมาฝาก ต้องทำยังไงบ้าง มาดูกันค่ะ

1.ออกกำลังกายตอนเย็น

การออกกำลังกายไม่ได้มีผลดีต่อคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักแต่เพียงเท่านั้น โดยเฉพาะสำหรับใครที่มีปัญหานอนหลับยาก แนะนำให้ออกกำลังกายในตอนเย็นหรือออกก่อนนอนสัก 4-6 ชั่วโมง ก็จะทำให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย ถึงเวลานอนก็จะนอนหลับง่ายและหลับสนิทอีกด้วย แต่ไม่ควรออกกำลงกายแบบหักโหมเด็ดขาด เพราะแทนที่จะหลับสบายอาจต้องมาทนทรมานกับอาการปวดกล้ามเนื้อจนทำให้นอนหลับไม่สนิทก็เป็นได้

2.แช่ตัวในอ่างน้ำอุ่น

หลังจากเผชิญกับภาวะความตึงเครียดจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน ร่างกายและจิตใจของเราย่อมเกิดความเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา แนะนำให้สร้างความผ่อนคลายง่ายๆ ด้วยการแช่ตัวในอ่างอาบน้ำก่อนนอน และอาจจะหยดลาเวนเดอร์หรือคาโมมายล์ลงไปด้วยสักเล็กน้อย เพื่อให้กลิ่นน้ำมันหอมระเหยดังกล่าวสร้างความรู้สึกสงบสุขและทำให้เราผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาเข้านอนก็จะทำให้นอนหลับง่ายและหลับสบายตลอดคืนด้วยค่ะ

3.ผ่อนคลายสมอง

ก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง คุณควรหยุดทำกิจกรรมต่างๆ เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว จนไม่อยากเข้านอนหรือนอนหลับยาก โดยเฉพาะใครที่มักเครียดบ่อยๆ แนะนำให้ผ่อนคลายสมอง ทำใจปล่อยวาง อาจจะสวดมนต์นั่งสมาธิเพื่อให้สบายใจ วิธีนี้ก็จะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

4.กินอาหารเย็นให้เร็วขึ้น

ควรกินอาหารเย็นก่อนเข้านอนอย่างน้อยประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำการย่อยอาหารให้หมดก่อน ไม่เช่นนั้นแล้ว หากกินอาหารในมื้อดึกซึ่งกินแล้วเข้านอนเลยก็จะทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่น แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อนง่ายขึ้นอีกด้วย หากเกิดอาการดังกล่าวแล้วก็จะยิ่งสร้างความทุกข์ทรมานให้ร่างกายได้เป็นอย่างมาก ทำให้นอนหลับยากและหลับไม่สนิทในที่สุด และอาหารเย็นที่ดีก็ควรเลือกกินอาหารที่เบาๆ ย่อยง่ายจะดีที่สุด วิธีนี้นอกจากทำให้นอนหลับง่ายแล้ว ยังช่วยลดน้ำหนักในตัวได้อีกด้วย

5.กินกล้วยหอมสักลูก

ก่อนนอน นอกจากอาการนอนไม่หลับแล้วยังรู้สึกมีอาการหิวอยู่ลึกๆ แนะนำให้กินกล้วยหอมเลยค่ะ เนื่องจากผิวของกล้วยหอมจะออกฤทธิ์คล้ายกับยานอนหลับ นอกจากนี้ ยังมีกรดอะมิโนแอซิดที่ชื่อ ทริปโตฟาน ที่จะเปลี่ยนมาเป็นเซโรโทนิน (Serotonin) กินแล้วก็จะช่วยผ่อนคลายความเครียดลง และทำให้คุณหลับสบายได้มากยิ่งขึ้น แถมไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย เหมาะสำหรับคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักอย่างยิ่ง

5 วิธีทำให้นอนหลับง่ายเหล่านี้ บอกเลยทำไม่ยากอย่างยิ่ง แถมจะส่งผลทำให้สุขภาพกายและใจดีอีกด้วย ที่สำคัญสาวๆ คนไหนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ยังมีผลทำให้รูปร่างสวยได้อีกต่างหาก

ที่มา>>>ข่าวสด

3 ไอเดียการ์ดแต่งงานสุดสร้างสรรค์ ที่ใครได้รับเป็นต้องประทับใจ

3 ไอเดียการ์ดแต่งงานสุดสร้างสรรค์ ที่ใครได้รับเป็นต้องประทับใจการจัดงานแต่งงานสำหรับสาวๆ เป็นหนึ่งในงานที่มีความสำคัญและทำให้พวกเธอมีความสุขมากที่สุดในชีวิต ดังนั้นก่อนเข้าพิธี การจัดการวางแผนต่างๆ ให้งานแต่งงานดูสมบูรณ์แบบมากที่สุดเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ซึ่งนอกเหนือจากธีมภายในงานแล้ว การ์ดแต่งงานยังเป็นส่วนประกอบที่ห้ามมองข้ามเลยทีเดียว ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่ก็เป็นส่วนประกอบที่ควรมีทั้งนั้น ใครที่มองหาไอเดียสร้างสรรค์ ไม่อยากให้การ์ดดูซ้ำซากจำเจ ลองมาดูความคิดสร้างสรรค์ต่อไปนี้ ที่จะช่วยให้สาวๆ ได้ลองนำไปประยุกต์กับการ์ดของตัวเองกันดูค่ะ

1.การ์ดเชิญที่มาในรูปแบบของชำร่วย

ก่อนที่จะมอบของชำร่วยให้กับแขกที่เข้ามาร่วมงาน ลองเปลี่ยนมาเป็นการ์ดเชิญสุดสร้างสรรค์ แทนที่จะเป็นแผ่นกระดาษธรรมดา อาจจะมาในรูปของสิ่งของให้เข้ากับธีมงานแต่งได้เช่นกัน เช่น การม้วนรายละเอียดของการ์ดแต่งงานใส่ลงในขวดแก้วขนาดเล็กปิดฝาแล้วผูกริบบิ้นให้สวยงาม ก่อนจะมอบให้แขกรับเชิญเอาไปแกะอ่านกันเอาเองจากภายในขวด หรือจะมาในรูปแบบของลูกบอลใสๆ แล้วใส่กระดาษเส้นยาวเขียนเป็นรายละเอียดของงานลงไป นอกจากจะเป็นการ์ดเชิญแล้ว ยังสามารถใช้เป็นของตกแต่งในบ้านที่มีประโยชน์ไปในตัวได้
2.การ์ดเชิญที่มารูปคู่แปะกับซองจดหมาย

การ์ดเชิญที่แม้ว่าดีไซต์จะไม่โดดแหวกแนวมากเกินไป แต่นี่คือหนึ่งในการ์ดที่มีความเรียบง่าย ทว่าแขกรับเชิญที่เปิดออกมาแล้วเป็นต้องอมยิ้ม เพราะภายในการ์ดคือรูปคือในกลิ่นแบบพรีเวดดิ้งแปะเอาไว้อยู่ เป็นชิ้นงานแฮนเมดที่ทำได้ไม่ยาก แต่ตอบโจทย์ความรักระหว่างทั้งสองคนที่สื่อไปถึงผู้รับการ์ดเชิญได้เป็นอย่างดี

3.ใช้ลายนิ้วมือของทั้งคู่ให้เป็นประโยชน์

การ์ดเชิญสุดเรียบง่ายแต่สร้างสรรค์ เป็นการ์ดที่สะท้อนความหมายอะไรบางอย่างอยู่ในตัว ด้วยสัญลักษณ์ที่ใช้ลายนิ้วมือระหว่างคู่บ่าวสาวมาประทับด้วยกัน ให้กลายเป็นรูปหัวใจแบบง่ายๆ แล้วแต่งเติมรายละเอียดลงไป กลายเป็นการ์ดที่ดูโมเดิร์นมีสไตล์ที่ไม่มีใครเหมือนเลยทีเดียว ลายนิ้วมือของทั้งสองที่ประกบเข้าด้วยกัน สื่อถึงความหมายของความรักระหว่างกันได้เป็นอย่างดี เป็นการ์ดเชิญที่แม้จะไม่มีอะไรมากมาย แต่กลับแฝงความหมายของความรัก ที่ใครได้ไปต้องประทับใจอย่างแน่นอน

ที่มา>>>ข่าวสด

รำคาญมั้ย? วิธีปิดแจ้งเตือนและบล็อคคำขอชวนเล่นเกมใน Facebook

รำคาญมั้ย? วิธีปิดแจ้งเตือนและบล็อคคำขอชวนเล่นเกมใน Facebookคำชวนเล่นเกมใน Facebook อาจเป็นที่รำคาญของใครหลายๆ คน แต่เพื่อนเราบางคนก็ชอบเล่นเสียจริง จะ Unfriend หรือบล็อคเลยก็อย่างไรอยู่ แต่ไม่ต้องห่วงครับ วันนี้เรามีวิธีในการบล็อคคำชวนหรือ ​Invite ใน Facebook ง่ายๆ มาให้ใช้กัน

บล็อคเกมที่ไม่ต้องการเล่น

บางทีคนล็อคก็อาจจะอยากเล่นเกมบางเกมก็เป็นได้ (เป็นงั้นไป) แต่ถ้าหากเราไม่ต้องการเล่นแค่เกมบางเกมนั้นก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน

1. เข้าลิ้งก์นี้ https://www.facebook.com/settings?tab=blocking

2. เลื่อนลงมาด้านล่าง หา Block Apps

3. พิมพ์ชื่อเกมที่ไม่ต้องการได้รับคำชวนลงไป

1

นอกจากบล็อคคำชวนเล่นเกมแล้ว เรายังสามารถบล็อคอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น บล็อคผู้ใช้งาน, บล็อคคำชวนไปงาน (event), และบล็อคข้อความ เป็นต้น

บล็อคหมด ไม่เล่นเลย

แต่สำหรับใครที่ไม่ต้องการเล่นเกมอะไรเลย เราสามารถปิดการเชิญชวนได้ทั้งหมด

1. เข้าที่ลิ้งก์นี้ https://www.facebook.com/settings?tab=applications

2. เลื่อนลงมาด้านล่าง หา Game and App Notifications

3. กด Edit เลือก Turn Off

2

สำหรับวิธีทำบนสมาร์ทโฟน

1. เข้าแอป Facebook > Settings > Account Settings

2. เลื่อนลงมา หาแทบ App

3. กดที่ Platform

4. หัวข้อ Game Invites and App Notification ให้เลือกเป็น No

3

เพียงเท่านี้เราก็สามารถปิดคำเชิญการเล่นเกมใน Facebook ได้อย่างสมบูรณ์แล้วครับ


“สำหรับชาวสระบุรี ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ สระบุรี ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO สระบุรี ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

8 อาหารบำบัดความเครียด ดีทั้งต่ออารมณ์และสุขภาพ !

8 อาหารบำบัดความเครียด ดีทั้งต่ออารมณ์และสุขภาพ !ความเครียดเป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นได้ง่ายเสมอ โดยเฉพาะวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันที่มีปัจจัยส่งเสริมกระตุ้นให้เกิดความเครียดมากมายรอบด้าน วันนี้เราเลยจะมาแนะนำ 8 อาหารบำบัดความเครียดกันค่ะ อาหารเหล่านี้นอกจากจะมีส่วนช่วยลดความเครียดได้แล้ว ยังมีส่วนบำรุงสุขภาพ ดูแลรูปร่าง และบำรุงผิวในตัวอีกด้วย เหมาะสำหรับสาวๆ ยุคใหม่อย่างมากทีเดียว ว่าแต่จะมีอาหารใดบ้างนั้น รีบตามมาดูกันเลยดีกว่า

1.กาแฟ

เครื่องดื่มยอดนิยมที่มาพร้อมกลิ่นหอมกรุ่นซึ่งสามารถช่วยเพิ่มสารโดปามีนและซีโรโทนิน โดยเป็นสารเคมีที่จะช่วยบรรเทาอารมณ์ลบๆ ในด้านจิตใจให้ลดลงได้ เพราะฉะนั้น นอกจากดื่มกาแฟเพื่อช่วยกระตุ้นความตื่นตัวให้สมองและร่างกายแล้ว ยังช่วยลดความเครียดลงได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนะคะ

2.แซลมอน

เนื่องจากแซลมอนเป็นแหล่งของโปรตีนเพื่อสุขภาพ และยังเปี่ยมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่จะช่วยต่อกรกับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ได้ดี ทั้งยังช่วยบำรุงสมอง ทำให้คุณสามารถจดจ่อใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดีมากขึ้น เรียกว่าเสริมสร้างสมาธิให้การทำงานของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.ไข่

ไข่ เป็นแหล่งของโปรตีนชั้นเยี่ยม และยังมีวิตามินดีที่จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และยังช่วยลดทอนความเครียดลงได้อีกด้วย นอกจากนี้ ไข่นี่แหละที่นับเป็นอาหารสำหรับคนลดน้ำหนักโดยเฉพาะ ใครอยากลดน้ำหนักได้ผลก็ต้องหมั่นกินไข่เป็นประจำนะคะ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

4.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี ราสป์เบอร์รี เชอร์รีและมัลเบอร์รี ก็ล้วนมีสารที่เรียกว่า แอนโทไซยานินด้วยกันทั้งสั้น โดยสารนี้จะช่วยลดอาการอักเสบ ลดริ้วรอยแห่งวัย และช่วยลดความเครียด นับว่าเป็นผลดีต่อผิวพรรณสาวๆ อย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีประโยชน์ในด้านการลดน้ำหนักอีกด้วย

5.ดาร์กช็อคโกแลต

ดาร์กช็อคโกแลต แหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังมีแมกนีเซียมที่เป็นมิตรในการเสริมสร้างความผ่อนคลายให้สมองได้เป็นอย่างดี ช่วยลดความดันเลือด และกระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดให้ทำงานดีขึ้น เพียงสาวๆ กินโกโก้บาร์ 70% สักก้อนเล็กๆ ก็จะช่วยลดความเครียดลงได้แล้ว ทั้งยังช่วยลดอาการของภาวะ PMS ก่อนช่วงที่จะมีประจำเดือนลงได้อีกด้วย

6.อะโวคาโด

อะโวคาโด ผลไม้เพื่อสุขภาพและช่วยลดน้ำหนักได้ดี เป็นที่นิยมอย่างมากในสาวๆ ขาเฮลตี้ทั้งหลาย สำหรับอะโวคาโดนั้นจะช่วยบำรุงสมอง ช่วยควบคุมอารมณ์ บำรุงผิวพรรณให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น และช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของผิว จึงสามารถป้องกันปัญหาริ้วรอยได้ดีอีกด้วย

7.กล้วย

อยากเติมพลังงานให้ร่างกายแบบไม่ต้องกลัวอ้วน ห้ามมองข้ามกล้วยเด็ดขาดเลยค่ะ เพราะนอกจากเป็นแหล่งของพลังงานแล้ว กล้วยยังมีโพแทสเซียมที่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ลดการอุดตันของเส้นเลือดในสมอง โรคข้ออักเสบและยังเปี่ยมไปด้วยวิตามินบีที่จะช่วยลดความเครียดลงได้อีกด้วย

8.วอลนัท

วอลนัท หรืออาหารในตระกูลถั่วล้วนเป็นอาหารที่มีไขมันชนิดดีต่อร่างกาย สำหรับวอลนัทนั้นก็ยังมีเมลาโทนิน ที่จะช่วยให้นอนหลับง่าย หลับสบายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคเบาหวานและยังมีประสิทธิภาพสามารถต่อสู้กับฮอร์โมนความเครียดได้เป็นอย่างดีอีกด้วยเช่นกัน

ที่มา>>>Sanook

จริงหรือไม่? ผัก 6 ชนิดนี้ ห้ามทาน “ดิบ”

จริงหรือไม่? ผัก 6 ชนิดนี้ ห้ามทาน “ดิบ”เฟซบุ๊ค Jessada Denduangboripant ของอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงผัก 5 ชนิดที่มีข้อมูลแชร์ต่อๆ กันในโลกออนไลน์ว่า ห้ามทาน “ดิบ” เพราะจะอันตรายต่อร่างกาย โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อันที่จริงแล้วผักบางชนิดห้ามทานดิบจริง บางชนิดก็สามารถทานดิบได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน และต้องมีวิธีหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจแฝงมากับผักดังกล่าว

สามารถอ่านข้อมูลอย่างละเอียดจากโพสของอาจารย์เจษฎา ได้ตามด้านล่างเลยค่ะ

____________________

“กะหล่ำปลี ถั่วงอก หน่อไม้และมัน ถั่วฝักยาว และผักโขม … กินดิบได้ แค่ระวังในบางคน”

เรื่องนี้ผมเคยโพสต์เองแล้ว แต่ได้อาจารย์จากสถาบันโภชนาการ มหิดล มาช่วยให้รายละเอียดยืนยันด้วย เลยขอเอามาสรุปอีกที

กะหล่ำปลี – คนปรกติกินดิบได้ จำกัดเฉพาะผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ เพราะสารกอยโตรเจน (Goitrogen) จะขัดขวางการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ แต่ถ้าเอาไปผ่านความร้อน กอยโตรเจนจะสลายไป … ที่ต้องกังวลคือสารเคมีตกค้างได้ ต้องล้างให้ดีก่อนกินดิบ

ถั่วงอก – กินดิบได้ แต่ต้องระวังเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อน ควรล้างให้สะอาดหรือแช่น้ำด่างทับทิมก่อนเพื่อฆ่าเชื้อ คนที่ควรระวังจึงเป็นคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เด็กเล็ก หรือหญิงตั้งครรภ์

 

ถั่วฝักยาว – กินดิบให้ระวังยาฆ่าแมลง โดยเฉพาะพวกยาดูดซึม การล้างธรรมดาอาจไม่เพียงพอ ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สัก 5 นาที อาจทำ 2 ครั้ง หรืออาจหักเป็นท่อนๆ ก่อนแช่

 

หน่อไม้ดิบ และมันสำปะหลัง – อันนี้ห้ามกินดิบจริง เพราะมีสารไซยาไนด์อยู่ตามธรรมชาติ ควรต้มในน้ำเดือดก่อน ประมาณ 10 นาที จะช่วยลดสารพิษได้ 90%

 

ผักโขม – กินดิบได้ ยกเว้นเฉพาะคนที่ขาดธาตุเหล็ก เพราะมีกรดออกซาลิก (Oxalic Acid) จะไปต้านการดูดซึมธาตุเหล็ก และแคลเซียม

ที่มา>>>Sanook