แปลกแต่แซ่บ หม่ำอึ่ง เมนูหน้าฝน! แม่ค้าอุดรฯ ทำขาย กำไรวันละครึ่งหมื่น

แม่ค้าปลาแห้งตลาดที่อุดรธานี แม่เคยทำ “หม่ำอึ่ง” ให้กิน เลยคิดดัดแปลงทำขาย คนกินเห็นเป็นของแปลก ซื้อไปลองลิ้มชิมรส เผยวันหนึ่งขายได้ 20-30 กก. มีรายได้เข้ากระเป๋าร่วมครึ่งหมื่น…

วันที่ 20 พ.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ตลาดสินเจริญ ข้างสะพานข้ามลำห้วยหลวง บ้านสินเจริญ ต.เตาไห อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นตลาดขายปลาและพืชผักที่เก็บมาจากสวน และท้องไร่ ท้องนา ที่ชาวบ้านนำมาขาย ซึ่งในจำนวนสินค้าที่ชาวบ้านนำมาขาย และมีเพียงฤดูฝนเท่านั้นคือ “หม่ำอึ่ง” ซึ่งแขวนขายคู่กับ “หม่ำเนื้อ” ชาวบ้านที่ขับรถผ่านไปมาได้แวะเข้ามาซื้อสินค้า ต่างก็หยุดดูเพราะแปลกตา ไม่เคยเห็น และสอบถามแม่ค้า เมื่อทราบว่าเป็น “หม่ำอึ่ง” บางคนก็ซื้อไปรับประทาน เพราะอยากลองชิมรสชาติ แต่บางคนแค่มองดู เพราะเห็นเป็นของแปลกนางดวงปี มั่งมูล อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 6 ต.เตาไห อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี เล่าว่า ปกติตนจะทำ หม่ำเนื้อขาย แต่พอถึงฤดูฝนคือช่วงเดือนพฤษภาคม ชาวบ้านจะพากันออกไปจับอึ่งที่ออกมาเล่นน้ำและผสมพันธ์ุมาขายเป็นจำนวนมาก มีทั้งอึ่งยางหรืออึ่งบ้าน และ อึ่งเพ้า นำมาทำอาหารทั้งปิ้ง ย่าง ต้ม กินกันในครอบครัว ชาวบ้านบางคนออกไปจับอึ่งขายเป็นอาชีพ ขายกิโลกรัมละ 140 บาท ส่วนตนพ่อแม่เคยพาจับอึ่งมาทำอาหารให้กินมาตั้งแต่เด็ก แต่พออึ่งมีมากกินไม่ทัน แม่เลยทำ “หม่ำอึ่ง” เก็บไว้กินนานๆ ถือว่าเป็นการถนอมอาหารอีกด้วย“ยึดอาชีพขายปลาแห้ง และทำหม่ำเนื้อขายที่ตลาดสินเจริญ มาประมาณ 20 ปี แต่เห็นว่าอึ่งมีจำนวนมาก จึงคิดทำ หม่ำอึ่ง ที่เคยกินมาตั้งแต่เด็กมาแขวนขาย ครั้งแรกทำ 1 กก. หรือ 30 ตัว ขายตัวละ 10 บาท มีชาวบ้านซื้อไปกินเป็นอาหาร และเป็นกับแกล้ม ส่วนลูกค้าที่ขับรถมาจากต่างจังหวัด เห็นหม่ำอึ่งที่แขวนขาย ก็จะมาสอบถาม เพราะไม่เคยเห็นและไม่เคยกิน บางคนซื้อกลับไปกินและเป็นของฝาก ทำให้ต้องเพิ่มการทำ หม่ำอึ่ง เป็นวันละ 20-30 กก. ขายประมาณ 2 วันก็หมด โดยมีชาวบ้านจับอึ่งมาขายให้ กก.ละ 140 บาท”ส่วนวิธีการทำหม่ำอึ่ง นางดวงปี บอกว่า จะนำอึ่งมาปาดท้องเอาเครื่องในออก นำไปล้างและเข้าเครื่องบดให้ละเอียด ไปผสมคลุกเคล้ากับข้าวเหนียวนึ่ง กระเทียม ตะไคร้ ใบมะกรูด เกลือ และเครื่องปรุงรส จนได้รสตามที่ต้องการแล้วพักเอาไว้ จากนั้นก็นำอีกตัวไปตัดหัวควักเครื่องในออก ล้างให้สะอาด และนำเครื่องที่ปรุงไว้มายัดใส่อึ่ง เมื่อยัดเต็มท้องแล้วก็นำเชือกมามัด นำไปผึ่งแดดประมาณ 2 วันก็เป็น “หม่ำอึ่ง” นำมาปิ้ง ย่าง อบ ทอด รับประทานได้แล้ว โดยแขวนขาย ตัวละ 20 บาท ทำให้มีรายได้ดีวันละ 5,000-6,000 บาทเลยทีเดียว.

ที่มา>>>Thairath

ลำขนาด อย่าพลาด! เห็ดถอบ-เค่า-อึ่ง-กบ ต้องกินตอนนี้เท่านั้น

ชาวบ้านลำพูน พะเยา ใช้โอกาสเดียวในรอบปี หลังจากมีฝนตกลงมา ออกหาเห็ดถอบจับอึ่ง เค่า (ชื่อเฉพาะถิ่น) กบ มาขายให้คนหาซื้อไปทำอาหารรสเด็ด ที่จะต้องกินในช่วงนี้เท่านั้น ตลาดเช้าสุดคึกคัก เต็มไปด้วยเสียงร้อง โอ๊บๆ อ๊อบๆ…

วันที่ 19 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มีฝนตกลงมา ทำให้ชาวบ้านใน อ.แม่ทา จ.ลำพูน พากันออกหาเห็ดถอบบนดอยมาขาย สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี ตกลิตรละ 250 บาท ในช่วงนี้ โดยเฉพาะแหล่งรวมเห็ดถอบบริเวณตลาดอุ๊ยทา ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จ.ลำพูน มีลูกค้าที่ขับขี่รถผ่านไปมา บนถนนเชียงใหม่-ลำปาง ต่างพากันแวะตลาดซื้อเห็ดถอบกันเนืองแน่น รถจอดข้างทางยาวเหยียด

ขณะเดียวกัน ทั้ง 2 ฟากถนน ทั้งขามุ่งหน้าสู่ตัวเมืองลำพูน และขาออก สู่ จ.ลำปาง เขต ต.ทาปลาดุก อ.แม่ทา แม่ค้าได้นำเห็ดถอบ มาวางขายกันทุกวันสามารถขายได้ราคาดี ตกลิตรละ ตั้งแต่ 150 – 250 บาทแล้วแต่ขนาดของลิตรหรือกระป๋องที่ใช้ตักตวงนางสุข มหาพรหม แม่ค้าขายเห็ดถอบ กล่าวว่า ทุกวันตนจะไปรับซื้อเห็ดถอบที่เพิ่งออกได้ประมาณ 1 สัปดาห์มาวางขายริมถนนเพื่อให้ลูกค้าที่เลิกงานซื้อไปรับประทาน ขายดิบขายดี ส่วนราคานั้นจะตกอยู่ที่ ลิตรเล็ก 150 บาท ลิตรใหญ่ 250 บาท ซึ่งขณะนี้เห็ดจะมีความนุ่มหอมอร่อย เนื่องจากเพิ่งออกใหม่จากดอย แต่หลังจากนี้ไปก็จะแก่บ้างตามช่วงอายุที่มันออก ข้างในจะดำ เหนียวบ้าง แต่จะแนะนำให้หาซื้อกินในช่วงนี้เพราะเห็ดถอบจะอ่อน เนื้อข้างในขาว จึงมีรสชาติที่อร่อย

13364668871336466897l

ส่วนที่ จ.พะเยา หลังจากมีฝนตกลงมา ชาวบ้านได้ออกจับเค่า (ชื่อเฉพาะถิ่น) อึ่ง กบ ออกขายได้ราคาดี และ 1 ปีมีเพียงครั้งเดียว โดยบรรยากาศตามตลาดสดเช้าทั้งในเมืองและตามชุมชนหมู่บ้านมีแม่ค้าพากันเอาเค่าและอึ่งที่จับได้นำมาวางขายโดยใส่ภาชนะและถุงพลาสติก แบ่งเป็นถุงวางขายร้องโอ๊บๆ อ๊อบๆ เป็นที่สนใจซื้อไปประกอบอาหาร เพราะใน 1 ปีจะมีเพียง 1 ครั้ง โดยเค่า มีรสชาติอร่อยโดยเฉพาะตัวเมียจะมีไข่เต็มท้อง และราคาแพงกว่าตัวผู้ ส่วนอึ่งอ่างนั้น รสชาติใกล้เคียงเค่า แล้วแต่คนจะชอบ ราคาซื้อขาย เค่า จะขายเป็นคู่ๆ ตัวเมียคู่ละ 50-80 บาท ส่วนตัวผู้คู่ละ 20-40 บาท ส่วนอึ่ง ราคาใกล้เคียงกันทั้งนี้ เค่าและอึ่งปกติจะไม่มีให้เห็น จะเก็บตัวในรูตามท้องไร่ท้องนาป่าเขา เป็นปีๆ พอถึงช่วงเข้าฤดูฝนหรือฝนตก ทั้งเค่าและอึ่งจะพากันออกมาจากรูส่งเสียงร้องเพื่อเรียกหาคู่เพื่อผสมพันธุ์กันตามวงจรชีวิต และให้คนได้จับมากินมาขายกันทุกปี โดยเฉพาะคนภาคเหนือ นิยมซื้อหรือจับมาทำเป็นอาหารเมนูเด็ดแกงเค่า แกงอึ่ง.

ที่มา>>>Thairath

ปลัดหนุ่มชีวิตดี๊ดี! ปลูกอัญชันริมรั้ว เก็บดอกขายมีรายได้ตลอดปี

ปลัดหนุ่มทำหน้าที่เลขาฯ ผวจ.สุโขทัย ใช้ชีวิตพอเพียง เดินตามแนวทางพระราชดำริฯ ปลูกอัญชันไว้ริมรั้ว เก็บดอกตากแห้งขาย รายได้วันละ 200-300 บาท มีให้เก็บตลอดทั้งปี พบสรรพคุณเพียบ ทั้งแก้เบาหวาน ลดมะเร็ง ปลูกผม ฯลฯ…

วันที่ 14 พ.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 323 บ้านทุ่งพล้อ ม.9 ต.ป่างิ้ว อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย หลังทราบว่ามีปลัดอำเภอหนุ่ม ดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการปลูกต้นอัญชันเอาไว้ริมรั้ว เก็บดอกมาตากแห้งส่งขายที่กรุงเทพฯ หารายได้เสริมให้กับครอบครัว

ที่บ้านหลังดังกล่าว ได้พบกับ นายพีรกุล พูลเพิ่ม หรือ ป.พีช อายุ 29 ปี เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ ปฏิบัติหน้าที่ เลขานุการ นายปิติ แก้วสลับสี ผวจ.สุโขทัย กำลังสาละวนอยู่กับการเดินเก็บดอกอัญชัน ซึ่งกำลังบานสะพรั่งสีม่วง อยู่บริเวณรั้วที่เป็นแนวยาวรอบตัวบ้านนายพีรกุล เล่าว่าได้แนวคิดมาจากโครงการผักสวนครัวรั้วกินได้ ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิต ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทดลองปลูกอัญชันที่เป็นพืชทนแดดทนฝน เจริญเติบโตง่าย มีสรรพคุณทางยามาแต่โบราณ สามารถดัดแปลงทำเป็นน้ำสมุนไพรและอาหารได้อีกหลายอย่าง เอาไว้ที่บริเวณรั้วรอบบ้าน ซึ่งเป็นแนวยาวกว่า 40 เมตร ปรากฏว่า อัญชันออกดอกให้เก็บได้ตลอดทั้งปี ล่าสุดมีพ่อค้ามารับซื้อดอกแห้งถึงบ้านเพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูปที่กรุงเทพฯ นำไปเป็นส่วนผสมผลิตภัณฑ์แชมพูสระผม ครีมนวดผม โดยให้ราคาสูงถึง กก.ละ 200-300 บาท ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์และคุณภาพของดอก“ทุกเช้าจะเดินเก็บดอกอัญชันสดจากริมรั้วที่ได้ขนาดแล้ว วันหนึ่งเก็บได้ประมาณ 4-5 กก. จากนั้นนำมาใส่กระด้งวางผึ่งแดดกลางแจ้งให้ดอกแห้ง ใช้เวลาเพียง 1-2 วัน ก็สามารถส่งขายได้แล้ว โดยดอกอัญชันสดน้ำหนัก 5 กก. เมื่อตากแดดแห้งแล้วจะเหลือน้ำหนักเพียง 1 กก.เท่านั้น ทำให้ปัจจุบันมีรายได้เสริมจากการเก็บดอกอัญชันมาตากแห้งขาย วันละ 200-300 บาท” ปลัดหนุ่มกล่าว

สำหรับสรรพคุณทางยาของดอกอัญชันนั้นมีมากมาย เช่น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากในดอกอัญชันมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน สร้างภูมิต้านทาน ช่วยล้างสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย มีส่วนช่วยบำรุงสายตาในการชะลอวัยและริ้วรอยแห่งวัย ช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบ บำรุงสายตา แก้อาการตาฟาง ช่วยรักษาอาการผมร่วง และยังใช้เป็นยาปลูกผม ปลูกผมช่วยให้ดกดำเงางามยิ่งขึ้นอีกด้วย.

ที่มา>>>Thairath

รู้จัก “เมืองคุราชิกิ” ของ “ญี่ปุ่น” แหล่ง “ผลิตยีนส์ดีที่สุดในโลก”

ย้อนกลับไปกว่า 300 ปีที่แล้ว โคจิม่า ในเมืองคุราชิกิ จังหวัดโอกายามะ เป็นพื้นที่น้ำเค็มเนื่องจากการถมทลักของน้ำทะเล จนเกิดเป็นแอ่งเกลือขนาดใหญ่ เป็นเหตุให้เริ่มการเพาะปลูกฝ้ายในพื้นที่นี้ได้ดี ทำให้เมืองคุราชิกิเป็นเมืองอันดับ 1 ในด้านผลิตภัณฑ์จากฝ้าย อย่าง ทาบิ ถุงเท้าแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม หรือฮานปู เสื้อผ้าเนื้อหยาบสำหรับใส่ออกเรือ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพิเศษ และเมื่อวัฒนธรรม ยีนส์ ตีตลาดแฟชั่นญี่ปุ่น จึงเกิดเป็นการสร้างสรรค์ยีนส์แบบฉบับของคนญี่ปุ่น จนกลายเป็นเดนิมญี่ปุ่น อีกหนึ่งนิยามเดนิมคุณภาพพรีเมียม“คุราชิกิ” จึงเป็นเมืองที่ได้รับสมญานามว่าเป็นแหล่งผลิตยีนส์ที่ดีที่สุดในโลก!!ม.ร.คะโอริ อิโต นายกเทศมนตรีเมืองคุราชิกิ จึงจัดงาน “เจแปน คุราชิกิ เดนิม แฟร์” เทศกาลเดนิมจากเมืองคุราชิกิ ที่ขึ้นชื่อว่าเมืองที่ผลิตยีนส์ที่ดีที่สุดในโลก มาไว้ที่ควอเทียร์ แกลอรี่ ชั้นเอ็ม ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ ให้คนไทยได้สัมผัสกัน พร้อมขนเอาแบรนด์ยีนส์ชื่อดังของเมืองคุราชิกิ 9 แบรนด์ มาร่วมออกแสดง อาทิDenim Closet ยีนส์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับผู้หญิง สวมใส่สบายและปิดจุดบกพร่องต่างๆของสาวๆ

E Jeans โรงงานผลิตยีนส์แบบดั้งเดิมที่ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์สุดหรูกว่า 250 แบรนด์ทั่วโลก

Senio แบรนด์ที่เน้นการตัดเย็บด้วยด้ายใหญ่พิเศษ พร้อมตะเข็บขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกแบบยีนส์ดั้งเดิม

Betty Smith ผู้ผลิตกางเกงยีนส์สำหรับผู้หญิงเจ้าแรกของญี่ปุ่น

เหตุแห่งความโด่งดังของยีนส์ที่นี่นั้น นั่นเป็นเพราะคุณสมบัติมากมายอย่าง การใช้สุดยอดเทคนิคจากช่างฝีมือและการเย็บวัตถุดิบที่หนัก และแข็งแรง พร้อมมีวิธีการย้อมสีครามสไตล์ญี่ปุ่นที่เรียกว่า โซเมะ ทั้งยังออกแบบรูปทรงเป็นอย่างดี พร้อมการติดเย็บแบบพิเศษเพื่อให้โครงร่างของเรียวขาสวยงาม

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มออฟฟิศทำเกษตรขำๆ กำไรเดือนละแสน

“จบมัณฑนศิลป์ เปิดบริษัทรับจ้างออกแบบเป็นของตัวเอง แต่เจ๊ง เลยไปเป็นกุ๊กอยู่อเมริกาหลายปี กลับมาทำกิมจิขาย แต่ผักที่นำมาทำกิมจิ ใช้ได้แค่ครึ่งเดียวที่เหลือต้องทิ้ง รู้สึกเสียดาย คิดหาวิธีการทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ ไปหาความรู้ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ปิ๊งไอเดียเลี้ยงไส้เดือนย่อยสลายผัก เริ่มเลี้ยงจากแค่ 5-10 กะละมัง ในโรงรถ ทำไป ทำมาปุ๋ยมูลไส้เดือนมีมาก ไม่รู้เอาไปทำอะไร เลยชักชวนเพื่อนที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศกินเงินเดือนอีก 4 คน มานั่งคุยกันว่า เราน่าจะเอาเวลาว่างมาปลูกผัก เพื่อเอาปุ๋ยไปใช้กันดีกว่า”

ชารีย์ บุญญวินิจ อดีตหนุ่มออฟฟิศ วัย 28 ปี ที่หันมาเอาดี เลี้ยงไส้เดือน เผยว่า การรวมตัว 5 คน ที่ไม่เคยมีความรู้ในเรื่องการเกษตรมาก่อนเลย ลองคิดทำกันเล่นๆ แบบขำๆ ตั้งฟาร์มขึ้น 5 ฟาร์มขนาดเล็กๆ มีทั้งฟาร์มผักสลัด หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด ฟาร์มกุ้ง และฟาร์มไส้เดือน มีพื้นที่อยู่ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด คิดทำอะไรที่ง่ายๆ ไม่ต้องใหญ่โตเท่าไหร่ ไม่ต้องลงทุนสูง แต่ทำให้ดี ให้น่าสนใจ และที่ สำคัญให้เพียงพอกับพื้นที่อยู่อาศัย“ผลผลิตที่ได้นำมารวมกันขายที่หน้าฟาร์มสมาคมชมเดือน หน้าบ้านผมนี่แหละ อีกทางหนึ่งฝากขายตามร้านอาหาร เปิดขายทางเว็บไซต์ สมาคมชมเดือน และ LINE:uncleree แม้จะมีรายได้มากขึ้น พวกเราก็ยังไม่หยุดนิ่ง ยังคงช่วยกันขยายพื้นที่ทำกันไปเรื่อยๆ ไม่เคยเหนื่อยกับการทำเกษตร เพราะมันเห็นผลดีด้วยรายได้เดือนละแสน แถมตัวเราเองยังได้บริโภคพืชผักปลอดภัยที่ปลูกด้วยตนเอง”สำหรับ ชารีย์ ใช้โรงรถบ้านในซอยเพชรเกษม 46 บางหว้า กรุงเทพฯ เป็นจุดเริ่มเพาะขยายพันธุ์ไส้เดือน กะละมังซักผ้า 1 ใบ ใส่ขี้วัวลงไป 5 กก.ใส่ผัก 5-6 กก. และนำไส้เดือน 500 ตัว หรือประมาณครึ่ง กก.ใส่ลงไปแล้วพรมน้ำให้เกิดความชุ่มชื้นทิ้งไว้ 1 เดือน ได้ปุ๋ยร่วม 10 กก…จนโรงรถมีที่ไม่พอ ต้องขยายเพราะแค่การเลี้ยงไส้เดือนขายเป็นปุ๋ย ราคา ณ ตอนนี้อยู่ที่ตันละ 15,000 บาท ทุกวันนี้มีออเดอร์นำไปใส่บ่อเลี้ยงกุ้งเพื่อ บำบัดน้ำเสียเดือนละ 80 ตัน ขายไส้เดือนเป็นๆ กก.ละ 1,000 บาท เดือนละ 150 กก. ขายชุดเลี้ยงไส้เดือน 600 บาทต่อชุด พร้อมจัดส่งถึงบ้านอีกเดือนละ 40 ชุด เปิดอบรมการเลี้ยงไส้เดือนให้ผู้สนใจเดือนละ 60 คน รวมรายได้แล้วล้านกว่าๆ หักลบกลบหนี้และต้นทุน จะเหลือกำไรราวๆห้าแสน นำมาหารแบ่งเฉลี่ยกัน 5 คน รับไปคนละ 100,000 บาทต่อเดือนมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับอีกต่างหาก …นี่เฉพาะเลี้ยงไส้เดือนเท่านั้นนะ

อยากเรียนรู้ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศ หันมาทำเกษตรเล่นๆ แต่สร้างรายได้หลักเดือนละแสน ทำกันยังไง ไปสัมผัสพบตัวตนคนเป็นๆ
ได้ในงาน Fresh Food From Farms ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 15 พ.ค. ณ บริเวณน้ำพุชั้น 1ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์.

ที่มา>>>Thairath

‘สุไหงโก-ลก’ น้ำแห้ง สันทรายโผล่ ชาวบ้านแห่เล่นน้ำคลายร้อน

น้ำแห้ง ‘สุไหงโก-ลก’ หลังประสบภัยแล้งมา 1 เดือน ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำโก-ลก ลดลงต่อเนื่อง จนมีสันทรายโผล่ ชาวบ้านแห่เล่นน้ำคลายร้อนกันอย่างคึกคัก

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ประสบกับปัญหาภัยแล้งมานานกว่า 1 เดือน จนทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลก ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลก ขณะนี้ต่ำกว่าตลิ่ง 5.32 เมตร และสูงกว่าพื้นน้ำประมาณ 30 เซนติเมตร จนต้องมีการสร้างฝายเพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้เป็นน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปาแม่น้ำโกลกแห้ง ประชาชนลงเล่นน้ำคลายร้อน

ขณะที่ ริมแม่น้ำโก-ลก ชุมชนบือเร็ง เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก มีประชาชนกว่า 500 คน เดินทางไปเล่นน้ำในแม่น้ำโก-ลก ที่ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องจนมีสันทรายโผล่ขึ้นมา และสามารถลงไปเล่นน้ำคลายร้อนได้อย่างสนุกสนาน ทำให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ที่ทราบข่าวพาบุตรหลานและสมาชิกในครอบครัวเดินทางมาเล่นน้ำในช่วงอากาศร้อนอบอ้าวอย่างไม่ขาดสาย และมีพ่อค้าแม่ค้านำอาหารเครื่องดื่มมาจำหน่ายสร้างร้ายได้กันอย่างคึกคัก โดยจากการสอบถามพบว่าสร้างรายได้เฉลี่ยวันละ 1,000-2,000 บาทประชาชนที่ นราธิวาส ถ่ายเซลฟี่ ขณะลงเล่นน้ำคลายร้อน

ที่มา>>>Thairath

รายได้ดี! ชาวนาหันคาสู้ภัยแล้ง เก็บผักตบชวาขาย ได้กำไรอื้อ

ภัยแล้งขยายวงกว้าง! เกษตรกรในพื้นที่หันคา จ.ชัยนาท ไม่สามารถเพาะปลูกได้ เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ หลายครอบครัวหันเก็บผักตบชวาตามห้วย หนอง คลอง บึงขาย ได้กำไรงาม วันละ 500-600 บ.

วันที่ 20 เม.ย.59 สภาวะภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ยังคงขยายวงกว้างและทวีความรุนแรง ตรวจสอบระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พบว่า ระดับน้ำเหนือเขื่อนทรงตัวอยู่ที่ 14.11 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ขณะที่ ระดับน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ 5.96 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อผลักดันน้ำเค็ม รักษาระบบนิเวศ และเพื่อการผลิตน้ำประปาในพื้นที่ภาคกลางและ กทม. และไม่มีท่าที หรือนโยบาย ที่จะส่งน้ำให้เกษตรกร แต่อย่างใดขณะเดียวกันในพื้นที่ ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา ที่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากตกอยู่ในสภาวะภัยแล้ง ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการทำเกษตรกรรม เกษตรกรหลายครอบครัว จึงหันมาเก็บก้านผักตบชวาที่มีอยู่มากมายตามห้วย หนอง คลองบึง เพื่อนำมาตากแห้ง ส่งขายให้ผู้ผลิตเครื่องจักสานจากผักตบชวา ทั้งในและนอกพื้นที่ ราคากลางผักตบชวาที่ตากแห้งแล้วจะตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ 18 บาท ซึ่งชาวบ้านสามารถมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเฉลี่ยวันละ 500-600 บาท โดยลงทุนเพียงเรือ 1 ลำ และแรงงานของคนในครอบครัว ที่ช่วยกันตัด ตากแห้งและมัดรวมขาย ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำเงินได้ในช่วงวิกฤตการณ์ภัยแล้งขณะนี้

ที่มา>>>Thairath

หน้าร้อน! ทำแคนตาลูปหวานกรอบ ยอดสั่งซื้อเพียบ หวั่นไม่พอขาย

ชาวสวนอรัญฯ เผย อากาศแห้งแล้งส่งผลให้แคนตาลูปหวานกรอบ อร่อย ทำให้มียอดสั่งจองเข้ามามาก หวั่นไม่พอขาย นทท.ในงาน ‘ของดีเมืองอรัญประเทศ ‘ ชี้ ถึงจะขายดี แต่ไม่ขึ้นราคา

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด เนื่องจากภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยทั่วไป แต่กลับเป็นผลดีสำหรับชาวสวนแคนตาลูปเนื่องจากทำให้แตงมีรสชาติกอบและหอมหวานอย่างมาก เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ทำให้ชาวสวนแตงที่ปลูกแคนตาลูปต่างยิ้มออก เนื่องจากมีคนสั่งจองแคนตาลูปกันอย่างมากมาย แต่ชาวสวนก็ไม่ยอมเก็บแตงออกไปขาย เนื่องจากกลัวไม่มีแตงจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวงานแคนตาลูปของดีเมืองอรัญประเทศ ในวันที่ 6-15 เม.ย. 59ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปยังไร่แคนตาลูปของ นางเพ็ญ มิตรผักแว่น อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15/5 กม.2 ฝั่งซ้ายถนนสุวรรณศร ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งที่ไร่ของนางเพ็ญ ได้ปลูกแคนตาลูปเอาไว้หลากหลายชนิด แต่ละชนิดกำลังเก็บขายได้ นางเพ็ญ พาผู้สื่อข่าวเข้าไปชมในแปลงแคนตาลูป พบว่า แม้ในปีนี้จะแล้งอย่างหนักหน่วง แต่แคนตาลูปกลับไม่เป็นอะไร กลับออกผลผลิตจำนวนมาก นางเพ็ญบอกว่า ปีนี้ต้องซื้อน้ำมารด หมดไปกว่า 1 หมื่นบาทเลยทีเดียว แต่ก็ยังคุ้มกับการลงทุน เพราะเป็นอาชีพของเรา จะไปทำอย่างอื่นก็ไม่ถนัด ซึ่งในไร่มีพันธุ์ เมลอน เกตนิว เป็นต้น

ด้าน นายสำเริง วงษ์ป้อม เกษตรอำเภออรัญประเทศ กล่าวว่า ส่วนที่แผงขายแคนตาลูป บริเวณริมถนนสุวรรณศร ขาเข้าเมืองอรัญประเทศ พบว่า พ่อค้าแม่ค้า ต่างนำผลแคนตาลูปมาวางขายกันเป็นจำนวนมาก และขายดีเช่นเดียวกัน ได้รับจากเจ้าของแผงจำหน่ายแคนตาลูป ว่า ปีนี้อากาศร้อนมากและแห้งแล้ง แต่กลับเป็นผลดีกับแคนตาลูป เพราะว่า เนื้อแตงจะกรอบและหอมหวานมากกว่าทุกๆ ปี ทำให้ตอนนี้แตงขายดีมาก แต่ก็ไม่ได้ขึ้นราคา ยังขายอยู่ในราคาเดิม คือ 3 กก./ร้อย และ 4 กก./ร้อย แต่ถ้าเป็นเมลอนก็จะขายในราคาดีมาก สำหรับกลุ่มที่ปลูกแตงขายในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จำนวน 10 ราย ทางเกษตรได้ให้ความรู้ในการปลูกแตง และใช้ยาให้ถูกวิถี ไม่ให้สารตกค้างเพื่อความปลอดภัยกับผู้บริโภคดังกล่าว

ที่มา>>>Thairath

ครม.ไฟเขียว ลดหย่อนภาษีกินข้าวนอกบ้าน ช่วงสงกรานต์

เพื่อสนองมาตรการจัดเต็มของรัฐบาลและให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดเกี่ยวกับการนำรายจ่ายค่าอาหาร ที่พักและบริการนำเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ มาใช้ลดหย่อนภาษี ดังนั้น วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ มานำเสนอแบบเข้าใจง่ายๆ รวมทั้งกรณีนำค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับท่องเที่ยวภายในประเทศทั้งปีมาลดหย่อนภาษีเด้งที่ 2 ด้วย.

ที่มา>>>Thairath

Seed Money เงินทุนตั้งต้น เพื่อเพาะต้นกล้าธุรกิจยุคโซเชียล

 * Seed Money เงินทุนตั้งต้น เพื่อเพาะต้นกล้าธุรกิจยุคโซเชียล *

ธุรกิจยุคโซเชียล

กิจการไหนที่ผู้ก่อตั้งมี “ทุน” ในการดำเนินการมากเพียงพออยู่แล้ว ถือว่าเป็นความได้เปรียบของกิจการนั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการหลายรายก็ไม่ได้เริ่มต้นจากการมีทุนจำนวนมาก แต่ก็สามารถใช้ทุนเริ่มต้นจำนวนน้อย ๆ ที่มีอยู่ ค่อย ๆ เพาะเลี้ยงจนกิจการเติบโตขึ้นมาประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

Seed แปลว่า เมล็ดพันธุ์ คำว่า Seed Money เป็นศัพท์ที่รู้จักกันแพร่หลายว่า เป็นเงินทุนที่มาลงทุนในกิจการตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มอย่างมาก มักจะเป็นช่วงที่บริษัทเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งมักจะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ หรือบางทีมีแต่รายจ่ายอย่างเดียวเสียด้วยซ้ำ

Seed Money จึงไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่เป็นเงินที่จำเป็นต่อการเริ่มต้น

ผู้ประกอบการหลายคนเริ่มจากเงินเก็บส่วนตัว เงินที่พ่อแม่หรือครอบครัว เพื่อนฝูง คนเคยรู้จักและมีความสัมพันธ์กันเป็นการส่วนตัวทำมาลงทุนให้ ไล่ไปจนถึงนักลงทุนที่ใจถึงกล้าเสี่ยงพอที่จะลงทุนในระยะเริ่มต้นขนาดนี้ จนมีฉายาเรียกนักลงทุนแนวนี้ว่า “Angel” (นางฟ้า เทวดา) กันเลยทีเดียว เพราะช่วงที่มีความเสี่ยงที่สุดคือช่วงเพาะต้นกล้านี่แหละ

ต้นกล้าบางต้นก็ไม่สามารถโตขึ้นมาเป็นกิจการ เป็นบริการ และผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันในตลาดได้จริงและก็ใช้เงินทุนหมดไป

แต่บางต้นก็สามารถเติบโตจนสามารถยืนได้อย่างมั่นคงหรือพร้อมที่จะระดมทุนในรอบต่อไปเพื่อขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้น

ในอดีตนั้นกิจการมีข้อจำกัดมากในการหาเงินมาลงทุน แต่ในยุคปัจจุบันเรามีทางเลือกมากมายในการหาทุนตั้งแต่ Seed Money, Venture Capital (VC. – ธุรกิจเงินร่วมลงทุน) ไปจนถึงการระดมทุนจากมวลชน เช่น Crowdfunding ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีที่ตลาดทางการเงินเปิดกว้างมากขึ้นและมีรูปแบบแปลก ๆ ใหม่ ๆ ให้เราได้ศึกษากันในรายละเอียดต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจกลเม็ด เทคนิค เคล็ดลับ เพิ่มศักยภาพการทำธุรกิจ Start Up หรือธุรกิจในยุคโซเชียลมีเดียฮอตสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดขายของออนไลน์ หรือขายผ่านเฟซบุ๊ก ยังมีข้อมูลดี ๆ เด็ด ๆ น่าสนใจอีกมาก พร้อมเอามาตีแผ่เปิดเผย บวกกับลงมือเวิร์กช็อปเน้นลงมือกันจริง ๆ ที่งานสัมมนา “กลยุทธ์บุกธุรกิจยุคโซเชียล” (Social Media Strategy for Business Startup)

จัดขึ้นวันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคมที่จะถึงนี้ เวลา 09.00-17.00 น. ณ โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด (ถนนรัชดาภิเษก)

ระหว่างเข้าร่วมสัมมนา จะได้พบกับกลยุทธ์บุกธุรกิจยุคโซเชียล เผยกลยุทธ์สำหรับธุรกิจ Startup ในยุคดิจิทัลแนวใหม่ สร้างก้าวแรกธุรกิจคุณให้มั่นใจ เน้นนำความรู้ไปใช้งานได้จริง เสริมในสิ่งที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

สิ่งที่จะได้รับจากการสัมมนาครั้งนี้ มีหลายเทคนิคเปิดประตูสู่ความสำเร็จ อาทิ