ชาวเกษตรกรสกลนคร แห่ปลูกมะม่วง “งามเมืองย่า” ราคาดีรายได้ปีละหลายแสน

 เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรตำบลบัวสว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เริ่มหันมาปลูกพืชที่ทำรายได้ ได้แก่มะม่วงพันธุ์ “งามเมืองย่า” กันเป็นจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ พบกับนายทองปาน พิมพ์พานิช อายุ 64 ปี เกษตรกรบ้านคำประมง หมู่ที่ 4 ตำบลบัวสว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร นายทองปาน เปิดเผยว่า มีพื้นที่ 32 ไร่ เริ่มทำสวนโดยมุ่งเน้นยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงน้อมนำมาใช้ในครอบครัว มีการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ไว้เป็นอาหารในครัวเรือน ทั้งควาย เป็ดไก่ ปลาในบ่อ  และปลูกพืชทุกชนิดไว้กิน ที่เหลือนำไปจำหน่ายสร้างายได้ให้ครอบครัว ปัจจุบันพืชที่ทำรายได้คือมะม่วง พันธุ์ “งามเมืองย่า” จำนวนหนึ่งมาปลูก โดยพันธุ์ดังกล่าวได้มาจากการไปสั่งซื้อที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เมื่อประมาณ ปี 2551 โดยติดต่อซื้อกิ่งพันธุ์มาลงทดลองปลูก ซึ่งปลูกได้ดีในสภาพดินในพื้นที่ และยังเป็นมะม่วงกินได้ทั้งผลสุกและดิบ ต่อมาเมื่อเริ่มให้ผลผลิตลูกโตเฉลี่ย 1 กิโลกรัมต่อลูก จำหน่ายกิโลกรัมละ 40 บาท เกษตรกรหลายรายมาติดต่อขอซื้อพันธุ์ จึงทำการตัดต่อเสียบต้นขายพันธุ์ ต้นละ 200 บาท สามารถขายทั้งต้นพันธุ์และผลได้ปีละกว่า 2 แสนบาท ทำมาตั้งปี 2552

ส่วนที่มาของชื่อพันธุ์ “งามเมืองย่า” เจ้าของพันธุ์บอกว่าเป็นมะม่วงที่มีผลงาม และต้นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นเมืองย่าโม จึงได้ชื่อว่า “งามเมืองย่า” ขณะนี้พบว่ามีเกษตรกรหลายรายมาติดต่อขอซื้อพันธุ์มะม่วง กันจำนวนมากจนทำแทบไม่ทัน เนื่องจากเห็นว่าออกผลโต ราคาดี ขายง่ายเป็นที่ต้องการของตลาดมาก

ปัจจุบันในสวนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้การทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ นอกจากมีมะม่วงแล้ว ขณะนี้ยังได้ปลูกอินทะผาลัม จำนวนกว่า 100 ต้นและเริ่มให้ผลผลิตแล้วในขณะนี้ ทั้งนี้ไม่รวมพืชอย่างอื่นเช่นกล้วยหอมทอง พุทรา พันธุดี ด้วย อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรท่านใดสนใจหรืออยากศึกษาสามารถติดได้ที่ คุณลุงทองปาน พิมพ์พานิช บ้านคำประมง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้ทุกวัน

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มออฟฟิศทำเกษตรขำๆ กำไรเดือนละแสน

“จบมัณฑนศิลป์ เปิดบริษัทรับจ้างออกแบบเป็นของตัวเอง แต่เจ๊ง เลยไปเป็นกุ๊กอยู่อเมริกาหลายปี กลับมาทำกิมจิขาย แต่ผักที่นำมาทำกิมจิ ใช้ได้แค่ครึ่งเดียวที่เหลือต้องทิ้ง รู้สึกเสียดาย คิดหาวิธีการทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ ไปหาความรู้ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ปิ๊งไอเดียเลี้ยงไส้เดือนย่อยสลายผัก เริ่มเลี้ยงจากแค่ 5-10 กะละมัง ในโรงรถ ทำไป ทำมาปุ๋ยมูลไส้เดือนมีมาก ไม่รู้เอาไปทำอะไร เลยชักชวนเพื่อนที่เป็นมนุษย์ออฟฟิศกินเงินเดือนอีก 4 คน มานั่งคุยกันว่า เราน่าจะเอาเวลาว่างมาปลูกผัก เพื่อเอาปุ๋ยไปใช้กันดีกว่า”

ชารีย์ บุญญวินิจ อดีตหนุ่มออฟฟิศ วัย 28 ปี ที่หันมาเอาดี เลี้ยงไส้เดือน เผยว่า การรวมตัว 5 คน ที่ไม่เคยมีความรู้ในเรื่องการเกษตรมาก่อนเลย ลองคิดทำกันเล่นๆ แบบขำๆ ตั้งฟาร์มขึ้น 5 ฟาร์มขนาดเล็กๆ มีทั้งฟาร์มผักสลัด หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด ฟาร์มกุ้ง และฟาร์มไส้เดือน มีพื้นที่อยู่ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด คิดทำอะไรที่ง่ายๆ ไม่ต้องใหญ่โตเท่าไหร่ ไม่ต้องลงทุนสูง แต่ทำให้ดี ให้น่าสนใจ และที่ สำคัญให้เพียงพอกับพื้นที่อยู่อาศัย“ผลผลิตที่ได้นำมารวมกันขายที่หน้าฟาร์มสมาคมชมเดือน หน้าบ้านผมนี่แหละ อีกทางหนึ่งฝากขายตามร้านอาหาร เปิดขายทางเว็บไซต์ สมาคมชมเดือน และ LINE:uncleree แม้จะมีรายได้มากขึ้น พวกเราก็ยังไม่หยุดนิ่ง ยังคงช่วยกันขยายพื้นที่ทำกันไปเรื่อยๆ ไม่เคยเหนื่อยกับการทำเกษตร เพราะมันเห็นผลดีด้วยรายได้เดือนละแสน แถมตัวเราเองยังได้บริโภคพืชผักปลอดภัยที่ปลูกด้วยตนเอง”สำหรับ ชารีย์ ใช้โรงรถบ้านในซอยเพชรเกษม 46 บางหว้า กรุงเทพฯ เป็นจุดเริ่มเพาะขยายพันธุ์ไส้เดือน กะละมังซักผ้า 1 ใบ ใส่ขี้วัวลงไป 5 กก.ใส่ผัก 5-6 กก. และนำไส้เดือน 500 ตัว หรือประมาณครึ่ง กก.ใส่ลงไปแล้วพรมน้ำให้เกิดความชุ่มชื้นทิ้งไว้ 1 เดือน ได้ปุ๋ยร่วม 10 กก…จนโรงรถมีที่ไม่พอ ต้องขยายเพราะแค่การเลี้ยงไส้เดือนขายเป็นปุ๋ย ราคา ณ ตอนนี้อยู่ที่ตันละ 15,000 บาท ทุกวันนี้มีออเดอร์นำไปใส่บ่อเลี้ยงกุ้งเพื่อ บำบัดน้ำเสียเดือนละ 80 ตัน ขายไส้เดือนเป็นๆ กก.ละ 1,000 บาท เดือนละ 150 กก. ขายชุดเลี้ยงไส้เดือน 600 บาทต่อชุด พร้อมจัดส่งถึงบ้านอีกเดือนละ 40 ชุด เปิดอบรมการเลี้ยงไส้เดือนให้ผู้สนใจเดือนละ 60 คน รวมรายได้แล้วล้านกว่าๆ หักลบกลบหนี้และต้นทุน จะเหลือกำไรราวๆห้าแสน นำมาหารแบ่งเฉลี่ยกัน 5 คน รับไปคนละ 100,000 บาทต่อเดือนมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับอีกต่างหาก …นี่เฉพาะเลี้ยงไส้เดือนเท่านั้นนะ

อยากเรียนรู้ชีวิตมนุษย์ออฟฟิศ หันมาทำเกษตรเล่นๆ แต่สร้างรายได้หลักเดือนละแสน ทำกันยังไง ไปสัมผัสพบตัวตนคนเป็นๆ
ได้ในงาน Fresh Food From Farms ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 15 พ.ค. ณ บริเวณน้ำพุชั้น 1ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์.

ที่มา>>>Thairath

รายได้ดี! ชาวนาหันคาสู้ภัยแล้ง เก็บผักตบชวาขาย ได้กำไรอื้อ

ภัยแล้งขยายวงกว้าง! เกษตรกรในพื้นที่หันคา จ.ชัยนาท ไม่สามารถเพาะปลูกได้ เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ หลายครอบครัวหันเก็บผักตบชวาตามห้วย หนอง คลอง บึงขาย ได้กำไรงาม วันละ 500-600 บ.

วันที่ 20 เม.ย.59 สภาวะภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ยังคงขยายวงกว้างและทวีความรุนแรง ตรวจสอบระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พบว่า ระดับน้ำเหนือเขื่อนทรงตัวอยู่ที่ 14.11 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ขณะที่ ระดับน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ 5.96 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อผลักดันน้ำเค็ม รักษาระบบนิเวศ และเพื่อการผลิตน้ำประปาในพื้นที่ภาคกลางและ กทม. และไม่มีท่าที หรือนโยบาย ที่จะส่งน้ำให้เกษตรกร แต่อย่างใดขณะเดียวกันในพื้นที่ ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา ที่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากตกอยู่ในสภาวะภัยแล้ง ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการทำเกษตรกรรม เกษตรกรหลายครอบครัว จึงหันมาเก็บก้านผักตบชวาที่มีอยู่มากมายตามห้วย หนอง คลองบึง เพื่อนำมาตากแห้ง ส่งขายให้ผู้ผลิตเครื่องจักสานจากผักตบชวา ทั้งในและนอกพื้นที่ ราคากลางผักตบชวาที่ตากแห้งแล้วจะตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ 18 บาท ซึ่งชาวบ้านสามารถมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเฉลี่ยวันละ 500-600 บาท โดยลงทุนเพียงเรือ 1 ลำ และแรงงานของคนในครอบครัว ที่ช่วยกันตัด ตากแห้งและมัดรวมขาย ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำเงินได้ในช่วงวิกฤตการณ์ภัยแล้งขณะนี้

ที่มา>>>Thairath

หน้าร้อน! ทำแคนตาลูปหวานกรอบ ยอดสั่งซื้อเพียบ หวั่นไม่พอขาย

ชาวสวนอรัญฯ เผย อากาศแห้งแล้งส่งผลให้แคนตาลูปหวานกรอบ อร่อย ทำให้มียอดสั่งจองเข้ามามาก หวั่นไม่พอขาย นทท.ในงาน ‘ของดีเมืองอรัญประเทศ ‘ ชี้ ถึงจะขายดี แต่ไม่ขึ้นราคา

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด เนื่องจากภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยทั่วไป แต่กลับเป็นผลดีสำหรับชาวสวนแคนตาลูปเนื่องจากทำให้แตงมีรสชาติกอบและหอมหวานอย่างมาก เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ทำให้ชาวสวนแตงที่ปลูกแคนตาลูปต่างยิ้มออก เนื่องจากมีคนสั่งจองแคนตาลูปกันอย่างมากมาย แต่ชาวสวนก็ไม่ยอมเก็บแตงออกไปขาย เนื่องจากกลัวไม่มีแตงจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวงานแคนตาลูปของดีเมืองอรัญประเทศ ในวันที่ 6-15 เม.ย. 59ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปยังไร่แคนตาลูปของ นางเพ็ญ มิตรผักแว่น อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15/5 กม.2 ฝั่งซ้ายถนนสุวรรณศร ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งที่ไร่ของนางเพ็ญ ได้ปลูกแคนตาลูปเอาไว้หลากหลายชนิด แต่ละชนิดกำลังเก็บขายได้ นางเพ็ญ พาผู้สื่อข่าวเข้าไปชมในแปลงแคนตาลูป พบว่า แม้ในปีนี้จะแล้งอย่างหนักหน่วง แต่แคนตาลูปกลับไม่เป็นอะไร กลับออกผลผลิตจำนวนมาก นางเพ็ญบอกว่า ปีนี้ต้องซื้อน้ำมารด หมดไปกว่า 1 หมื่นบาทเลยทีเดียว แต่ก็ยังคุ้มกับการลงทุน เพราะเป็นอาชีพของเรา จะไปทำอย่างอื่นก็ไม่ถนัด ซึ่งในไร่มีพันธุ์ เมลอน เกตนิว เป็นต้น

ด้าน นายสำเริง วงษ์ป้อม เกษตรอำเภออรัญประเทศ กล่าวว่า ส่วนที่แผงขายแคนตาลูป บริเวณริมถนนสุวรรณศร ขาเข้าเมืองอรัญประเทศ พบว่า พ่อค้าแม่ค้า ต่างนำผลแคนตาลูปมาวางขายกันเป็นจำนวนมาก และขายดีเช่นเดียวกัน ได้รับจากเจ้าของแผงจำหน่ายแคนตาลูป ว่า ปีนี้อากาศร้อนมากและแห้งแล้ง แต่กลับเป็นผลดีกับแคนตาลูป เพราะว่า เนื้อแตงจะกรอบและหอมหวานมากกว่าทุกๆ ปี ทำให้ตอนนี้แตงขายดีมาก แต่ก็ไม่ได้ขึ้นราคา ยังขายอยู่ในราคาเดิม คือ 3 กก./ร้อย และ 4 กก./ร้อย แต่ถ้าเป็นเมลอนก็จะขายในราคาดีมาก สำหรับกลุ่มที่ปลูกแตงขายในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จำนวน 10 ราย ทางเกษตรได้ให้ความรู้ในการปลูกแตง และใช้ยาให้ถูกวิถี ไม่ให้สารตกค้างเพื่อความปลอดภัยกับผู้บริโภคดังกล่าว

ที่มา>>>Thairath