คู่รักต้องอ่าน! 5 ข้อดีจากการแยกห้องนอนที่คุณคิดไม่ถึง

คู่รักต้องอ่าน! 5 ข้อดีจากการแยกห้องนอนที่คุณคิดไม่ถึงหลังจากใช้ชีวิตการแต่งงานกันมาหลายปีของคู่สามีภรรยา การแยกห้องนอนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะในยุคสมัยนี้อะไรก็ได้เปลี่ยนไปมาก ซึ่งในเรื่องของการนอนหลับพักผ่อนนั้น มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในรายละเอียดอีกมาก วันนี้เราลองมาดูข้อดีของการแยกห้องนอนกันว่ามีอะไรบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าการนอนแยกห้องนอนกับคนรัก บ้างครั้งมันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดเลย

1.มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ทุกคนก็ต่างโหยหาความเป็นส่วนตัว ซึ่งการทำตัวติดกัน หรืออยู่บ้านเดียวกันตลอดเวลา ก็อาจทำให้เรารู้สึกว่าขาดอิสรภาพหรือพื้นที่ส่วนตัวไปบ้าง ดังนั้นการแยกห้องนอน ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยทำให้เรารู้สึกว่ามีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น อยากทำอะไรก็สามารถทำได้อย่างอิสระ โดยไม่ได้รบกวนอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเสียอีก เพราะจะได้ทำให้ได้คิดถึงกันมากขึ้นกว่าเดิม

2.ทำให้นอนหลับได้สนิทมากขึ้น

หลังจากที่คบหาดูใจกัน จนติดสินใจแต่งงานกัน ก็ต้องมานอนร่วมห้องเดียวกัน ซึ่งในช่วงเวลากลางคืนนั้น บางคนอาจประสบกับปัญหาการนอน เช่น เป็นคนนอนหลับยาก แต่ตื่นง่าย หรือบางคนนอนกรน หรือนอนดิ้น ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งถูกรบกวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้นอนหลับไม่สนิท ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งเรื่องของอารมณ์ และสุขภาพ ซึ่งอย่ามองข้ามเรื่องพวกนี้ เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ได้ ดังนั้นการแยกห้องนอนจึงเป็นทางออกที่ดี

3.ช่วยยืดความสัมพันธ์

การแยกห้องนอนนั้น นอกจากจะส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจแล้ว มันยังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์เรื่องอื่น ๆ ทำให้ชีวิตคู่มีความสุข ไม่หงุดหงิดใส่กัน ซึ่งทำให้เรามีเวลาทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำมากขึ้น ทำให้เราสามารถบริหารเวลาส่วนตัวและเวลาที่ต้องใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ทุกอย่างอยู่ในจุดสมดุล และทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นจนสังเกตได้

4.หมดปัญหาเรื่องการตกแต่งห้องนอน

ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะรสนิยมในการตกแต่งห้องนอน ซึ่งถ้าหากเราได้นอนในห้องนอนแบบที่เราชื่นชอบ ก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการนอนหลับของเรา ทำให้นอนหลับได้สนิทมายิ่งขึ้น ซึ่งหากคุณกับคู่รักมีรสนิยมในการตกแต่งห้องนอนที่ไม่เหมือนกัน การแยกห้องนอนถือว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุด

5.ทำให้เซ็กส์มีความเร่าร้อนขึ้น

การแยกกันนอนจะทำให้คุณรู้สึกคิดถึงคู่ของคุณมากขึ้น แถมยังช่วยเปลี่ยนบรรยากาศ ทำให้รู้สึกตื่นเต้นเวลามีเซ็กส์อีกด้วย รับรองว่ากลับมามีเซ็กส์ครั้งหน้าจะต้องเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ไม่เบื่อแน่นอน

การแยกห้องนอนนั้น เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาชีวิตคู่ สำหรับคู่แต่งงานที่แต่งงานกันมาหลายปีแล้ว ซึ่งจะช่วยทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นได้ในระยะยาว เพราะการนอนหลับพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ และการมีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น จะทำให้เรามีความสุข จึงส่งผลทำให้ปัญหาชีวิตคู่น้อยลงนั่นเอง

ที่มา>>>Sanook

“นิ่วน้ำลาย” คืออะไร อันตรายหรือไม่?

“นิ่วน้ำลาย” คืออะไร อันตรายหรือไม่?หากพูดถึงโรคนิ่ว ทุกคนคงนึกถึงโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี หรือนิ่วในไต แต่อาจมีอีกโรคหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่เคยได้ยิน นั่นก็คือ “นิ่วน้ำลาย” หรือ “นิ่วในต่อมน้ำลาย” นั่นเอง อาการเป็นอย่างไร อันตรายมากน้อยแค่ไหน และมีวิธีป้องกันอย่างไร มาดูกันค่ะ

นิ่วน้ำลาย คืออะไร?

นิ่วน้ำลาย หรือนิ่วในต่อมน้ำลาย เป็นอาการผิดปกติของท่อน้ำลายที่มีการอุดตัน จนทำให้น้ำลายไม่สามารถไหลออกมาให้ความชุ่มชื้นภายในปากได้ตามปกติ เมื่อมีอาการคั่งของน้ำลายมากๆ อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด และอาจติดเชื้อ จนกลายเป็นผนังท่อน้ำลายอักเสบ หรือเป็นฝีได้

นิ่วน้ำลาย เกิดจากสาเหตุใด?

นิ่วน้ำลาย อาจยังไม่สามารถหาสาเหตุที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่ชัด แต่เกิดขึ้นจากการสะสมขององค์ประกอบทางเคมีในน้ำลาย ส่วนใหญ่เป็นแคลเซียม อาจเกี่ยวข้องกับการสร้างน้ำลายลดลงและ/หรือมีผนังท่อน้ำลายหนา ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ยังหาสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ไม่ขัดเจน

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคนิ่วน้ำลาย

ถึงแม้ว่าเราจะยังหาสาเหตุที่เกิดโรคนิ่วน้ำลายได้ไม่ชัดเจน แต่เราพอจะทราบปัจจัยเสี่ยงที่เป็นการกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้มากขึ้น นั่นคือ การดื่มน้ำน้อย การใช้ยาบางชนิด เช่น กลุ่มยาต้านฮีสตามีน ยาลดความดันโลหิต ยาทางจิตเวช และยาควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ หรืออาจเกิดขึ้นจากอาการบาดเจ็บ กระทบกระแทกของต่อมน้ำลาย จนทำให้น้ำลายคั่ง จนเกิดเป็นนิ่ว ขัดขวางการไหลของน้ำลาย จนทำให้ท่อน้ำลายอุดตันได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นิ่วน้ำลาย

วิธีป้องกันจากโรคนิ่วน้ำลาย

วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้เราห่างไกลจากโรคนิ่วน้ำลาย คือการดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน อย่าให้ร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ รักษาความสะอาดในช่องปาก ทั้งฟัน เหงือก และลิ้น และหากพบอาการอักเสบ ปวด หรือบวมในบริเวณช่องปาก เหงือก หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้รีบปรึกษาแพทย์ในทันที โดยอาจเลือกแพทย์เฉพาะทางที่ดูแลเกี่ยวกับ หู คอ จมูก

วิธีดูแลตัวเอง เมื่อเป็นนิ่วน้ำลาย

วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการหลั่งของน้ำลาย สามารถทำได้โดยการประคบบริเวณที่ปวดด้วยน้ำอุ่น ใช้มือรีดข้างแก้ม คาง และบริเวณด้านข้างลงมาตามแนวแก้ม ดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีรสชาติเปรี้ยว เพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลาย ซึ่งอาจช่วยให้ก้อนนิ่วเล็กๆ หลุดออกมาได้ แต่หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ อาจต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : รองศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา ทองประดิษฐ์โชติ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

5 เคล็ดลับแก้ปัญหาพุงป่อง เมื่อมีประจำเดือน

5 เคล็ดลับแก้ปัญหาพุงป่อง เมื่อมีประจำเดือนเมื่อมีประจำเดือน หลายคนมักจะเจอกับปัญหาพุงป่อง จนทำให้แทบอยากจะร้องไห้กันเลยทีเดียว แถมหลังหมดประจำเดือน เจ้าพุงน้อยๆ ก็ไม่ยอมยุบตามลงไปอีกต่างหาก วันนี้เรามี 5 เคล็ดลับ ที่จะช่วยคุณจัดการกับปัญหาพุงป่องได้อย่างอยู่หมัดมาแนะนำกัน รับรองว่าแม้วันมีประจำเดือน หน้าท้องของคุณก็จะเรียบสวย ไม่มีไขมันหน้าท้องมากวนใจอย่างแน่นอน

1.เลี่ยงการใส่ผงชูรสในอาหาร

ผงชูรส เป็นตัวการที่ทำให้ร่างกายดูบวมและอืดมากขึ้น แถมยังรู้สึกอึดอัดเคลื่อนไหวไม่ค่อยคล่องตัวอีกด้วย เพราะฉะนั้นช่วงนี้ห้ามใส่ผงชูรสในอาหารเด็ดขาด และควรเลี่ยงขนมหรืออาหารที่มีผงชูรสเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะพวกขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย

2.ดื่มน้ำให้มากที่สุด

เพราะการดื่มน้ำน้อยจะทำให้ร่างกายเกิดการอุ้มน้ำเอาไว้ เป็นผลให้พุงป่องและร่างกายดูบวมขึ้น ดังนั้นหากคุณอยากมีหุ่นสวย พร้อมด้วยสุขภาพที่ดีล่ะก็ ควรดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อย 2 ลิตรขึ้นไป เมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ กลไกต่างๆ ก็จะทำงานตามปกติ จึงไม่ทำให้พุงป่องนั่นเอง3.เลี่ยงเมนูทอด หรือเมนูที่มีน้ำมัน

ช่วงมีประจำเดือน เป็นช่วงที่พุงป่องได้ง่ายอยู่แล้ว ดังนั้นหากยิ่งทานอาหารที่มีน้ำมันเยิ้มเข้าไปอีก ก็จะทำให้พุงป่องได้ง่ายกว่าเดิม เพราะไขมันถูกย่อยสลายออกมาไม่ทัน จึงไปสะสมอยู่ที่ลำไส้และทำให้พุงป่องได้นั่นเอง แถมไม่แน่นะ ไขมันเหล่านั้นอาจถูกนำไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนทำให้เกิดเซลลูไลท์อีกด้วย

4.ลดการกินเค็มลงหน่อย

ความเค็มก็เหมือนกับผงชูรสที่เป็นสาเหตุให้พุงป่องขึ้น แต่การจะงดกินเค็มซะเลย ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณในอนาคตได้ ดังนั้นแนะนำให้แค่ลดการกินเค็มก็พอ เพราะแค่กินเค็มน้อยลง ก็ไม่ทำให้พุงป่องขึ้นมาแล้ว แถมดีต่อสุขภาพ ห่างไกลจากโรคร้ายอย่างโรคไตด้วย

5.เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ

ช่วงมีประจำเดือน อาจจะออกกำลังกายไม่ค่อยสะดวกนัก แต่คุณสามารถใช้วิธีการเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ เพื่อเผาผลาญไขมันในร่างกาย และป้องกันไม่ให้พุงป่องได้เหมือนกัน ซึ่งทำได้ด้วยการ เดินเร็ว ทำงานบ้านจุกจิกทั้งวัน เล่นโยคะ เป็นต้น

แค่ทำตาม 5 เคล็ดลับนี้ ปัญหาพุงป่องเมื่อมีประจำเดือนก็จะหมดไป โดยไม่ต้องกังวลเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นใครที่มักจะต้องเจอกับปัญหานี้เป็นประจำเมื่อมีรอบเดือน ก็ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กันดู และทีสำคัญอย่าลืมควมคุมอาหารเพื่อผลลัพธ์ที่น่าพอยิ่งขึ้นด้วย

ที่มา>>>Sanook

5 วิธีที่คนรวยคิด เขาคิดอย่างไร ทำไมถึงรวยเป็นกอบเป็นกำ

5 วิธีที่คนรวยคิด เขาคิดอย่างไร ทำไมถึงรวยเป็นกอบเป็นกำมันไม่ใช่แค่ยอดคงเหลือในบัญชีธนาคารเท่านั้น ที่เป็นตัวแบ่งแยกคนชนชั้นกลางกับคนที่ร่ำรวย แต่สิ่งที่แยกคนชนชั้นกลางออกจากคนรวยด้วยก็คือ ความคิดที่แตกต่างกันในเรื่องของเงิน วิธีที่คุณคิด และสิ่งที่คุณเชื่อเกี่ยวกับเงิน วันนี้ MoneyGuru.co.th จะพาไปดูวิธีที่คนรวยคิดกันค่ะ ว่าเขาคิดอย่างไร ทำไมถึงทำให้พวกเขาร่ำรวยกันเป็นกอบเป็นกำขนาดนั้น!

พวกเขาบอกว่าตัวเองไม่มีปัญหาเรื่องเงิน

คนที่ร่ำรวยมักบอกกับตัวเองว่าพวกเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงิน แม้ว่าพวกเขาจะมีปัญหาเรื่องเงินจริง ๆ ก็ตาม นอกจากนี้คนที่ร่ำรวยยังไม่กลัวที่จะเอาเงินของตัวเองไปลงทุนอีกด้วย อีกทั้งคนรวยรู้ว่าไม่ควรที่จะละลายเงินไปกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สำคัญ และที่คนรวยมักบอกกับตัวเองว่าไม่มีปัญหาเรื่องเงิน นั่นก็เพราะเขารู้อยู่เสมอว่าเงินของพวกเขาจะไปอยู่กับการลงทุน เพื่อที่จะทำให้การลงทุนเหล่านั้นทำกำไรให้พวกเขา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เงิน การ์ตูน

พวกเขาตั้งความคาดหวังสูง

ในขณะที่คนชนชั้นกลางมักจะกำหนดความคาดหวังทางการเงินของพวกเขาต่ำ เพื่อให้พวกเขาไม่ผิดหวังหากไม่ได้อย่างที่ใจคิด แต่คนรวยมักตั้งความหวังเรื่องการเงินไว้สูง ซึ่งเมื่อพวกเขาตั้งความคาดหวังทางการเงินไว้สูงแล้ว พวกเขาก็มักจะกำหนดเป้าหมาย และเริ่มมองหาวิธีการที่พวกเขาจะได้รับเงินตามที่พวกเขาคาดหวังนั่นเองค่ะ

พวกเขาคิดว่าการทำเงินเป็นเกม

คนที่รวยคิดว่าธุรกิจ ชีวิต และรายได้เป็นเกม และมันเป็นเกมที่พวกเขาจะต้องชนะด้วย นี่คือเหตุผลที่เศรษฐียังคงออกไปทำงานทุกวัน เพื่อไล่ตามความสำเร็จของพวกเขาต่อไป การ “เล่นเกม” ของพวกเขาผลักดันให้พวกเขาเพิ่มระดับของความคาดหวัง พวกเขาจะตื่นเต้นอย่างมาก หากพวกเขาทำงานและอื่น ๆ ที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เงิน การ์ตูน

พวกเขาเห็นว่าเงินเป็นเพื่อน

คนที่รวยมักจะคิดว่าเงินคือหนึ่งในพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา พวกเขาคิดว่าเงินคือเพื่อนที่มีอำนาจมากที่สุด อีกทั้งคนที่ร่ำรวยยังเชื่อว่าเงินจะสามารถแก้ปัญหา และซื้อความสงบของจิตใจได้ ในขณะที่คนชนชั้นกลางจะเห็นว่าเงินเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายที่ไม่มีที่สิ้นสุด และเห็นว่าเงินเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่จะต้องทนกับมัน

พวกเขาปิดกั้นความกลัว

คนที่ร่ำรวยมักคิดว่าความกลัวไม่มีอยู่จริง คนรวยมักจะคิดว่าทุก ๆ สิ่งในโลกย่อมเป็นไปได้สำหรับพวกเขาเสมอ ทุก ๆ ความฝันของพวกเขาอาจจะดูเหมือนบ้าคลั่งก็จริง แต่เชื่อไหมว่าพวกเขาสามารถทำได้ ดังนั้นในการดำเนินงานคุณจะต้องออกจาก comfort zone ของคุณเสียก่อน นักคิดระดับโลกได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าการจะเป็นเศรษฐีมันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ดังนั้นเราต้องปิดกั้นความกลัวของเราให้ได้เสียก่อนค่ะ

การจะเป็นคนรวยไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแค่เราคิดให้แตกต่างก็เท่านั้นค่ะ และหากคุณต้องการอ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเงิน บัตรเครดิต รถยนต์ และประกันรถยนต์ คุณสามารถกด Subscribe ทีนี่ได้เลยค่ะ MoneyGuru.co.th จะส่งสาระความรู้ดี ๆ แบบนี้ตรงถึงอีเมลของคุณทุก ๆ สัปดาห์

ที่มา>>>Sanook

5 ตัวการทำผิวแห้งที่คุณอาจนึกไม่ถึง

5 ตัวการทำผิวแห้งที่คุณอาจนึกไม่ถึง

ด้วยสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ทำให้ปัจจัยที่ส่งผลให้ผิวของคุณเสียเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของผิวแห้งแตกเป็นขุย ที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ยิ่งในสภาพอากาศแบบนี้ด้วยแล้วล่ะก็ ถ้าไม่ระวังในการเลือกของหรือปฏิบัติตัวบางอย่างแล้วล่ะก็ อาจจะทำให้ผิวของเราแห้งเสียกันง่ายๆ เลย เพราะหลายๆ สิ่งที่ทำให้ผิวของคุณแห้งเสียเกิดจากสาเหตุบางอย่างที่ผู้หญิงอย่างเราอาจไม่ได้ระวัง

จะเป็นอะไรกันบ้างนั้น มาลองดูกันเลย

– สบู่ที่มีคุณสมบัติแอนตี้แบคทีเรียหรือสบู่ระงับกลิ่นตัว
หลายๆ ครั้งที่ผู้หญิงอย่างเรามักจะชอบเลือกอะไรที่ทำให้รู้สึกสะอาดกว่าทั่วไปเสมอๆ อย่างพวกอะไรที่บอกว่า “Anti-
Bacteria” หรือช่วยระงับกลิ่นกายรู้ไว้เลยว่าเจ้าส่วนผสมที่ทำให้เรารู้สึกว่าอาบแล้วสะอาดกว่านี่ล่ะ เป็นตัวการที่ทำให้ผิวแห้งได้ง่ายๆ เลย เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงเจ้าโปรดักต์เหล่านี้ในหน้าหนาวนี้ด้วยนะ

– การว่ายน้ำ
อาจจะเป็นข่าวร้ายอยู่สักหน่อยสำหรับสาวๆ ที่รักในการออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ แต่อย่าลืมว่าสารเคมีอย่างคลอรีนที่อยู่ในสระน้ำนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่พรากเอาความชุ่มชื้นของผิวไปจากคุณอย่างง่ายดาย
หรือใครที่คิดว่าถ้าอย่างนั้นเราว่ายน้ำทะเลน่าจะดีกว่า อยากบอกว่านั่นก็ไม่ใช่ทางออกเหมือนกัน เพราะความเค็มเป็นสิ่งที่ทำให้ผิวแห้งและส่งผลเสียในระยะยาวยิ่งกว่าว่ายน้ำในสระเสียอีก

 – ต้องเดินทางด้วยเครื่องบินบ่อยๆ
เพราะอากาศบนเครื่องบินนั้นไม่ได้ถ่ายเท หรือไม่มีแรงดันที่เป็นปกติเหมือนสภาพอากาศภาคพื้นที่เราอยู่กัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุของผิวแห้ง ดังนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำสาวๆ ให้พกโลชั่นเอาไว้สำหรับเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวตลอดการเดินทาง

 – ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เชื่อว่าสาวๆ นักดื่มหลายคนต้องเคยสังเกตตัวเองแน่นอนว่าหลังจากคืนที่ต้องดื่มหนักๆ คุณจะรู้สึกกระหายน้ำมากกว่าปกติ นั่นก็เพราะว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นมีผลทำให้ร่างกายของคุณรู้สึกขาดน้ำ และส่งผลกระทบต่อผิวของคุณเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ตามมาอีกทอด
ดูได้ง่ายๆ ว่าตอนเช้าที่ตื่นมาคุณจะเห็นผิวหน้าของตัวเองที่ไม่สดใสเหมือนเคย นั่นล่ะ! ผลของการดื่มซึ่งมีผลต่อสุขภาพผิวในระยะยาวด้วย

– อาบน้ำอุ่น
แม้ว่าในฤดูหนาวแบบนี้ การอาบน้ำอุ่นจะเป็นอะไรที่ฟินสุดๆ แต่รู้หรือไม่ว่าการอาบน้ำอุ่นนานเกินไป จะทำให้ผิวแห้ง แตกลอก ระคายเคือง และรูขุมขนกว้างขึ้น เพราะน้ำอุ่นจะชะล้างน้ำมันบนผิวออกไป ทางที่ดี ถ้าอยากอาบน้ำอุ่น ควรใช้เวลาอาบเพียง 10 – 15 นาทีเท่านั้น แล้วหลังจากอาบน้ำอุ่นเสร็จก็ควรอาบน้ำเย็นซ้ำอีกครั้งเพื่อปิดรูขุมขน และทาโลชั่นบำรุงผิวหลังอาบน้ำ เพื่อคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว

เห็นไหมว่าสิ่งที่เราบอกแต่ละอย่าง หลายๆ คนอาจจะไม่เคยคาดคิดถึงผลเสียต่อผิวเลย ดังนั้น ถ้าหลีกเลี่ยงบางปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ สาวๆ ควรมีตัวช่วยที่เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง อย่างการใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันอโวคาโด ที่มีคุณสมบัติช่วยเติมและล็อกความชุ่มชื้นเอาไว้ได้ในชั้นผิว ทำให้ยังสามารถเก็บรักษาความชุ่มชื้นและสารบำรุงต่างๆเอาไว้ได้ตลอดวัน อย่างเช่นนีเวีย บอดี้ มิลค์ โลชั่นเนื้อน้ำนมที่เราใช้แล้วติดใจจนอยากบอกต่อ

นีเวีย บอดี้ มิลค์ แตกต่างกับบอดี้โลชั่นแบบธรรมดาตรงที่สามารถเข้าฟื้นบำรุงผิวแห้งและมอบความชุ่มชื้นแก่ผิวอย่างล้ำลึก ดังนั้นแค่เรารู้จักเลือกใช้โลชั่นบำรุงผิวที่ช่วยปกป้องผิวไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น…คราวนี้ไม่ว่าจะต้องเจอกิจกรรมแบบไหนหรือต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่พรากความชุ่มชื้นของผิวไป ก็สามารถคืนสุขภาพให้กับผิวได้ด้วยโลชั่นบำรุงผิวกายอย่าง นีเวีย บอดี้ มิลค์ นี่ไง!

ที่มา>>>Sanook

จานชามสังกะสีเคลือบ อันตรายต่อสุขภาพหรือไม่?

จานชามสังกะสีเคลือบ อันตรายต่อสุขภาพหรือไม่?หลายคนอาจะเคยเห็น หรือเคยใช้ถาดสังกะสีเคลือบสี หรือภาชนะสังกะสีเคลือบตามร้านอาหารต่างๆ ตามวัดวาอาราม และพบมากขึ้นในต่างจังหวัด บางบ้านบางร้านอาหารอาจซื้อมาใช้ด้วยรูปทรง และสีสันที่ดูเก่าๆ แบบคลาสสิคสวยงาม แต่จริงๆ แล้วภาชนะเหล่านี้เหมาะในการนำมาทำอาหาร หรือใส่อาหารทานหรือไม่ ข้อมูลจากคุณ Prin Niamskul มาฝากกันค่ะ

ภาชนะสังกะสีเคลือบ เคลือบอะไร?

จริงๆ แล้ว ภาชนะสังกะสีเคลือบที่เราใช้กันมานานหลายปีตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ย่าตายาย สิ่งที่เคลือบอยู่ไม่ใช่สีธรรมดาๆ แต่เป็นการเคลือบอีนาเมล (enamel coating) เป็นการเคลือบแก้วลงไปบนภาชนะ เพื่อให้ภานะนั้นๆ ทำความสะอาดง่าย ทนต่อความร้อน กรด ด่าง และปลอดภัยจากการปนเปื้อนของเนื้อภาชนะโลหะ

เคลือบอีนาเมล

การเคลือบอีนาเมล มีประวัติการใช้งานมามาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1760 ที่ประเทศเยอรมัน และมีการใช้งานแพร่หลายมากขึ้นในช่วงปี 1850 จนข้ามไปถึงฝั่งอเมริกา ภาชนะแบบนี้เป็นที่นิยมเพราะรูปร่างและสีสันที่ดูเก่าๆ คลาสสิก แบบที่หลายคนนิยามว่าเป็นสไตล์แอนทีค

แต่จุดสังเกตของการเคลือบอีนาเมลในภาชนะเหล่านี้ จะมีแค่สีขาว หรือไม่ก็สีครีม สีอื่นๆ หรือลวดลายต่างๆ จะอยู่เพียงด้านนอกภาชนะที่ไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรงเท่านั้น เพราะส่วนที่เป็นสีขาว สีครีม เป็นสารอินทรีย์ที่ปลอดภัย แต่ความทึบแสงต่ำ จึงทำให้ไม่ได้สีสันที่เข้มจัดเท่ากับสีอนินทรีย์ที่อยู่ด้านนอกภาชนะ ที่ทนความร้อนได้ดีก็จริง แต่ไม่ทนต่อสารเคมีต่างๆ

 จานชามสังกะสีเคลือบที่ใช้อยู่ตามท้องตลาด อันตรายหรือไม่?

จุดสังเกตง่ายๆ ก็คือ หากส่วนที่เคลือบอยู่ด้านในภาชนะเป็นสีเข้มฉูดฉาดอื่นๆ ที่ไม่ใช่สีขาว หรือสีครีม ก็เป็นอันว่าคุณอาจจะเจอกับสีอนินทรีย์ที่ถึงแม้ตอนแรกๆ จะทนความร้อนได้ดี แต่หากใช้งานไปเรื่อยๆ ก็อาจหลุดลอก และปะปนในอาหารที่เราทานได้

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีสีที่ใช้เคลือบภาชนะด้านในเป็นสีฉูดฉาดที่ปลอดภัยต่อร่างกายผลิตออกมาวางจำหน่ายแล้ว แต่ยังมีราคาค่อนข้างสูง และยังไม่ได้หาง่ายตามท้องตลาด ดังนั้น

วิธีที่ดีที่สุด คือ ลองสังเกตจากคำอธิบายที่ฉลากสินค้า ว่าใช้สารอีนาเมลในการเคลือบภาชนะด้านในหรือไม่ หรือหากไม่ใช่อีนาเมล อาจเป็นสารตัวอื่น ก็ต้องมีกำกับเอาไว้ด้วยว่าสามารถใช้ปรุงอาหาร หรือใส่อาหารบริโภคได้อย่างปลอดภัยจริงๆ

ตัวอย่างการใช้ภาชนะผิดประเภท เช่น ส้มตำถาดที่ใส่ในถาดสังกะสี ที่เคยมีข่าวไปแล้ว หรือจะเป็นประเด็นข้าวหุงถาด ที่ใช้ถาดสังกะสีในการหุง ก็อาจเกิดอันตรายเมื่อใช้งานไปนานๆ

ถึงแม้ว่าการทานอาหารจากภาชนะสังกะสีเคลือบที่ไม่ใช่การเคลือบอีนาเมล จะไม่ได้ส่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างทันที แต่สารตกค้างในร่างกายที่ก่อตัวสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ นานวันเข้า ก็อาจทำลายสุขภาพในอนาคตได้เช่นกัน ดังนั้นควรอ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์ เพื่อเลือกใช้ภาชนะนั้นๆ ให้เหมาะกับการใช้งานจะดีต่อสุขภาพที่สุดค่ะ

ที่มา>>>Sanook

10 ไอเท็มที่ควรมีไว้ติดรถ รับรองว่าต้องได้ใช้แน่นอน..!

10 ไอเท็มที่ควรมีไว้ติดรถ รับรองว่าต้องได้ใช้แน่นอน..!     คนใช้รถทุกวันคงรู้ดีว่า การขับรถไปสถานที่ไกลๆ หรือที่ที่ไม่คุ้นเคย อาจต้องพบเจอกับอุบัติเหตุหรือปัญหาที่ไม่คาดคิดล่วงหน้าได้ ดังนั้น จึงขอแนะนำ 10 ไอเท็มที่ควรมีไว้ติดรถ รับรองว่ามีประโยชน์มหาศาลเมื่อถึงยามจำเป็น

1.กรมธรรม์ประกันภัย-พ.ร.บ.

     ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ทุกครั้งที่ต่อประกันรถยนต์หรือพ.ร.บ. คุณได้เก็บเอกสารสำคัญต่างๆเหล่านั้นไว้ในรถเรียบร้อยแล้ว เพราะยามเกิดอุบัติเหตุจริง คุณจำเป็นต้องใช้เอกสารเหล่านี้เพื่อประโยชน์ในการเคลมประกัน หรือแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

2.คู่มือรถยนต์

     แม้ว่าคุณจะขับรถจนเชี่ยวชาญแล้ว แต่รถรุ่นใหม่ๆ มักมีฟังก์ชั่นเพิ่มขึ้นเสมอ ดังนั้น จึงควรติดเล่มคู่มือรถยนต์เอาไว้ในรถเสมอ เผื่อกรณีที่ใช้งานอุปกรณ์ใดไม่เป็น หรือรถยนต์มีอาการประหลาดที่ไม่เคยเจอมาก่อน จะได้นำคู่มือมาอ้างอิงได้ รวมถึงเป็นประโยชน์ในกรณีต้องนำรถเข้าอู่นอก ที่ช่างอาจไม่มีความรู้ความเข้าใจในสเป็คของรถแต่ละรุ่น

3.ชุดปฐมพยายาลเบื้องต้น

     ในรถยุโรปหรูแทบทุกคันจะถูกติดตั้งชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาให้ ซึ่งภายในกล่องจะประกอบด้วย กรรไกร, ผ้าก็อซ, พลาสเตอร์ปิดแผล, ยาทำแผล เป็นต้น ซึ่งรถญี่ปุ่นที่ไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้มาให้ สามารถหาซื้อแบบชุดสำเร็จรูปติดท้ายรถไว้ได้เช่นกัน จะซ่อนไว้กับยางอะไหล่ก็ดี

4.ชุดปะยางฉุกเฉิน

     แม้ว่ารถทุกคันจะมียางอะไหล่ หรือ ติดตั้งยางแบบรันแฟลตมาให้อยู่แล้ว แต่บางครั้งจะสะดวกกว่าถ้ามีชุดปะยางฉุกเฉิน เพราะสามารถซ่อมยางได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องใช้แรงถอด-ยกล้อให้วุ่นวาย แต่อย่าลืมว่าต้องมีชุดปั๊มลมสำหรับเติมลมยางติดไว้ด้วยนะครับ

5.สายชาร์จโทรศัพท์มือถือ

เมื่อโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สายชาร์จมือถือก็เช่นเดียวกัน การเสียบสายชาร์จผ่านพอร์ต USB สามารถทำได้ แต่อาจช้ากว่าการชาร์จด้วยปลั๊กไฟบ้านมาก ทางที่ดีควรใช้หัวชาร์จแบบเสียบปลั๊ก 12 โวลต์ จะช่วยให้แบตเตอรี่เต็มเร็วขึ้น100

6.ลูกอม-น้ำดื่ม

     ใครที่ใช้รถเดินทางไกลเป็นประจำ ควรพกลูกอมและน้ำดื่มติดรถไว้ด้วย จะพอช่วยให้หายจากอาการง่วงซึมได้บ้าง ซึ่งน้ำดื่มยังมีประโยชน์ในกรณีฉุกเฉิน เช่น หม้อน้ำแห้ง, น้ำล้างกระจกหมด เป็นต้น

7.ป้ายสะท้อนแสง-เสื้อสะท้อนแสง

     ป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งมาให้ในรถยุโรปหลายรุ่น ใช้ในกรณีที่รถเสียหรืออุบัติเหตุยามค่ำคืน ป้ายดังกล่าวจะช่วยสะท้อนแสงเพื่อเตือนรถที่วิ่งมาด้านหลังได้ และจะดีกว่านั้นหากมีเสื้อกั๊กสะท้อนแสงติดรถไว้เพื่อสวมใส่ด้วย จะช่วยให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

8.สายพ่วงแบตเตอรี่

     แบตเตอรี่รถส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 1-2 ปีแล้วแต่รุ่นรถ บางครั้งอาจไม่รู้ล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าแบตอ่อนเกินไปที่จะสตาร์ทเครื่องยนต์ ดังนั้น จึงควรติดสายพ่วงแบตเตอรี่ไว้อยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องใช้เอง ก็ยังสามารถใช้เพื่อช่วยเหลือรถคันอื่นได้ด้วย

9.สายลากรถ

     สายลากรถเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ควรมีไว้ติดรถ โดยเฉพาะรถเก่าที่มีปัญหาจุกจิกบ่อยครั้ง

10.ทิชชู่-ทิชชู่เปียก

     ชีวิตประจำวันของเราต้องใช้กระดาษทิชชู่ทุกวันอยู่แล้ว ดังนั้น จึงควรมีสิ่งนี้ติดรถไว้ด้วย รับรองว่าต้องได้ใช้อย่างแน่นอน

ที่มา>>>Sanook

12 เหตุผลที่คุณควรเปลี่ยนมากิน “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”

12 เหตุผลที่คุณควรเปลี่ยนมากิน “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”กระแสข้าวไรซ์เบอร์รี่กำลังมาแรง และเราก็ยินดีที่จะให้กระแสนี้อยู่ด้วยกันกับคนไทยไปนานๆ เพราะของดีของเด็ดอยู่ในมือคนไทยแล้ว ไม่อยากให้คนไทยต้องเสียเงินไปซื้ออาหารเสริมอื่นๆ ให้เปลืองเงิน เพราะข้าวดีๆ ในบ้านเราทั้งรสชาติดี และมีประโยชน์มากเสียจนเราไม่อยากให้พลาด

เรามาดูกันดีกว่าว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ได้มาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับข้าวขาวหอมมะลิ 105 มีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกายบ้าง

12 เหตุผลที่คุณควรเปลี่ยนมากิน “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”

  1. มีโอเมก้า 3 ที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาท สมองและตับ
  2. ลดไขมัน คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในหลอดเลือด
  3. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว ให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส
  4. ลดอัตราเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง และหัวใจ
  5. ป้องกันโรคเหน็บชา
  6. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดเความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง
  7. แก้ท้องเสีย ท้องร่วง
  8. ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม
  9. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ
  10. ลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน
  11. ลดความดันโลหิตสูง
  12. มีกากใยอาหาร ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการขับถ่ายผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ข้าวไรซ์เบอร์รี่

วิธีการหุงข้าวไรซ์เบอร์รี่ให้อร่อย

ปกติแล้วข้าวไรซ์เบอร์รี่มักจะสีในแบบที่ยังมีเยื่อหุ้มเมล็ดติดมาด้วย ดังนั้นจึงอาจทำให้เวลาหุงข้าวไรซ์เบอร์รี่แล้วดูไม่ค่อยฟูขึ้นหม้อเท่าที่ควร และข้าวอาจจะไม่นุ่มมากเท่าข้าวขาว

ใครที่ไม่คุ้นชินกับรสชาติของข้าวไรซ์เบอร์รี่ในช่วงแรกๆ อาจผสมหุงกับข้าวหอมมะลิอัตราส่วน 1:1 หรืออาจจะลองใส่น้ำในอัตราส่วน 1:2 ก็ได้ แล้วหม้อที่ใช้หุงด้วยค่ะ

หรือจะลองแช่ข้าวในน้ำก่อน 2-3 ชั่วโมงแล้วค่อยหุง ก็จะได้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่นุ่มขึ้นมาก

ที่มา>>>Sanook

5 เรื่องห้ามพูด เพื่อชีวิตครอบครัวที่สดใส

5 เรื่องห้ามพูด เพื่อชีวิตครอบครัวที่สดใสเชื่อว่าทุกคนคงอยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ลงตัว ไร้ซึ่งปัญหาใด ๆ แต่จะให้สดใส ซาบซ่า มีความสุขอยู่ตลอดเวลาคงเป็นไปไม่ได้ ทุกคู่ต้องผ่านปัญหา เจอบทเรียนเพื่อประคับประคองชีวิตครอบครัวให้แข็งแกร่งมากขึ้น

คงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ปัญหาไม่สำคัญ แต่วิธีแก้มันต่างหากที่สำคัญที่สุด” เพราะฉะนั้นบางเรื่องพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ รังแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง สู้เงียบไว้และรอปล่อยให้ผ่านไปตามจังหวะเวลาของมัน ปัญหานั้นก็จะคลี่คลายลงได้เอง Happy Wedding.Life รวบรวมเรื่องต้อง “ห้ามพูด” เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตคู่ รับรองว่าถ้าต่างคนต่างไม่พูดถึงทั้ง 5 เรื่องนี้ ชีวิตครอบครัวจะราบรื่นอย่างแน่นอน

1. แฟนเก่า

เรื่องระหองระแหงขั้นสุดยอด อย่าว่าแต่พูดถึงเลย แค่มีความเกี่ยวข้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ได้แล้ว เพราะคงไม่มีใครอยากให้อีกคนนึกถึงแฟนเก่าอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อใด ๆ ก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นการเปรียบเทียบด้วยแล้ว ก็ยิ่งทวีคูณความบางหมาดใจมากขึ้นไปอีก แฟนเก่าก็คืออดีตที่มีปัญหาทำให้ต้องเลิกรากันไป ฉะนั้นจะไปคิดถึงกันอีกก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก

ทางที่ดีควรอยู่กับปัจจุบันและวางแผนถึงอนาคตให้มากที่สุด ไม่มีประโยชน์ที่จะไปให้ความสำคัญกับเรื่องแต่เก่าก่อน โดยเฉพาะแฟนเก่า ยิ่งไม่ทำให้อะไรดีขึ้น อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ระลึกไว้เตือนใจ ทำวันนี้และอนาคตให้ดีที่สุดก็พอ

2. ครอบครัวของอีกฝ่าย

เป็นเรื่องเปราะบางที่สุดในความสัมพันธ์ของสามี-ภรรยา และไม่ใช่เรื่องที่ควรหยิบยกนำมาพูดไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อเกิดการทะเลาะกันที่มีสาเหตุมาจากครอบครัวของอีกฝ่าย จะเอามาโทษกันไม่ได้อย่างเด็ดขาด “เพราะแม่ของคุณนั่นแหละ” เป็นคำพูดที่ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าใครก็รักครอบครัวด้วยกันทั้งนั้น

สิ่งที่จะทำได้เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับครอบครัวของอีกฝ่าย ก็คือความเงียบและการรอคอยอย่างมีเหตุมีผล เพราะต่างคนต่างรู้ดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ไม่พูดถึงเท่านั้นเอง ดังนั้นควรรอเวลาให้ทุกอย่างเงียบสงบปราศจากอารมณ์ แล้วจึงค่อยหาวิธีแก้ไขถึงจะดีที่สุด ยังไงเสียปัญหาก็เกิดขึ้นแล้ว มัวแต่หาคนผิดคงไม่ใช่ทางออกที่ดี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เงิน การ์ตูน

3. เงินเดือนหรือรายได้

เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรหยิบยกมาพูดเมื่อกำลังเกิดปัญหา เพราะคนที่มีรายได้น้อยกว่ามักจะมีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่แล้ว การพูดเรื่องนี้ขึ้นมามีแต่จะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ถึงแม้จะกำลังประสบปัญหาเรื่องเงินอยู่ก็ตาม แต่การจะโทษว่า

4. โทรศัพท์

ทุกคนมักต้องการพื้นที่ส่วนตัวแม้สักเล็กน้อยก็ยังดี โทรศัพท์ก็เปรียบเสมือนโลกส่วนตัวอย่างหนึ่งที่บางคนก็อยากให้ใครเข้าไปยุ่ง แม้จะไม่มีความลับใด ๆ เลยก็ตาม บางครอบครัวถึงขั้นตั้งกฎว่าห้ามเช็คโทรศัพท์ของกันและกัน ตรงนี้อาจขึ้นอยู่กับการตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ แต่ถ้าไม่เคยมีการพูดคุยกันมาก่อนเลย ก็ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะมาเช็คโทรศัพท์ของกันและกัน

5. งาน

อีกเรื่องต้องห้ามที่ไม่ควรหยิบขึ้นมาพูดไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามนั่นก็คือเรื่อง “งาน” แม้ต่างคนต่างรู้ดีกันอยู่แล้วว่างานที่ทำอยู่นั้น มีความมั่นคง เจริญก้าวหน้า และรายได้มากน้อยแค่ไหน แต่เมื่ออีกคนเลือกที่จะทำงานนั้น ๆ แล้ว คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเอาเรื่องงานมาพูดในครอบครัว

แต่ถ้าอีกฝ่ายทุ่มเทกับงานอย่างมากจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว ทางที่ดีที่สุดก็คือต้องพูดคุยกันให้เข้าใจถึงความสมดุลของการทำงานและชีวิตครอบครัว คุยกันด้วยเหตุด้วยผล บอกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น อาจค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนเข้าหากันทีละน้อย เพื่อให้ชีวิตมีสมดุล

ที่มา>>>Sanook

ไม่อยากอ้วน หยุดพฤติกรรมกินอาหารเช้าแบบนี้เถอะ !

ไม่อยากอ้วน หยุดพฤติกรรมกินอาหารเช้าแบบนี้เถอะ !สาวๆ หลายคนรู้ดีว่า อาหารมื้อเช้าเป็นมื้ออาหารที่สำคัญแค่ไหน นอกจากดีต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังมีผลดีต่อการลดน้ำหนักอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี ยังมีสาวๆ หลายคนที่ยังมีพฤติกรรมการกินอาหารเช้าในแบบผิดๆ ซึ่งนอกจากส่งผลทำให้อ้วนได้ง่ายแล้ว ยังเป็นการทำลายแผนการลดน้ำหนักพัง และทำให้อ้วนได้ง่าย ว่าแต่จะมีพฤติกรรมใดการกินอาหารเช้าแบบใดบ้างที่เราควรเลี่ยง ใครไม่อยากอ้วน รีบมาดูกันเลย

กินอาหารสำเร็จรูป

ช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนเร่งรีบ และเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการกินอาหารเช้า หลายคนจึงเลือกกินอาหารเช้าแบบสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ด แซนด์วิช เบอร์เกอร์หรือโจ๊กกระป๋อง ซึ่งอาหารเช้าสำเร็จรูปเหล่านี้ล้วนมาพร้อมเครื่องปรุงและสารอาหารที่เราไม่สามารถควบคุมปริมาณได้ อาจทำให้ร่างกายของเราได้รับแคลอรีมากเกินความจำเป็น และสุดท้ายหากกินบ่อยๆ ก็ย่อมทำให้อ้วนง่ายในที่สุดกินอาหารเช้าในปริมาณน้อยเกินไป

ในคนที่ลดน้ำหนักก็มักจะเลือกกินอาหารในปริมาณน้อยๆ เพราะเกรงว่ากินเยอะจะทำให้ร่างกายได้รับแคลอรีมากเกินไป แต่ในมื้อเช้าไม่ควรกินน้อยเกินไปค่ะ เพราะมื้ออาหารเช้าเป็นแหล่งพลังงานที่จำเป็นใช้สำหรับร่างกายโดยเฉพาะ ดังนั้น แนะนำให้กินอาหารให้อิ่มท้องไปเลย แต่ควรเลือกอาหารประเภทโปรตีนและไขมันชนิดที่ดีต่อสุขภาพ อย่างเช่น ไขมันจากปลา ไข่ ถั่ว และเมล็ดพืชต่างๆ อาหารเหล่านี้จะทำให้รู้สึกอิ่มท้องนานและลดอาการหิวจุบจิบในระหว่างมื้อได้เป็นอย่างดี สาวคนไหนลดน้ำหนักอยู่ต้องจัดตามนี้เลยค่ะ

กินๆ อดๆ

เพราะมื้ออาหารเช้า ถือเป็นอาหารที่มีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก และหากสาวๆ อดอาหารมื้อเช้าก็จะส่งผลทำให้มีโอกาสอ้วนขึ้นง่ายแน่นอน เพราะจะทำให้ระบบเผาผลาญทำงานต่อประสิทธิภาพลง ระดับน้ำตาลในเลือดก็ต่ำลงด้วย ทำให้หิวโหยบ่อยๆ ซึ่งมีผลทำให้อยากกินแต่อาหารแคลอรีสูงไปตลอดทั้งวัน เพราะฉะนั้น หากใครกินอาหารเช้าบ้าง อดบ้าง จากนี้อย่าพยายามอดอาหารกันอีกเลยค่ะ หมั่นกินอาหารเช้าให้สม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้รูปร่างอ้วนเผละตามมาภายหลังจะดีกว่า แถมยังป้องกันไม่ให้แผนการลดน้ำหนักของคุณพังลงอีกด้วยนะคะสาวๆ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับพฤติกรรมการกินอาหารเช้าในแบบผิดๆ ที่หากสาวๆ ทำตามนี้แล้ว รับรองหุ่นสวยๆ ของคุณมีแต่จะพังลง เพราะความอ้วนจากการกินอาหารเช้าแบบผิดๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน จากนี้รู้แล้วก็พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินใหม่กันดีกว่าค่ะ

ที่มา>>>Sanook