ผู้ใช้ iPhone 7 สีดำด้าน จำนวนมาก พบปัญหาสีลอกทั้งตัวเครื่อง

iphone 7 black chippedเรื่องสีลอกกลับมาอีกแล้ว ล่าสุดมีผู้ใช้จำนวนมากที่ซื้อ iPhone 7 และ 7 Plus ไป พบปัญหาสีดำที่เคลือบอยู่ด้านนอกหลุดลอกออกมาจนทำให้เห็นเนื้ออะลูมิเนียมสีเงินด้านใน สามารถเข้าไปอ่านผู้ที่มาร้องเรียนในเว็บไซต์  Apple’s Support Communities ได้

โดยในรูปจะเห็นว่า สีไม่ได้ลอกเพียงแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ลอกทั้งเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นตรงปุ่มเพิ่มลดเสียง ตรงลำโพงด้านล่าง และที่แย่ที่สุดก็คือ สีด้านหลังตัวเครื่องลอกออกมาด้วย !!iphone7rearpaintpeelingเขาได้นำตัวเครื่องไปเคลมที่ Apple Store และเขาได้อธิบายสาเหตุที่ทำให้สีลอกว่า หลังจากที่เขาได้เครื่องมา เขาใส่ทันทีหลังจากที่ได้เครื่องมา และเขาอ้างว่าหลังจากที่ใช้เครื่องประมาณ 20 วัน สีก็หลุดลอกออกมา และผู้ที่พบปัญหาอีกคนก็เล่าว่า ตอนแรกมันเริ่มมีรอยนูน ๆ เหมือนฟองอากาศขึ้นมาก่อน และหลังจากที่เค้าวางไอโฟนไว้บนโต๊ะสีก็หลุดลอกออกมาทันทีiphone7chippedspeakergrilleและที่น่าเสียใจที่สุดก็คือ แอปเปิลบอกว่าสีลอกไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขการรับประกัน นั่นหมายความว่าไม่สามารถเคลมได้ จนทำให้เขาได้ส่งเรื่องไปที่วิศวกรของแอปเปิลให้ตรวจสอบและพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป

ก่อนหน้านี้ผู้ใช้ iPhone 6s สี Rose Gold ออกมาโวยว่าสีลอก เช่นกัน ก็ต้องมารอดูกันว่าแอปเปิลจะออกมาแก้ไขปัญหานี้อย่างไรiphone7matteblackchipping


“สำหรับชาว ชัยภูมิ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ชัยภูมิ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ชัยภูมิ ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

5 เคล็ดลับผิวหน้าเนียนนุ่มเด้งแบบสาวญี่ปุ่นด้วยวิธีธรรมชาติ

5 เคล็ดลับผิวหน้าเนียนนุ่มเด้งแบบสาวญี่ปุ่นด้วยวิธีธรรมชาติ     เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นความเป็นญี่ปุ่นอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา ภาพยนตร์ หรือซีรีส์ญี่ปุ่น และในสื่อเหล่านี้เราก็มักจะเป็นสาวๆ ญี่ปุ่นหน้าใส ผิวดูเนียนนุ่มเด้งทะลุจอออกมาทีเดียว

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนก็คงอยากมีผิวหน้าเนียนนุ่มเด้งดูคาวาอี้แบบนั้น เราเลยเอาเคล็ดลับหน้าใสจากธรรมชาติง่ายๆ มาบอกต่อกันจ้า

1. ผิวหน้าขาวใสด้วยน้ำผึ้ง     น้ำผึ้งมีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื่นตามธรรมชาติ และมีเอนไซม์ที่ช่วยป้องกันแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการเกิดสิว วิธีใช้แค่พอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ก็จะได้ผิวหน้าที่สะอาดใสแล้ว

ส่วนใครที่อยากจะกำจัดสิวเสี้ยน ต้นเหตุที่ทำให้หน้าไม่เนียน ก็ผสมน้ำผึ้งกับโจโจบาออยล์หรือน้ำมันมะพร้าว จากนั้นนำไปทาหน้า นวดเบาๆ เป็นวงกลม ยกเว้นรอบดวงตา และล้างออกด้วยน้ำอุ่น หรือจะผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ กับเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำมานวดหน้าเบาๆ เป็นวงกลม ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ช่วยให้ใบหน้ากระจ่างใส

2. ผิวหน้าเนียนนุ่มด้วยโยเกิร์ต     โยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่ช่วยละลายเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวที่อ่อนโยน ฟื้นบำรุงผิวและช่วยให้ผิวนุ่ม รวมทั้งป้องกันสิวและลดริ้วรอยด้วย เคล็ดลับความสวยนี้ก็ไม่ยาก แค่ใช้โยเกิร์ตประมาณ 2 – 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับมะนาว 1 ซีก แล้วนำไปพอกหน้าสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ก็สวยแล้ว

 3. สครับบ์ธรรมชาติด้วยกาแฟ     หลังจากที่เราดื่มกาแฟ จะเหลือกากกาแฟกลิ่นหอมๆ อยู่ อย่าเพิ่งทิ้งนะ เพราะว่ากากกาแฟสามารถแปลงร่างเป็นสครับบ์สำหรับนวดหน้าได้

เพียงผสมกากกาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมันธรรมชาติที่คุณชอบ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันอัลมอนด์ 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นก็นำมานวดเบาๆ บนใบหน้า และล้างออกด้วยน้ำอุ่น เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผิวหน้าสะอาดใส แถมยังนุ่มอีกด้วย

4. ผิวหน้าชุ่มชื่นด้วยน้ำมันมะพร้าว     รู้หรือไม่ว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ชั้นเลิศที่เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแห้ง เพียงทาที่มือหรือใบหน้าทุกวัน วันละ 1 – 2 ครั้ง ผิวก็จะไม่แห้งหรือลอกเป็นขุย

ยิ่งกว่านั้น น้ำมันมะพร้าวยังสามารถใช้ล้างเครื่องสำอาง แถมยังไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวในส่วนที่บอบบางด้วย เพราะไม่มีสารเคมีเจือปน แค่ใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าวและนำมาซับที่ใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อนๆ น้ำมันมะพร้าวจะช่วยชำระล้างเครื่องสำอางส่วนใหญ่ออกไป

นอกจากนี้ ยังสามารถล้างมาสคาราและอายไลน์เนอร์ได้ โดยใช้สำลีแผ่นชุบน้ำมันมะพร้าวและนำมาแปะที่ตา ทิ้งไว้ประมาณ 2 – 3 นาที แล้วเช็ดออก หมดปัญหารูขุมขนอุดตันจนเกิดสิวไปเลย

5. ผิวหน้านุ่มเด้งและสดชื่นด้วย Biore Cleansing Milk
     สำหรับสาวๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลผิวหน้ามากนัก แต่อยากมีใบหน้าเนียนนุ่มเด้งแนะนำ Biore Cleansing Milk สูตรใหม่ โลชั่นน้ำนมสำหรับล้างทำความสะอาดเครื่องสำอาง ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เป็นคลีนซิ่งแล้ว ยังช่วยถนอมผิวหน้าของคุณให้นุ่มเด้ง สดชื่น เบาสบายด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

ไวรัสตับอักเสบเอ อันตรายถึงชีวิต จริงหรือ?

ไวรัสตับอักเสบเอ อันตรายถึงชีวิต จริงหรือ?ไวรัสตับอักเสบบี น่าจะเป็นโรคที่หลายคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ที่พบบ่อยๆ น่าจะเป็นไวรัสตับอักเสบชนิด “บี” มากกว่าชนิดอื่นๆ เพราะพบบ่อยกว่า แต่ไวรัสตับอักเสบ “เอ” ก็มีโอกาสพบได้ในหมู่คนไทยเช่นเดียวกัน ไวรัสตับอักเสบเอ เหมือนหรือแตกต่างจากชนิดบี หรือซีอย่างไร ติดต่อกันทางไหน และป้องกันอย่างไร มาดูกันค่ะ

ก่อนอื่นมาดูความแตกต่างของไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นๆ ก่อนเลยดีกว่า

ไวรัสตับอักเสบ คืออะไร?

โรคไวรัสตับอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ หรือติดเชื้อของตับ มีอาการเฉียบพลัน หรืออาจเป็นเรื้อรัง จนกลายเป็นตับแข็งได้ บางคนมีเชื้อไวรัสในร่างกาย แต่ไม่แสดงอาการของโรค หรือเรียกว่าเป็นพาหะของโรคได้

ไวรัสตับอักเสบ มีกี่ชนิด?

จริงๆ แล้ว ไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิดมาก แต่ที่พบได้บ่อยๆ จะมีไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และ อี

ไวรัสตับอักเสบเอ

เป็นเชื้อที่แพร่กระจายได้ง่ายจากการดื่มน้ำ หรือทานอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หรือติดต่อผ่านทางน้ำลาย หรือปัสสาวะจากผู้ป่วย ระบาดได้ง่ายในสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันอย่างแออัด หรือแชร์น้ำแชร์อาหารร่วมกัน เช่น บ้านเด็กอ่อน ค่ายทหาร เป็นต้น แต่การระบาดยังไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในประเทศไทย

ไวรัสตับอักเสบบี

ร้อยละ 3 ของประชากรในแถบ AEC มีเชื้อไวรัสนี้อยู่ในตัว หรือเป็นพาหะนำโรค สาเหตุมักเกิดจากการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการป่วยอาจพัฒนากลายเป็นโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ โดยโรคนี้ติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่ง น้ำเหลือง  เลือด และทางเพศสัมพันธ์ (คล้ายเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์) เช่น ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ใช้เข็มสักที่ไม่สะอาด ใช้ของมีคมอื่นๆ ร่วมกัน

ไวรัสตับอักเสบซี

พบมากรองลงมาจากชนิดบี มีวิธีติดต่อเหมือนกันกับชนิดบี และยังสามารถกลายเป็นไวรัสตับอักเสบชนิดเรื้อรังที่อาจเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ในภายหลังเหมือนกัน แต่หากผมในระยะแรกๆ จะสามาระรักษาให้หายขาดได้

ไวรัสตับอักเสบดี

ไวรัสตับอักเสบดี เป็นไวรัสที่แฝงมากับไวรัสตับอักเสบบี พบในยุโรปมากกว่าเอเชีย เป็นเชื้อไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอาศัยส่วนประกอบของไวรัสตับอักเสบบีในการแบ่งตัว ดังนั้การติดเชื้อชนิดดี จึงอาจมาพร้อม หรือหลังจากที่ได้รับเชื้อชนิดบีเข้าไปแล้ว

ไวรัสตับอักเสบอี

เป็นชนิดที่ตรวจพบเจอในภายหลัง ผู้ป่วยจะแสดงอาการตับอักเสบเฉียบพลัน ตัวเหลืองตาเหลือง มีสาเหตุของการติดเชื้อมาจากการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ที่มีเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ด้วย

แล้วไวรัสตับอักเสบเอ อันตรายมากน้อยแค่ไหน?

ในเมื่อในประเทศไทยพบไวรัสตับอักเสบบี หรือซีมากกว่า แล้วชนิดเอจะอันตราย หรือพบได้บ่อยมากน้อยแค่ไหน อันที่จริงหากพูดถึงความรุนแรงของโรคแล้ว ไวรัสตับอักเสบเอ จะรุนแรงน้อยกว่าชนิดบี และซี และไม่ค่อยพบกรณีที่เสียชีวิต แต่ในรายที่มีอาการหนักมาก ตับอักเสบรุนแรงมาก ประกอบกับตับอาจสุขภาพไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เช่น ดื่มแอลกอฮอล์จัด และไม่ได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกๆ ก็อาจอันตรายถึงตับวายเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อจากผู้ป่วย สู่ผู้ป่วยอีกคนหนึ่งได้ง่ายกว่าไวรัสตับอักเสบบี หรือซีที่ต้องผ่านเลือด น้ำเหลือง หรือเพศสัมพันธ์ เพราะไวรัสตับอักเสบเอติดต่อทางอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อ ติดต่อผ่านน้ำลาย ที่อาจเกิดจากการใช้ช้อน หรือแก้วน้ำร่วมกับผู้ป่วย ดังนั้นไวรัสตับอักเสบเอจึงอันตรายในแง่ของการแพร่กระจายได้โดยไม่รู้ตัว และยากต่อการควบคุมvirus-liver-1

ไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อผ่านทางใดบ้าง?

– ใช้ช้อนส้อม แก้วน้ำ ร่วมกับผู้ป่วย หรือไม่ใช้ช้อนกลางในการตักอาหารทานร่วมกัน

– ไม่ล้างมืออย่างสะอาดหลังเข้าห้องน้ำ

– มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วย

– รับประทานอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

ใครที่มีความเสี่ยงต่อโรคไวรัสตับอักเสบเอ?

ผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุข ที่ต้องดูแลผู้ป่วย ผู้ที่ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับตับอยู่แล้ว ผู้ที่เพิ่งเดินทางมาจากประเทศที่กำลังมีการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบเอ ผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด หรือต้องแชร์น้ำอาหารร่วมกันกับคนหมู่มาก ผู้ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด รวมถึงชายรักชาย และผู้ที่เป็นโรคที่ต้องเข้ารับการถ่ายเลือดบ่อยๆ

ไวรัสตับอักเสบเอ มีอาการอย่างไร?

– มีไข้ อ่อนเพลีย

– เบื่ออาหาร

– คลื่นไส้อาเจียน

– ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด

– ท้องร่วง ท้องเสีย

– ตาเหลือง ตัวเหลือง

ไวรัสตับอักเสบเอ มีวิธีป้องกันอย่างไร?

  1. รักษาความสะอาดอยู่เสมอ ล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ ล้างมือก่อนทานอาหาร
  2. ไม่ใช้อุปกรณ์ในการทานอาหาร หรือดื่มน้ำจากแก้วร่วมกับผู้อื่น
  3. ทานอาหารที่สด สะอาด ถูกหลักอนามัยอยู่เสมอ
  4. ฉีดวัคซีนป้องกนโรคไวรัสตับอักเสบเอ อาจรับพร้อมกันกับวัคซีนโรคอื่นๆ ได้พร้อมกัน เช่น ไวรัสตับอักเสบบี บาดทะยัก คอตีบ ไข้สมองอักเสบ เป็นต้น

ที่มา>>>Sanook

Vivo : จัดโปรโมชั่นสนั่นงาน ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2017(Thailand Mobile Expo 2017)

Vivo : จัดโปรโมชั่นสนั่นงาน ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2017(Thailand Mobile Expo 2017)     Vivo จัดโปรโมชั่นสนั่นงาน ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2017(Thailand Mobile Expo 2017) เอาใจคนรักการเซลฟี่ ส่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ ตัวแม่เบอร์หนึ่งของวงการบันเทิงไทย อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ ตอกย้ำความเป็น Queen of Selfie พร้อมเผยโฉม สุดยอดสมาร์ทโฟนแห่งยุค Vivo V5Plus  กล้องหน้าเลนส์คู่ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล  ล้ำกว่ากับ Selfie  Softlight  กล้องหน้าพร้อมแสงแฟลช เร็ว  แรง  ทุกประสิทธิภาพด้วย  RAM 4GB + Rom 64GB  มาพร้อมกล้องหลังความละเอียด  16 ล้านพิกเซล ที่สุดแห่งเทคโนโลยีชาร์จเร็ว ให้คุณเพอร์เฟกต์ได้ทุกการเซลฟี่ และอีกหลากรุ่น หลากหลายความล้ำสมัย ที่จะเผยทุกรายละเอียดและโปรโมชั่นสุดพิเศษในงาน  พลาดไม่ได้กับมินิคอนเสิร์ต จาก สิงโต นำโชค และ แสตมป์ อภิวัชร์ ที่จะมาบันเทิงครบรสกันในงาน “Thailand Mobile Expo 2017” พฤหัสบดีที่ 9 – อาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 ณ บูธวีโว่ (PL6) เพลินนารี่ ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 


“สำหรับชาวขอนแก่น ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ขอนแก่น ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ขอนแก่น ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

รู้จัก “อาการแพ้ท้อง” อาการคนท้องที่แม่มือใหม่ควรรีบทำความเข้าใจ

รู้จัก “อาการแพ้ท้อง” อาการคนท้องที่แม่มือใหม่ควรรีบทำความเข้าใจผู้หญิงเราเมื่อตั้งครรภ์กลายเป็นว่าที่คุณแม่มือใหม่แล้ว อาการคนท้องต่างๆ ก็เริ่มมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอาการแพ้ท้อง ซึ่งเป็นอาการคนท้องประจำหลักๆ เลยก็ว่าได้ คุณแม่มือใหม่ที่กำลังเริ่มแพ้ท้อง เรามาทำความรู้จักอาการนี้กันดีกว่า อาการแพ้ท้องเกิดจากอะไร และมีอาการใดบ้าง จะได้เตรียมรับมือกันอย่างเท่าทันค่ะ

สาเหตุของอาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง เป็นอาการคนท้องที่มักเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกับคุณแม่แทบจะทุกคน และนี่ก็คือ สัญญาณของการตั้งครรภ์อย่างเด่นชัด สำหรับอาการแพ้ท้องนั้นเกิดขึ้นมาจากฮอร์โมน HCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin โดยฮอร์โมนนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากรกเพื่อกระตุ้นรังไข่กับการสร้างฮอร์โมนชนิดอื่นๆ ในช่วงระยะเวลาแรกของการตั้งครรภ์ อีกทั้งระดับฮอร์โมน HCG ก็ยังมีระดับที่สูงขึ้นจนทำให้คุณแม่มีอาการแพ้ท้อง กล่าวคือ ประสาทการรับกลิ่นจะสูงขึ้น ไวต่อกลิ่น ประสาทการรับรู้รสชาติเปลี่ยนแปลงไป และยังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายตามมาอีกด้วย เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ และอ่อนเพลีย สำหรับอาการแพ้ท้องนั้นจะเกิดขึ้นช่วงคุณแม่ตั้งครรภ์อ่อนๆ ประมาณ 1-3 เดือนแรก และอาการจะค่อยๆ บรรเทาเบาลงไปเองเรื่อยๆ แต่ในคุณแม่บางท่านอาจจะมีอาการแพ้ท้องนานกว่า 3 เดือน หรือเกิดอาการแพ้ไปตลอดอายุครรภ์เลยก็มี

แม่มือใหม่ควรรู้ อาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร ?

1.คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ

คุณแม่จะมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ร่วมกับอาการพะอืดพะอมจนอยากจะอาเจียนอยู่ตลอดเวลา และหากอาเจียนบ่อยก็อาจเกิดอาการหน้ามืดตามมาด้วยได้ แต่อาการนี้มักจะเกิดขึ้นในตอนเช้า หรือในคุณแม่บางรายก็อาจมีอาการดังกล่าวตลอดทั้งวันเช่นกัน

2.ไวต่อกลิ่น รู้สึกเหม็นง่ายขึ้น

คุณแม่จะมีประสาทสัมผัสทางการได้กลิ่นที่ไวมากขึ้น และยังทำให้รู้สึกเหม็นกับกลิ่นรอบตัวบางอย่างได้ง่ายอย่างมาก จากที่เคยชอบกลิ่นบางอย่างหรือไม่รู้สึกอะไรกับกลิ่นๆ นั้น แต่เมื่อแพ้ท้องก็จะรู้สึกเหม็นกลิ่นนั้นๆ และไม่ชอบจนพาลเกิดอาการอยากอาเจียนขึ้นในทันที ขณะเดียวกัน กลิ่นบางอย่างที่ไม่เคยชอบก็อาจจะกลับกลายมาเป็นชอบ และในคุณแม่บางท่านก็ยังเหม็นแม้แต่กลิ่นสามีด้วย

3.ประสาทในการรับรสเปลี่ยนไป

เนื่องจากประสาทในการรับรู้รสชาติเปลี่ยนไป บางครั้งจึงทำให้กินอาหารอะไรก็ไม่อร่อย จากเดิมที่เคยชอบอาหารแบบนี้ก็จะกลายเป็นไม่ชอบ หรือคุณแม่บางคนก็จะมีอาการอยากกินอาหารแปลกๆ ที่ไม่เคยกินหรือไม่ชอบกินมาก่อน รวมถึงอาหารรสเปรี้ยว โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยวอย่างมะนาว มะยม และมะม่วงเปรี้ยวๆ เป็นต้น ในขณะคุณแม่บางรายที่มีอาการแพ้ท้องหนักมากก็จะไม่อยากกินอะไรเลย เพราะรู้สึกได้ถึงรสขมเฝื่อนในปากตลอดเวลา แม้แต่ดื่มน้ำก็ยังขม สร้างความทุกข์ทรมานในการกินอาหารได้เป็นอย่างมากทีเดียว

4.อ่อนเพลียง่าย

อาการเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนเพลียง่าย และอาการง่วงนอนบ่อยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งอาการแพ้ท้องเช่นกัน ทำให้คุณแม่บางท่านอยากจะนอนตลอดทั้งวันทั้งคืน เรียกว่านอนเท่าไรก็ไม่อิ่ม นั่นเพราะเป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนภายในร่างกายแปรเปลี่ยน อีกทั้งร่างกายยังต้องการใช้พลังงานมาก เพราะทารกในครรภ์กำลังอยู่ในระหว่างช่วงพัฒนากระบวนการเจริญเติบโต

5.อารมณ์แปรปรวน

นอกจากอาการแพ้ท้องดังที่กล่าวมาแล้ว คุณแม่ยังมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดและอ่อนไหวง่ายอีกด้วย โดยเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

และนี่ก็คือ อาการแพ้ท้องที่คุณแม่มือใหม่ควรทำความรู้จักไว้ ซึ่งอาการแพ้ท้องนั้น เป็นอาการคนท้องที่ส่งสัญญาณให้เรารู้ชัดเจนแน่นอนว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ทารกน้อย รู้แบบนี้แล้วก็ควรใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี และควรมองโลกในแง่ดี ทำใจให้สบายๆ อย่าไปวิตกกังวลกับอาการแพ้ท้องมากจนเกินไป เพราะว่ากันว่ายิ่งแพ้ท้องหนักมากนั่นหมายถึงทารกน้อยปลอดภัย แข็งแรงนั่นเอง เห็นทียิ่งแพ้หนักก็ยิ่งเป็นสัญญาณให้หมดห่วงนะคะคุณแม่

ที่มา>>>ข่าวสด

10 อาหารต้านมะเร็ง ยิ่งทานยิ่งสตรอง!

10 อาหารต้านมะเร็ง ยิ่งทานยิ่งสตรอง!ใครๆ ก็ไม่อยากเป็นโรคมะเร็งใช่ไหมคะ แต่จะให้ซื้อยา หรืออาหารเสริมมาทานก็ไม่แน่ใจในเรื่องของประสิทธิภาพ ผลข้างเคียง หรือแม้กระทั่งราคาที่แพงลิบลิ่ว จึงขอแนะนำอาหารธรรมดาๆ หาได้ตามท้องตลาด แต่ต้านมะเร็งได้อยู่หมัดมาให้เลือกทานกันตามใจชอบเลยค่ะ

1. ผัก

ผักหลายชนิดที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น

– ผักสีเข้ม ไม่ว่าจะเป็นสีเขียว ส้ม แดง ม่วง เช่น ผักโขม แครอท มะเขือเทศ

– กะหล่ำต่างๆ เช่น กะหล่ำปลี บล็อกโคลี กะหล่ำดอก

– หัวหอม และกระเทียม

2. ถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ที่นอกจากจะช่วยต้านมะเร็งแล้ว ยังดีต่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยโปรตีนที่ดี และกากใยอาหารตามธรรมชาติ ขับถ่ายได้สะดวกอีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ธัญพืช

3. ธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเล่ย์ ข้าวโพด ข้าวสาลี ต้านมะเร็งก็ดี วิตามินบีก็ได้ ลดความดันโลหิตก็เยี่ยม

4. สาหร่ายทะเล เป็นแหล่งแร่ธาตุชั้นดี เต็มไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกายมากมาย มีให้เลือกทานหลายชนิด แต่ควรเลือกทานสลับชนิดกันไปเรื่อยๆ ไม่ควรทานสาหร่ายชนิดเดียวติดต่อกันนานเกินไป หรือใครอยากลองสาหร่ายพวงองุ่นก็ดีนะคะ เทรนด์กำลังมาเลยล่ะ (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่น ที่นี่)

5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ทั้งสตอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ เชอร์รี่ ทั้งอร่อยสดชื่น และมีประโยชน์มากมาย ทั้งวิตามินต่างๆ และกากใยอาหาร ทานสดจะได้คุณค่าสูงสุดค่ะ

6. ปลาน้ำเย็น ส่วนใหญ่จะเป็นปลาทะเล เช่น แซลมอน ที่มีโอเมก้า 3 และไขมันที่ดีต่อร่างกาย ปลาคอท ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน

7. เครื่องเทศต่างๆ เช่น เก๋ากี้ (หรือโกจิเบอร์รี่) พริกไทย กระเทียม หัวหอม ขิง โรสแมรี่ สามารถนำมาทำอาหาร หรือทานสดได้ (หากทานได้) ช่วยต้านมะเร็ง และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้อีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โยเกิร์ต

8. โยเกิร์ต ไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องการขับถ่าย และช่วยควบคุมน้ำหนักได้เท่านั้น แต่ยังช่วยต้านมะเร็ง เพราะมีสารอนุมูลอิสระ ช่วยการหมุนเวียนของโลหิต และชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย หรือจะลองกรีกโยเกิร์ต ที่เข้มข้นกว่า สารอาหารมากกว่า และมีโปรไบโอติกส์ที่ช่วยลดโอกาสในการเกิดเชื้อราในช่องคลอดได้ดีกว่าด้วย

9. เห็ดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดออรินจิ และอื่นๆ ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด มีเส้นใยอาหารที่ช่วยเรื่องการย่อย และการขับถ่ายให้ง่ายขึ้น  นอกจากนี้ยังมีวิตามินต่างๆ ที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

10. น้ำดื่มธรรมดาๆ นี่แหละ น้ำดื่มสะอาด ช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้คล่องตัวขึ้น เป็นตัวกลางสำคัญที่จะทำให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการนำพาเอาของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้นอีกด้วย

ที่มา>>>Sanook

ข้อกำหนดอุปกรณ์ HomeKit ของ Apple: บังคับใช้ชิพเฉพาะ, ผลิตในโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน

แพลตฟอร์มสำหรับอุปกรณ์ภายในบ้าน HomeKit ก็ออกมาในระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร โดยจากรายงานข่าวล่าสุดกล่าวว่า เนื่องจาก Apple นั้นมีข้อกำหนดให้ผู้ผลิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชิพ หรือโรงงานว่าต้องผ่านมาตรฐาน Apple เท่านั้น

จากรายงานข่าวเผยว่า ชิพที่ Apple ต้องการให้อุปกรณ์ HomeKit ใช้งานนั้นมีราคาตั้งแต่ 50 เซนต์จนถึง 2 ดอลลาร์ (แต่ซื้อเยอะ ๆ ก็ได้ส่วนลด) รวมถึงตัวชิพ Wi-Fi หรือ Bluetooth ก็ถูกกำหนดให้ใช้งานเช่นกัน และราคาของชิพเหล่านี้สูงกว่าตัวเลือกอื่นในท้องตลาด และถ้านักพัฒนาไม่เลือกใช้ก็จะไม่ผ่านมาตรฐานของ Apple

นอกจากชิพแล้ว โรงงานผลิตอุปกรณ์ก็ต้องได้รับการรับรองจาก Apple เช่นกัน ถ้าหากผลิตในโรงงานที่ไม่ได้รับการรับรอง ก็จะไม่ผ่านมาตรฐาน โดยปัจจุบันโรงงานที่ได้รับการรับรองจาก Apple มีกว่า 800 แห่ง ซึ่งมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เป็นโรงงานผลิตสินค้าประเภทเทคโนโลยีเกี่ยวกับบ้าน

แม้ว่านักพัฒนาจะสามารถขอ Apple ให้รับรองโรงงานตัวเองก็ได้ แต่ก็ถูกปฏิเสธได้เช่นกัน (และอย่างที่รู้กันว่า ในกระบวนการตรวจสอบของ Apple นั้นละเอียดยิบมาก) โดยมีบริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งกล่าวว่า ตอนแรกที่ผลิตอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิของตัวเองก็จะให้สนับสนุน HomeKit ด้วย แต่ว่าโรงงานที่ผลิตนั้นไม่ผ่านมาตรฐาน แม้ว่าโรงงานนั้นจะเป็นบริษัทใหญ่ เป็นผู้ผลิตอย่างถูกต้องที่สามารถผลิตสินค้าเทคโนโลยีภายในบ้านได้

Apple ยังกำหนดให้นักพัฒนาส่งสินค้าที่เสร็จแล้วไปยังสำนักงานใหญ่ที่เมือง Cupertino ด้วย เพื่อทดสอบความเข้ากันได้ ระยะเวลาการทดสอบนี้อาจกินเวลา 3-5 เดือน ซึ่งในช่วงนี้บริษัทห้ามประกาศว่าผลิตภัณฑ์รองรับ HomeKit โดยกระบวนการทดสอบดังกล่าวนั้นดูเหมือนจะละเอียดยิบมาก ยิ่งกว่าการทดสอบอุปกรณ์ตามมาตรฐาน MFi ของ Apple เองอีก


“สำหรับชาวน่าน ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ น่าน ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO น่าน ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

จริงหรือไม่? ผู้ชายไม่สวมกางเกงใน เสี่ยงโรคไส้เลื่อน?

จริงหรือไม่? ผู้ชายไม่สวมกางเกงใน เสี่ยงโรคไส้เลื่อน?คุณผู้ชายหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อโรคนี้กันแล้ว และน่าจะเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า “ไม่สวมกางเกงใน เสี่ยงโรคไส้เลื่อน” กันมาแล้วด้วย แค่ไม่ใส่กางเกงใน ก็เสียงเป็นโรคไส้เลื่อนได้จริงหรือ มีคำตอบให้ค่ะ

โรคไส้เลื่อน มีสาเหตุมาจากอะไร?

โรคไส้เลื่อน เป็นอาการที่ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ อวัยวะภายใน หรือเนื้อเยื่อบางส่วนเคลื่อนตัวยื่นออกมานอกช่องท้อง จากบริเวณที่ผนังหน้าท้องไม่แข็งแรง อาจมีอาการเจ็บ หรือเห็นเป็นลักษณะก้อนๆ ยื่นออกมาให้เห็นได้ชัดเจนจากภายนอกได้

โรคไส้เลื่อน มีกี่ชนิด

ไส้เลื่อนไม่ได้มีชนิดเดียว แต่มีอยู่หลายชนิด โดยแบ่งออกเป็นตำแหน่งที่เกิดไส้เลื่อน มีทั้งไส้เลื่อนบริเวณอัณฑะ ไส้เลื่อนบริเวณผนังหน้าท่องส่วนล่าง ไส้เลื่อนโคนขาหนีบ ไส้เลื่อนบริเวณสะดือ ไส้เสื่อนจากแผลผ่าตัด ไส้เลื่อนกระบังลม และบริเวณอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่อาจพบได้น้อย

ผู้หญิงเป็นโรคไส้เลื่อนได้หรือไม่?

ทุกเพศทุกวัย มีโอกาสเป็นโรคไส้เลื่อนได้หมด หากแต่ผู้ชายอาจมีความเสี่ยงมากกว่าเล็กน้อย จากการใช้ชีวิตโดยมีพฤติกรรมที่รุงแรงต่อผนังหน้าช่องท้องมากกว่าผู้หญิง

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อน

สาเหตุที่ทำให้ผนังหน้าท้องขาดความแข็งแรง จนลำไส้ยื่นออกมาได้ มีดังนี้

  1. มีความผิดปกติของช่องท้องมาตั้งแต่กำเนิด อาจขาดกล้ามเนื้อท้องช่องบางส่วน ทำให้ลำไส้เลื่อนตัว ยื่นออกมานอกช่องท้อง บริเวณระหว่างช่องท่องกับลูกอัณฑะได้มากกว่าคนอื่นๆ
  2. อายุที่มากขึ้น อาจทำให้ผนังหน้าท้องเสื่อมลง จนขาดความแข็งแรง และลำไส้ยื่นออกมานอกช่องท้องได้
  3. เกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงกับหน้าท้อง จนทำให้ผนังหน้าท้องบาดเจ็บ หรือเกิดความเสีบหาย
  4. มีภาวะแรงดันในช่องท้องสูง จากการออกแรงยกของหนัก ไอหรือจามอย่างหนักบ่อยๆ เบ่งอุจจาระหรือปัสสาวะเป็นประจำ จนทำให้มีแรงดันในช่องท้องบ่อยๆ เป็นสาเหตุให้ผนังช่องท้องด้านหน้าถูกทำลายอย่างช้าๆ
  5. ผนังช่องท้องมีความอ่อนแอหลังการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เพราะเนื่อเยื่อในช่องท้องยังบอบบาง และขาดความยืดหยุ่น หากแผลผ่าตัดเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อนมากขึ้น
  6. สูบบุหรี่
  7. เป็นโรคอ้วน

    ดังนั้นการไม่สวมกางเกงใน ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อนแต่อย่างใด

โรคไส้เลื่อน มีอาการอย่างไร?

– ปวดบริเวณที่เกิดไส้เลื่อน ปวดแบบตื้อๆ หน่วงๆ และเป็นๆ หายๆ

– บางรายอาจไม่มีอาการปวดเลย แต่พบก้อนเนื้อนูนๆ ออกมาบริเวณที่เกิดไส้เลื่อน

โรคลำไส้เลื่อน อันตรายมากไหม?

ในกรณีที่เป็นโรคไส้เลื่อน และมีอาการปวดเฉียบพลัน อาจอยู่ในภาวะลำไส้ขาดเลือด อาจต้องทำการผ่าตัดโดยทันที หากปล่อยให้มีอาการลำไส้ขาดเลือดนานๆ อาจทำให้ลำไส้เกิดเนื้อตายและเน่า จนเกิดภาวะแทรกซ้อน ติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้

โรคไส้เลื่อน วิธีป้องกันอย่างไร?

  1. ควบคุมร่างกายไม่ให้มีแรงดันภายในช่องท้องมากเกินไป โดยหยุดอาการไอและจามเรื้อรัง และไม่ออกแรงยกของหนักเกินกำลังอยู่บ่อยๆ
  2. ระมัดระวังไม่ออกกำลังกาย โดยทำให้ผนังช่องท้องด้านหน้าเกิดอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยๆ
  3. หากเพิ่งผ่าตัด ควรงดการออกกำลังกายหนักๆ โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง
  4. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  5. รัปประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ที่เพิ่มกากใยอาหาร เพื่อลดอาการท้องผูก
  6. หากมีอาการผิดปกติ เช่น ท้องผูกบ่อย ปวดท้อง หรือพบก้อนเนื้อนูนผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด

ที่มา>>>Sanook

5 สัญญาณอันตราย เสี่ยง “ต้อลม”

5 สัญญาณอันตราย เสี่ยง “ต้อลม”คุณผู้หญิงคุณผู้ชายที่ปัญหากับค่าสายตา จนต้องใส่แว่น หรือคอนแทคเลนส์อยู่เป็นประจำ รวมไปถึงหนุ่มสาววัยรุ่น และชาวออฟฟิศที่ใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมมากเกินไป อาจเคยมีอาการเคืองตา ตาแห้ง แสบตามาบ้างใช่ไหมคะ บางทีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือน “โรคต้อลม” ที่อาจต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็ได้

โรคต้อลม คืออะไร?

โรคต้อลม เป็นโรคที่เกิดจากอาการเสื่อมของเยื่อบุตาขาวที่พบได้บ่อย มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนูนสีขาวหรือเหลือง มีขนาดเล็ก อยู่ที่บริเวณตาขาวค่อนไปทางหัวตา หรือหางตา (แต่พบที่บริเวณใกล้หัวตามากกว่า) ต้อลมไม่ใช่เนื้องอก แต่หากปล่อยให้มีขนาดใหญ่ขึ้น อาจลุกลามจนกลายเป็นแผ่นเนื้อที่บดบังตาดำ ทำให้การมองเห็นแย่ลง และกลายเป็นต้อเนื้อได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ต้อลม

โรคต้อลม เกิดจากสาเหตุใด?

แม้ว่าจะชื่อว่าต้อลม แต่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากลมแต่อย่างใด ต้อลมเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น รังสียูวีจากแสงแดด หลอดไฟ ฝุ่นควันจากสภาพแวดล้อม หรือความร้อนที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุตาขาว

นอกจากนี้หากมีอาการตาแห้งบ่อยๆ อาจเกิดจาดตาแห้งโดยธรรมชาติ หรือการใส่คอนแทคเลนส์ค่าอมน้ำต่ำ จนทำให้มาการตาแห้ง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคต้อลมได้เหมือนกัน

โรคต้อลม มีอาการอย่างไร?

สัญญาณเตือนว่าคุณอาจเป็นโรคต้อลม มีดังนี้

  1. เคืองตา แสบตา น้ำตาไหล
  2. พบก้อนเนื้อเล็กๆ เหมือนเยื่อๆ คล้ายเยลลี่สีใสอมเหลืองอ่อน ในเยื่อบุตาขาว
  3. อาจตาแดงในบริเวณที่พบก้อนเนื้อ
  4. ยิ่งใช้สายตาในบริเวณที่แดดแรง โดนลม ฝุ่นเข้าตา อาการจะยิ่งแย่ลง
  5. หากมีอาการหนักขึ้น ก้อนเนื้อที่พบขยายใหญ่จนลามไปที่ตาดำ อาจทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง ตาเบลอ มัว มองไม่ค่อยชัดได้

ดังนั้นหากใครที่พบอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่จะลามเป็นต้อเนื้อ โดยอาจได้รับเป็นยามาหยอดตา หรือพักการใช้สายตาให้น้อยลง ลดการใช้คอนแทคเลนส์ หรือหากมีอาการอักเสบมากจนรบกวนการมองเห็น หรือก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ แพทย์อาจพิจารณาวิธีผ่าตัดลอกต้อลมออกเป็นวิธีสุดท้าย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการร้ายแรงถึงขั้นต้องผ่าตัด เพราะฉะนั้นรีบพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุดค่ะ

ที่มา>>>ข่าวสด

5 วิธีทำให้นอนหลับง่าย แถมหลับสบายตลอดคืน

5 วิธีทำให้นอนหลับง่าย แถมหลับสบายตลอดคืนการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นปัจจัยส่งเสริมการมีสุขภาพดี แต่หากเมื่อไรที่เรานอนไม่หลับหรือมีปัญหานอนหลับยาก เห็นทีจะปล่อยปัญหานี้ให้เรื้อรังต่อไปไม่ได้แล้วนะคะ เพราะมันจะมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ทำให้ร่างกายทรุดโทรมและเจ็บป่วยง่าย วันนี้เราเลยนำ 5 มีวิธีทำให้นอนหลับง่ายมาฝาก ต้องทำยังไงบ้าง มาดูกันค่ะ

1.ออกกำลังกายตอนเย็น

การออกกำลังกายไม่ได้มีผลดีต่อคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักแต่เพียงเท่านั้น โดยเฉพาะสำหรับใครที่มีปัญหานอนหลับยาก แนะนำให้ออกกำลังกายในตอนเย็นหรือออกก่อนนอนสัก 4-6 ชั่วโมง ก็จะทำให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย ถึงเวลานอนก็จะนอนหลับง่ายและหลับสนิทอีกด้วย แต่ไม่ควรออกกำลงกายแบบหักโหมเด็ดขาด เพราะแทนที่จะหลับสบายอาจต้องมาทนทรมานกับอาการปวดกล้ามเนื้อจนทำให้นอนหลับไม่สนิทก็เป็นได้

2.แช่ตัวในอ่างน้ำอุ่น

หลังจากเผชิญกับภาวะความตึงเครียดจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน ร่างกายและจิตใจของเราย่อมเกิดความเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา แนะนำให้สร้างความผ่อนคลายง่ายๆ ด้วยการแช่ตัวในอ่างอาบน้ำก่อนนอน และอาจจะหยดลาเวนเดอร์หรือคาโมมายล์ลงไปด้วยสักเล็กน้อย เพื่อให้กลิ่นน้ำมันหอมระเหยดังกล่าวสร้างความรู้สึกสงบสุขและทำให้เราผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาเข้านอนก็จะทำให้นอนหลับง่ายและหลับสบายตลอดคืนด้วยค่ะ

3.ผ่อนคลายสมอง

ก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง คุณควรหยุดทำกิจกรรมต่างๆ เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว จนไม่อยากเข้านอนหรือนอนหลับยาก โดยเฉพาะใครที่มักเครียดบ่อยๆ แนะนำให้ผ่อนคลายสมอง ทำใจปล่อยวาง อาจจะสวดมนต์นั่งสมาธิเพื่อให้สบายใจ วิธีนี้ก็จะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

4.กินอาหารเย็นให้เร็วขึ้น

ควรกินอาหารเย็นก่อนเข้านอนอย่างน้อยประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำการย่อยอาหารให้หมดก่อน ไม่เช่นนั้นแล้ว หากกินอาหารในมื้อดึกซึ่งกินแล้วเข้านอนเลยก็จะทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่น แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อนง่ายขึ้นอีกด้วย หากเกิดอาการดังกล่าวแล้วก็จะยิ่งสร้างความทุกข์ทรมานให้ร่างกายได้เป็นอย่างมาก ทำให้นอนหลับยากและหลับไม่สนิทในที่สุด และอาหารเย็นที่ดีก็ควรเลือกกินอาหารที่เบาๆ ย่อยง่ายจะดีที่สุด วิธีนี้นอกจากทำให้นอนหลับง่ายแล้ว ยังช่วยลดน้ำหนักในตัวได้อีกด้วย

5.กินกล้วยหอมสักลูก

ก่อนนอน นอกจากอาการนอนไม่หลับแล้วยังรู้สึกมีอาการหิวอยู่ลึกๆ แนะนำให้กินกล้วยหอมเลยค่ะ เนื่องจากผิวของกล้วยหอมจะออกฤทธิ์คล้ายกับยานอนหลับ นอกจากนี้ ยังมีกรดอะมิโนแอซิดที่ชื่อ ทริปโตฟาน ที่จะเปลี่ยนมาเป็นเซโรโทนิน (Serotonin) กินแล้วก็จะช่วยผ่อนคลายความเครียดลง และทำให้คุณหลับสบายได้มากยิ่งขึ้น แถมไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย เหมาะสำหรับคนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักอย่างยิ่ง

5 วิธีทำให้นอนหลับง่ายเหล่านี้ บอกเลยทำไม่ยากอย่างยิ่ง แถมจะส่งผลทำให้สุขภาพกายและใจดีอีกด้วย ที่สำคัญสาวๆ คนไหนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ยังมีผลทำให้รูปร่างสวยได้อีกต่างหาก

ที่มา>>>ข่าวสด